บทที่ 2 บทที่ 1.2
ตลอดทั้งวันหญิงสาวร่างเล็กทำงานอย่างขะมักเขม้นกลางไร่ข้าวโพดตามหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมอบหมายจนเสร็จ ระหว่างกำลังสวัสดีลุงป้าน้าอาที่มารับจ้างเก็บข้าวโพดด้วยกันเพื่อลากลับ เสียงป้าคำใสเจ้าของไร่ซึ่งมีไร่ข้าวโพดหลายสิบไร่ก็เรียกรั้งเธอไว้เสียก่อน
“นิ่มอย่าเพิ่งไป มาเอากล้วยก่อนลูก เมื่อวานก่อนลูกป้ามันเอากล้วยลงมาหลายเครือพวกป้ากินกันไม่ทัน” ป้าคำใสรีบกวักมือเรียกเด็กสาวที่ตนเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลานไว้เมื่อเห็นว่านิชาดากำลังจะปั่นจักรยานกลับบ้านหลังจากรับค่าแรงของวันนี้แล้ว
“ขอบคุณมากจ้ะป้า”
คนถูกเรียกไว้รีบลงจากจักรยานที่ตัวเองคร่อมอยู่แล้วเดินมาไหว้ขอบคุณป้าคำใสที่อุตส่าห์เอากล้วยมาให้เธอถึงสองเครือใหญ่
“กินไม่ทันก็เอาไปทำขนมขายเลยลูกแล้วเดี๋ยวถ้ามีอีกป้าจะเอามาให้ใหม่”
“จ้ะป้า นิ่มขอบคุณป้าคำใสมากจริงๆ นะจ๊ะ พรุ่งนี้นิ่มไม่ได้ไปรับจ้างที่ไหนนิ่มก็ว่าจะทำของไปขายที่ตลาดอยู่พอดีจ้ะ”
เธอยกมือไหว้ป้าคำใสด้วยความซึ้งใจอีกครั้งกับความเอื้อเฟื้อและความเอ็นดูที่ป้าคำใสมีให้เธอเสมอมาตั้งแต่ที่รู้จักกันหลังจากที่พ่อของเธอเสียชีวิตและเธอต้องตะลอนหางานทำทุกอย่างที่พอจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว รวมถึงมารับจ้างเก็บข้าวโพดที่ไร่ของป้าคำใสแห่งนี้เป็นประจำด้วย
แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก!
เฮ้อออออ ไม่ไหวแล้ว!
ขณะที่นิชาดาจอดรถจักรยานและกำลังจะก้าวลงจากจักรยานเพื่อเปลี่ยนมาจูงแทน เพราะไม่สามารถปั่นขึ้นเนินลูกใหญ่นี้ได้เพราะหนักเครือกล้วยที่ป้าคำใสให้มา อยู่ๆ ก็มีรถปิคอัพคันใหญ่บีบแตรรัว จนคนเหนื่อยหอบสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจเพราะคิดว่าตัวเองคงจะโดนรถชนแน่ๆ
ปี๊นนนนนนน ปี๊นๆๆๆๆๆ
“กรี๊ดดดดดดดดด!”
นิชาดาหลับตาร้องเสียงหลงขณะเดียวกันเจ้าของรถปิคอัพสี่ประตูที่ขับโฉบไปก็เบรครถเสียงดังเอี๊ยด! พร้อมกับเปิดกระจกชะโงกหน้าออกมาตะโกนใส่เธอ
“ปั่นแอบข้างทางดีๆ หน่อยดิป้า ขี่ออกมากลางถนนเลย แล้วไม่ใช่อยากจะจอดตรงไหนก็จอด อยากโดนเฉี่ยวไง!”
คนที่จับแฮนด์รถจักรยานของตัวเองไว้แน่นเพราะตกใจกลัวจนตัวสั่นค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่าตัวเองนั้นไม่ได้โดนรถชน แต่จากที่จะขอโทษเขาเพราะเธอรู้ตัวว่าเธอนั้นปั่นรถจักรยานเป๋ไปเป๋มาตามที่เขาว่าจริงๆ แถมยังไม่ได้ดูรถหลังอีกต่างหาก แต่พอได้ยินคนขับรถเรียกเธอว่าป้าเธอกลับอยากจะเอาเครือกล้วยที่มัดซ้อนกันอยู่เบาะหลังทุ่มใส่เขาแทนซะงั้น
ฮึ่ย! มาเรียกผู้หญิงอายุยังไม่ยี่สิบดีว่าป้าได้นะ
เธออยากจะเห็นหน้าคนขับเสียจริงว่าเขาอายุเท่าไหร่กันเชียว เพราะจากตรงฝั่งนี้เธอมองไม่เห็นหน้าคนขับแม้ว่าเขาจะเปิดกระจกแล้วชะโงกหน้าออกมาต่อว่าเธอก็ตาม
เธอไม่ได้เป็นป้าสักหน่อย เธอก็แค่แต่งตัวด้วยเสื้อแขนยาวกางกางขายาวตัวเก่า ใส่หมวกใส่ผ้าคลุมหน้าคลุมผมเหลือไว้แต่ลูกกะตาเพื่อกันแดดเผาเวลาทำงานกลางแจ้งเหมือนพวกลุงๆ ป้าๆ ที่ไปรับจ้างทำงานด้วยกันแค่นั้นเอง
ขณะคนที่โดนหาว่าเป็นป้ากำลังฮึดฮัดอยู่คนเดียวนั้น เสียงผู้ชายอีกคนที่นั่งข้างคนขับก็ดังแว่วออกมาให้ได้ยิน
“ใจเย็นๆ ครับเฮีย ผมว่าแค่นี้ป้าแกก็ตกใจจะแย่แล้วนะครับ”
“เออ กูรู้น่า”
ว่าแล้วผู้ชายคนขับรถก็ปิดกระจกแล้วเหยียบคันเร่งฝุ่นตลบออกไปทันที ปล่อยให้คนถูกหาว่าเป็นป้ามองตามท้ายรถตาปริบๆ
วันนี้กว่านิชาดาจะปั่นจักรยานกลับมาถึงบ้านก็เกือบหกโมงเย็นแล้วทั้งที่ไม่ได้แวะที่ไหน แต่เพราะได้ของหนักกลับมาด้วยจึงทำให้ปั่นจักรยานได้ช้ากว่าปกติเพราะเธอจำได้ว่าเธอออกจากไร่ข้าวโพดก่อนสี่โมงครึ่งด้วยซ้ำ
หญิงสาวแกะเชือกที่เธอและป้าคำใสช่วยกันมัดเครือกล้วยสองเครือใหญ่ให้ยึดติดกับเบาะหลังรถจักรยานออก จากนั้นจึงลากบ้างยกบ้างเพื่อนำเครือกล้วยไปไว้ยังใต้ถุนบ้าน
เมื่อนิชาดานำกล้วยและของต่างๆ ไปเก็บ รวมถึงถอดหมวกถอดผ้าคลุมหน้าออกแล้ว หญิงสาวจึงรีบคว้าจักรยานเพื่อที่จะปั่นไปตลาดต่อทันทีเพราะเธอต้องรีบไปซื้อของมาไว้ทำขายในวันพรุ่งนี้
คนรีบไปตลาดปั่นจักรยานยังไม่ทันพ้นละแวกบ้านเสียงรถมอเตอร์ไซค์ท่อดังที่เธอไม่อยากได้ยินก็ดังขึ้น เธอจำต้องเบรครถจักรยานของตัวเองให้จอดเมื่อรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของเสี่ยชัชชัยขับมาจอดขวางหน้าไว้
“หนูนิ่มจะไปไหนจ๊ะ ให้เสี่ยไปส่งไหม”
เสี่ยชัชชัยที่ตั้งใจมารับนางนงนุชถึงกับเปลี่ยนเป้าหมายทันทีเมื่อวันนี้ดวงดีเจอเด็กสาววัยกำลังเคี้ยวที่ตนหมายตามาพักใหญ่ แม้หญิงสาวจะหน้าตามอมแมมไปบ้างอีกทั้งยังแต่งตัวมิดชิดไม่ได้โชว์เนื้อโชว์หนังตามกระแสนิยมเหมือนวัยรุ่นสมัยนี้ แต่เสือเฒ่าอย่างเขาก็อยากจะลองลิ้มชิมรสดูว่าหน้าตาเรียบร้อยใสซื่อแบบนี้พอถึงเวลาจริงๆ จะเด็ดดวงเหมือนคนเป็นแม่หรือเปล่า
“ไม่เป็นไรค่ะเสี่ย ลำบากเสี่ยเปล่าๆ” นิชาดาพยายามบอกปัดอย่างสุภาพเช่นทุกครั้งเมื่อเห็นสายตาที่เก็บไม่เคยมิดของเสี่ยที่ทำให้เธออึดอัดทุกครั้งเวลาที่เจอ
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ มาเดี๋ยวเสี่ยไปส่ง รถเสี่ยเครื่องแรงถึงใจ เสี่ยรับรองว่าถ้าหนูนิ่มได้ลองขึ้นขี่หนูนิ่มจะไม่อยากลงเลยล่ะ”
ยิ่งได้ฟังคำพูดคำจากำกวมรวมถึงสายตาที่เริ่มโลมเลียของเสี่ย เธอก็อยากจะด่ากลับหรือไม่ก็รีบไปจากตรงนี้ให้พ้นๆ แต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้เนื่องจากตอนนี้เธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แม้แต่บ้านช่องที่ปลอดภัยยังไม่มีให้ซุกหัวเลยเพราะฉะนั้นเธอจึงต้องพยายามไม่ทำให้ใครโกรธหรือไม่พอใจจนถึงขั้นคิดจะมาทำอันตรายต่อตัวเธอและครอบครัวได้ อีกอย่างแถวนี้ใครบ้างจะไม่รู้ว่ากำนันเก่าอย่างเสี่ยชัชชัยนั้นมีอิทธิพลมากขนาดไหน
“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ นิ่มเกรงใจ”
ขณะที่นิชาดากำลังหาทางปฏิเสธเสี่ยชัชชัยอยู่นั้นเสียงของนางนงนุชที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ดังลงมาจากบนบ้าน
“นิ่ม!” คนเป็นแม่เรียกลูกสาวตัวเองเสียงดังขณะรีบเดินจ้ำเข้ามาหาคนทั้งสองที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านนัก จากนั้นจึงเข้าไปยิ้มทักทายเสี่ยชัชชัยเสียงอ่อนเสียงหวานต่างจากน้ำเสียงที่ใช้ตะโกนเรียกลูกสาวเมื่อกี้นี้ลิบลับ
“เสี่ยชัชมาแล้วเหรอจ๊ะ ไปกันเถอะจ้ะเสี่ย เดี๋ยวคืนนี้เสี่ยต้องรีบไปต่างจังหวัดอีกไม่ใช่เหรอจ๊ะ”
นางนงนุชลูบต้นแขนที่ยังแน่นหนัดของเสี่ยวัยเฉียดเจ็ดสิบเบาๆ อย่างสื่อความหมายโดยไม่ได้สนใจเลยว่าลูกสาวตัวเองยังยืนอยู่ตรงนี้
เสี่ยชัชชัยที่ลงทุนมารับนางนงนุชเพราะเรื่องอย่างว่าโดยเฉพาะด้วยตัวเองจึงยอมละสายตาจากนิชาดา
วันนี้ยังไม่ได้ตัวลูกก็เอาตัวแม่มันอย่างเคยไปก่อนก็ได้วะ!
เมื่อคิดถึงเรื่องที่ทำให้เลือดลมพลุ่งพล่านเสี่ยชัชชัยก็แทบทนไม่ไหวเพราะไม่คิดว่าผู้หญิงอายุสี่สิบกว่าแถมยังมีลูกแล้วถึงสองคนจะเด็ดดวงได้ถึงขนาดนี้
หึ ไม่น่าล่ะไอ้นพพลมันถึงหลงนักหลงหนาจนถึงขนาดยอมถูกตัดขาดจากครอบครัวที่มีฐานะมาอยู่กินกับผู้หญิงคนนี้
