บทที่ 6 หนีเสือ

รอบพระวรกายยังคงมืดสนิท มีเพียงแสงดาวจางๆ ที่คอยส่องนำทางในคืนเดือนแรม พระทัยหนาวเหน็บยิ่งกว่าอากาศยามดึกสงัด ทอดพระเนตรไปทางใดก็พบเพียงความว่างเปล่า

พระบาทพยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย สิ่งเดียวที่ทรงกระทำได้ในยามนี้คือหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่ายิ่งก้าวเดินกลับยิ่งรู้สึกเหมือนวนเวียนอยู่เพียงที่เดิม ต้นไม้เหล่านี้ดูคุ้นตาจนน่าประหลาด ราวกับว่าป่าแห่งนี้มีแต่ต้นไม้ชนิดเดียวกันไปเสียหมด

ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงเส้นทางที่ผ่านมานั้น เสียงหนึ่งก็ดังฝ่าความเงียบสงัดของพงไพร เมื่อเสียงนั้นกระชั้นชิดเข้ามา ทรงรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงฝีเท้าม้า ด้วยสัญชาตญาณจึงรีบหลบเร้นพระวรกายเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ที่สุดในทันที

เมื่อขบวนม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้ ก็เป็นดังเช่นที่ทรงระแวงสงสัย เหล่าโจรได้รับรู้แล้วว่าเชลยที่จับมาได้หลุดรอดไป จึงออกติดตามมาจนถูกทาง

“รอยเท้าหายไปจากตรงนี้ มันคงอยู่แถวนี้แหละ!” สมุนโจรคนหนึ่งชูคบเพลิงส่องไปตามพื้นดิน มองเห็นรอยเท้าขนาดเล็กซึ่งน่าจะเป็นของสตรี

หัวหน้าโจรยิ้มกริ่มด้วยท่าทีพึงพอใจ หากแต่ในดวงตากลับฉายแววเหี้ยมเกรียม

“หาให้ทั่ว!”

ความหวาดกลัวแล่นเข้าจู่โจมพระทัยของเจ้าหญิงธุวดาราอีกครั้ง พระหัตถ์ทั้งสองเย็นเยียบจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง พระทัยเต้นโครมครามราวกับจะทะลุออกมานอกพระอุระ ทรงเบียดพระวรกายเข้าหาโคนไม้ด้วยความหวังว่าจะพ้นจากภยันตราย

แต่ครั้งนี้โชคไม่เข้าข้าง...

เพียงครู่เดียวหัวหน้าโจรก็พบที่ซ่อนของพระองค์ รอยยิ้มปรีดาปรากฏบนหน้าของมัน มือหยาบหนาฉุดกระชากข้อพระกรบาง ลากพระวรกายออกมากลางลานกว้าง ท่ามกลางวงล้อมของสมุนโจรที่ส่งเสียงโห่ร้องข่มขวัญด้วยสายตาโลมเลียหื่นกระหาย

“ฤทธิ์มากนักนะเจ้าหญิง ข้าจะส่งไปเป็นสนมพระราชาก็ไม่ชอบ หรืออยากได้ข้าเป็นผัวแทนถึงได้กล้าหนีออกมาเยี่ยงนี้”

หัวหน้าโจรยังคงบีบข้อพระกรไว้แน่น แม้พระพักตร์งามจะฉายแววเว้าวอนขอความเมตตา แต่บุรุษใจโฉดมิได้นำพา มันผลักพระวรกายให้ล้มลงหมายให้สิ้นทางสู้

“ในเมื่อรนหาที่นัก ข้ากับลูกน้องก็จะจัดให้ตามคำขอเอง!”

เมื่อเข้าตาจน เจ้าหญิงธุวดาราทรงรวบรวมพระกำลังทั้งหมดผลักร่างหัวหน้าโจรออกไป ทว่ากลับรู้สึกเหมือนขยับหินผาที่นิ่งสนิท หัวหน้าโจรแค่นยิ้มอย่างลำพองใจ มันปล่อยข้อพระกรออกเพื่อหมายจัดการกับฉลองพระองค์

ในจังหวะที่มันชะล่าใจ กริชในพระหัตถ์ก็ถูกเสือกเข้าใส่ลำตัวของมันทันที!

แต่น่าเสียดายที่พระกำลังอันน้อยนิดสร้างบาดแผลได้เพียงรอยถากที่มีเลือดซึมเท่านั้น และนั่นกลับยิ่งทวีโทสะให้แก่หัวหน้าโจรเป็นเท่าตัว

“บังอาจนัก กล้าทำข้าเลือดออกเช่นนั้นหรือ เช่นนั้นก็อย่าหวังจะได้รับความปรานีอีกเลย”

ยามนี้หัวหน้าโจรคลุ้มคลั่งประหนึ่งหมาบ้า โทสะที่พลุ่งพล่านบดบังความกระหายในกามราคะจนหมดสิ้น มันปรารถนาเพียงระบายความแค้นลงบนร่างของเจ้าหญิงเท่านั้น ต่อให้ต้องข่มเหงร่างที่ไร้วิญญาณมันก็หาได้นำพาไม่

ดาบยาวคมกริบจ่อเข้าที่พระศอ พร้อมจะปลิดดวงวิญญาณได้ทุกเมื่อ...

เจ้าหญิงธุวดาราทรงหวาดกลัวจนสิ้นความรู้สึก ทรงภาวนาต่อมัจจุราชให้ชิงเอาดวงวิญญาณไปเสียก่อนที่จะถูกคนชั่วข่มเหงย่ำยีเกียรติยศ พระเนตรหลับสนิทเตรียมรับความตายอย่างไม่เสียดายชีวิต เพื่อรักษาศักดิ์ศรีแห่งขัตติยนารีไว้เป็นครั้งสุดท้าย

“อั๊ก!”

เสียงวัตถุหนักกระแทกพื้นดินอย่างแรงฉุดให้พระเนตรที่หลับสนิทลืมขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือร่างของหัวหน้าโจรที่ฟุบลงแทบพระบาท มีลูกธนูดอกหนึ่งปักทะลุอกตัดขั้วหัวใจจนสิ้นใจในทันที

ท่ามกลางความตกตะลึงนั้น ชายผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นบนหลังอาชาสีดำสนิทดุจสีแห่งรัตติกาล ท่าทางเขาสง่างาม ดวงหน้าคมสันสลักเสลาราวกับรูปปั้น ร่างกายกำยำเยี่ยงนักรบผู้เจนจัด หากแต่ดวงตานั้นกลับดุดันประหนึ่งเหยี่ยวภูเขา

เมื่อเห็นหัวหน้าสิ้นชีพ เหล่าสมุนที่เหลือต่างพากันหนีตายหายไปในความมืดคนละทิศละทาง ทิ้งให้เจ้าหญิงในฉลองพระองค์เยี่ยงบุรุษประทับอยู่เพียงลำพังกับผู้มาใหม่

สิ่งที่เกิดขึ้นเขย่าพระทัยดวงน้อยให้สั่นระรัวด้วยความหวาดหวั่น...

ศพของหัวหน้าโจรยังคงทอดร่างอยู่แทบพระบาท พระเพลาทั้งสองข้างสั่นเทาจนมิอาจประทับยืนได้ในยามนี้ ตลอดวันและค่ำคืนที่ผ่านมาคือฝันร้ายที่ไม่น่าจดจำ ทว่าสำหรับพระองค์แล้ว  มันคงเป็นรอยจารึกที่จะไม่มีวันลบเลือนไปจนกว่าแผ่นดินจะกลบพระพักตร์

บุรุษร่างสูงก้าวลงจากหลังม้า แสงไฟจากคบเพลิงที่ถูกทิ้งไว้บนพื้นสาดส่องให้เห็นเสี้ยวหน้าอันเรียบเฉย แววตานั้นกระด้างและไร้วี่แววสะทกสะท้านต่อการปลิดชีพโจรป่าอย่างเหี้ยมโหดเมื่อครู่

พระเนตรงามกะพริบไล่หยาดน้ำตา...

ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาทางกลับโกสินทร์นครให้เร็วที่สุด ป่านนี้พระบิดาคงทรงเป็นห่วง และในวังหลวงคงโกลาหลกับการออกตามหาพระองค์ไปทั่วทุกแห่งแล้ว

“เจ้าจะนั่งอยู่ตรงนี้อีกนานเท่าไหร่”

น้ำเสียงห้วนและแววตาดุจเหยี่ยวภูเขาที่ทอดมองมา ทำให้ทรงรู้สึกสะท้านหวั่นไหวราวกับประทับอยู่ท่ามกลางกองเพลิง ช่างแปลกนัก... ทั้งที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตไว้ แต่พระองค์กลับสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายที่แผ่ออกมา

มือใหญ่ยื่นมาตรงหน้าพระพักตร์ราวกับจะช่วยเหลือ เจ้าหญิงธุวดาราลังเลพระทัยด้วยไม่อาจหยั่งรู้ว่าคนผู้นี้มาดีหรือร้าย อีกทั้งที่ผ่านมาไม่เคยใกล้ชิดบุรุษใดด้วยจารีตประเพณีอันเคร่งครัด

แต่เมื่อมิอาจทรงตัวลุกขึ้นได้เอง จึงจำต้องยอมรับไมตรีนั้น

ทว่าในจังหวะนั้นเอง อีกฝ่ายกลับสังเกตเห็นพระธำมรงค์ที่ประดับอยู่บนพระดัชนี

“นั่นมัน... แหวน!”

เขามีอาการชะงักไปทันที ก่อนจะสะบัดมือออกจากการเกาะกุมโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้พระองค์เสียหลักกระแทกพื้นดินอีกครั้ง ในระหว่างที่ทรงกำลังสับสน เสียงห้วนสนิทก็ดังขึ้นซ้ำครา

“เจ้าเป็นใคร!”

พระเนตรงามเบิกกว้าง คำถามนี้ยากจะตรัสตอบเหลือเกิน

“เรา...เรา...คือ...”

ทรงอึกอักไม่กล้าเผยฐานันดรศักดิ์ เพราะเกรงว่านั่นจะนำพาภยันตรายมาสู่พระองค์มากกว่าเดิม

เสียงฝีเท้าม้ากลุ่มใหญ่ที่ใกล้เข้ามาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของบุรุษผู้นั้นไปทันที คล้ายเป็นระฆังช่วยชีวิตที่ทำให้การซักถามหยุดลงชั่วครู่ อาชาห้าตัวมาหยุดลงเบื้องหน้าพระพักตร์

ความหวังเริ่มฉายชัดบนพระพักตร์เล็ก เมื่อทรงสังเกตเห็นว่าชายเหล่านั้นมีลักษณะภูมิฐานดั่งทหาร การแต่งกายดูสง่าผ่าเผยมิใช่โจรป่า หรือคนเหล่านี้จะเป็นทหารจากวังหลวงที่ตามมาช่วยพระองค์?

ทว่า... ความสุขที่พองโตเพียงชั่วครู่กลับมลายสิ้น เมื่อเห็นบุรุษคนหนึ่งตวัดตัวลงจากหลังม้า แล้วน้อมกายคำนับอย่างนอบน้อมที่สุดให้แก่ชายแปลกหน้าผู้ปลิดชีพโจรป่าคนนั้น!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป