บทที่ 11 ปากแข็ง ใจอ่อน
“เจ้าไปไหนมา!”
สุรเสียงนั้นดังแทรกผ่านความมืดมิดของราตรีกาล วรองค์บางถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยมินึกว่าจะมีใครมาซ่อนตนอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อทรงหันไปตามแสงจากคบเพลิง ก็พบกับพระพักตร์คมสันที่ดูดุดันกระด้างอยู่เป็นนิจ กำลังทอดมองมายังพระองค์อย่างไร้ซึ่งความเป็นมิตร
“อากาศร้อน กระหม่อมนอนไม่หลับ จึงออกไปเดินเล่นมา”
“เดินเล่นในยามวิกาลเช่นนี้นะหรือ...หรือความจริงเจ้าคิดจะหนี แต่ไปไม่รอดจนต้องซมซานกลับมากันแน่”
เช่นเดิม...น้ำพระเสียงนั้นยังคงเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยถากถาง ทั้งแววพระเนตรที่ฉายแววเหยียดหยามดูถูก จนทรงนึกในพระทัยว่าจะมีสักครั้งไหมที่บุรุษผู้นี้จะตรัสดีๆ หรือมองพระองค์ในแง่ดีอย่างคนอื่นเขาบ้าง
“ทำไมกระหม่อมต้องหนี กระหม่อมทูลแล้วว่าจะอยู่ที่นี่จนกว่าพระองค์จะส่งกระหม่อมกลับไปเอง” ทั้งที่ตั้งพระทัยเอาไว้ว่าจะไม่โต้ตอบ ทว่าสุดท้ายก็มิอาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
“อย่างนั้นหรือ... แต่ท่าทางเจ้าดูมีพิรุธนัก จะให้เราเชื่อได้อย่างไร”
“จะทรงเชื่อหรือไม่ นั่นย่อมเป็นสิทธิ์ของพระองค์ แต่สำหรับกระหม่อมแล้ว แม้จะรังเกียจผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมร้ายกาจอย่างพระองค์มากเพียงใด ทว่ากระหม่อมก็ยังมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะทำตามวาจาที่ลั่นไว้ และ ณ ตอนนี้พระองค์ก็ทรงเห็นด้วยพระเนตรตนเองแล้วว่า กระหม่อมยังอยู่ที่นี่ มิได้หนีหายไปอย่างที่ทรงตรัสกล่าวหาแต่ประการใด!”
เมื่อตรัสจบ ความอดทนที่พยายามข่มกลั้นไว้ก็หมดสิ้นลง “หากไม่มีสิ่งใดแล้ว กระหม่อมง่วงเต็มที ขอทูลลา”
วรองค์บางทรงพระดำเนินหนีไปเสียเฉยๆ ทิ้งให้องค์วิษณุวรกานต์ยืนพิโรธอยู่เพียงลำพัง สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความอึ้งงันในพระทัยนัก นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ถูกทอดทิ้งและหมางเมินอย่างโอหังถึงเพียงนี้
ในพระทัยของกษัตริย์หนุ่มร้อนรุ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความโกรธากำลังพลุ่งพล่านราวกับกองเพลิงที่ถูกกระพือลมใส่จนโหมไหม้
ช่างกล้านัก! ในเมื่อกล้าดีไม่ดูที่ทางเช่นนี้ พระองค์ก็จะทรงแสดงให้เห็นเองว่า การเอาตัวเข้ามาท้าทายโทสะของพระองค์ ผลที่ตามมามันจะเลวร้ายเพียงใด!
ท้องฟ้าสีครามยามเช้าของหิรัญบุรีช่างงดงามนัก ปุยเมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือทิวเขาสลับซับซ้อน ความทะมึนตระหง่านของขุนเขาเหล่านั้นเป็นปราการธรรมชาติชั้นดีที่ทำให้หิรัญบุรีกลายเป็นดินแดนที่ยากต่อการรุกล้ำ ส่วนอีกฟากหนึ่งคือที่ราบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ที่ตั้งของบ้าน บ้านที่จากมาโดยมิได้ทันบอกกล่าวร่ำลา
หมอกสีขาวปกคลุมไปทั่วบริเวณกว้างราวกับทะเลที่ไร้จุดสิ้นสุด เมื่อแสงแดดอ่อนทอประกายลงมา เหล่าน้ำค้างก็พราวแสงระยิบระยับดั่งเกล็ดเพชรบนพรมหญ้า หากเป็นเวลาปกติ ภูมิทัศน์อันงดงามราวกับดินแดนแห่งสรวงสวรรค์นี้คงสร้างความรื่นรมย์ได้ไม่น้อย
ทว่าเจ้าหญิงธุวดารารัตนาวดีกลับทอดพระเนตรความงามตรงพระพักตร์ด้วยความเศร้า มิอยากนึกเลยว่าหากมิต้องตกเป็นเชลยและพลัดหลงมาในสถานที่แห่งนี้ พระองค์จะทรงมีความสุขเพียงใด
“ได้เวลาเสด็จแล้วพระเจ้าค่ะ”
วิรุณ องครักษ์คนสนิทขององค์วิษณุวรกานต์เข้ามาทูลเชิญ เจ้าหญิงธุวดาราทรงรู้ซึ้งถึงชะตากรรมดีว่า วันนี้ก็คงต้องดำเนินตามขบวนม้าขององค์วิษณุวรกานต์ไปดังเช่นวันวาน เพราะยังไม่มีอาชามาเพิ่มให้พระองค์แม้แต่ตัวเดียว
ที่ตรงนี้มิได้มีเพียงวิรุณ เพราะข้างกายองครักษ์หนุ่มนั้นคือองค์วิษณุวรกานต์ที่ประทับอยู่บนหลังอาชาไนยตัวเขื่องด้วยท่วงท่าสง่างาม
“วันนี้เราคงต้องรีบกันหน่อย ฝนตั้งเค้ามาแล้ว เราต้องผ่านที่ราบนี้ไปให้ไว มิเช่นนั้นอาจเกิดน้ำป่าหลาก เจ้าที่ยังไม่มีม้า ก็จงรีบวิ่งตามมาให้ทันละกัน”
เมื่อตรัสจบก็ทรงชักม้าจากไปในทันที มิได้สนพระทัยในตัวเชลยเลยแม้แต่น้อย
เสียงฝีเท้าม้าค่อยๆ ห่างไกลออกไปทุกที จนในที่สุดเจ้าหญิงธุวดาราก็ถูกทิ้งให้หลงอยู่เพียงลำพังกลางป่าใหญ่ ความคับแค้นพระทัยที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกับความหวาดหวั่นเริ่มทำให้ทรงท้อแท้
‘ผู้ชายคนนั้นตั้งใจจะทิ้งพระองค์ไว้ในป่ากว้างเช่นนี้จริงหรือ หัวใจทำด้วยสิ่งใด ใยไม่เคยเห็นใจผู้อื่น สมแล้ว สมดั่งคำร่ำลือที่ว่าพระองค์อำมหิตนัก จะทรงทนได้อีกนานเท่าไหร่ และถ้าหากทรงถูกจับได้ มีหรือบุรุษโหดผู้นี้จะไม่ฆ่าพระองค์ทิ้ง’
เจ้าหญิงธุวดาราตัดพ้อในพระทัย เมื่อสิ้นสุดแรงจะอดทน น้ำพระอัสสุชลที่พยายามกักเก็บไว้ก็หลั่งไหลออกมาอย่างหักห้ามไม่ได้
แต่หากต้องมาทิ้งชีวิตไว้กลางป่าเช่นนี้ แล้วโกสินทร์นครกับพระบิดาจะทำเช่นไร...
“ไม่ได้! จะยอมแพ้เช่นนี้ไม่ได้!”
เมื่อนึกถึงบ้านเมืองและพระบิดา แรงเฮือกหนึ่งก็ฉุดรั้งให้ทรงหยัดยืนขึ้นสู้ ทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดที่จะเดินหน้าต่อไป เพราะการถอยหลังกลับคงไม่มีประโยชน์อันใด ดีไม่ดีอาจจะหลงอยู่ในหิรัญบุรีไปชั่วชีวิต
โชคดีที่รอยเท้าม้าบนพื้นดินยังคงทิ้งร่องรอยให้เห็น เจ้าหญิงแห่งโกสินทร์นครเสด็จตามรอยนั้นไปอย่างไม่ลดละ ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานคงจะได้พบคนใจร้ายที่ทอดทิ้งพระองค์ไว้ตามลำพัง
ทว่าระหว่างทางนั้น กลับทอดพระเนตรเห็นเด็กชายหญิงคู่หนึ่ง ร่างกายผอมโซนอนทอดกายอย่างอ่อนล้าอยู่ข้างทาง ความยากแค้นที่ทรงเผชิญอยู่ในเวลานี้ทำให้ทรงอยากช่วยเหลือเด็กน้อยทั้งสองนัก ทว่าฐานะเชลยที่ตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าใครทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้ยากยิ่ง สุดท้ายจึงได้แต่ข่มพระทัยและเร่งดำเนินตามรอยเท้าม้าต่อไป เพื่อให้พบขบวนเสด็จขององค์วิษณุวรกานต์ให้เร็วที่สุด
เมื่อถึงที่ราบสูงซึ่งองค์วิษณุวรกานต์ทรงประเมินแล้วว่าน่าจะปลอดภัยจากน้ำป่าหากฝนกระหน่ำลงมา ก็โปรดให้สร้างที่ประทับชั่วคราวเพื่อพักค้างแรมในคืนนี้ เหล่าราชองครักษ์ต่างรับคำสั่งและเร่งลงมือทำงานทันที ยกเว้นเพียงวิรุณ องครักษ์และพระสหายคนสนิทที่ยังคงถวายการอารักขาอยู่ข้างกาย
สีพระพักตร์ที่ขมวดมุ่นกว่าปกติทำให้วิรุณล่วงรู้ได้ทันทีว่าพระองค์กำลังดำริถึงสิ่งใด
“หากทรงเป็นห่วง เหตุใดจึงไม่เสด็จไปดูด้วยพระเนตรตนเองเล่าพระเจ้าค่ะ”
“เรามิได้เป็นห่วง!” ทรงตรัสสวนทันควัน “เราเพียงแต่กลัวเจ้าเด็กอวดดีนั่นจะชิงตายไปเสียก่อนเท่านั้น”
แม้พระโอษฐ์จะตรัสเช่นนั้น ทว่าพระเนตรกลับทรยศความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง เพราะมันฉายแววร้อนรนและห่วงใยอยู่เต็มเปี่ยม
“เช่นนั้นหรือพระเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนพระพักตร์ของพระองค์จะทรงโกหกไม่เป็นเอาเสียเลย”
วิรุณอมยิ้มอยู่ในหน้า มีไม่กี่คนนักที่กล้าทูลเช่นนี้ ทว่าด้วยความเป็นพระสหายกันมาแต่ครั้งทรงพระเยาว์ จึงมิเคยถูกถือสาหาความแต่อย่างใด
“เจ้าจะมารู้ดีไปกว่าใจเราได้อย่างไร!”
พระโอษฐ์แข็ง นั่นคือสิ่งที่วิรุณรู้ดีแต่เลือกที่จะไม่พูดออกมา และเพื่อเป็นการบรรเทาความทุกข์ร้อนในหทัยของกษัตริย์หนุ่ม องครักษ์คนสนิทจึงเสนอตัวอาสา
“กระหม่อมจะตามไปดูเองพระเจ้าค่ะ แล้วจะรีบกลับมารายงานให้ทรงทราบ”
วิรุณเคลื่อนกายออกจากกระโจมที่ประทับ ก่อนจะตวัดตัวขึ้นหลังม้าในทันที
“เดี๋ยว!”
วิรุณชะงักหันมาตามเสียงปราม แล้วก็ต้องอมยิ้มกว้างขึ้นอีกครั้งกับรับสั่งต่อมา
“เจ้าจงทำร่องรอยไว้ให้เจ้าเด็กนั่นตามมาได้ถูก อย่าปล่อยให้หลงไปที่ใดเด็ดขาด เพราะมิเช่นนั้นเราจะไม่มีตัวประกัน และสงครามก็ยังไม่ควรอุบัติขึ้นในเวลานี้”
ประโยคหลังนั้นสุรเสียงกลับเบาลงกว่าปกติอย่างมีพิรุธ จนคนฟังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงกระแสความห่วงใยที่ซ่อนอยู่
วิรุณค้อมศีรษะรับพระบัญชาด้วยความเข้าใจดีว่า แท้จริงแล้วพระองค์ทรงห่วงใยเจ้าชายธราบดินทร์มากเพียงใด ทว่าจำเป็นต้องเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้เงื่อนไขของคำว่า ‘เชลยทางการเมือง’ เท่านั้นเอง
