บทที่ 7 สนมเอกที่ไม่เคยป่วย
รุ่งเช้า
ข่าวสนมเอกหลี่หว่านหรงถูกวางยาพิษแพร่ไปทั่ววังหลวง
เหล่านางกำนัลต่างพูดกันเบา ๆ ตามระเบียง
แต่ไม่มีใครรู้ว่า...
คนที่กำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงนั้น กำลังวางแผนสังหารคนอื่นอยู่
หลินเยว่ชิงยืนอยู่หน้ากระจก ขณะเสี่ยวหลานกำลังเกล้าผมให้นาง
“พระชายา วันนี้จะเสด็จไปเยี่ยมพระสนมเอกจริงหรือเพคะ?”
“แน่นอน”
เสี่ยวหลานมีสีหน้ากังวล
“แต่พระสนมเอกเพิ่งถูกวางยาพิษนะเพคะ หากพระองค์เสด็จไป อาจถูกใส่ร้ายอีกครั้ง”
เยว่ชิงยิ้มบาง ๆ
“นั่นแหละคือเหตุผลที่ข้าต้องไป”
“เหตุใดเพคะ?”
“เพราะถ้านางป่วยจริง ข้าจะได้รู้ว่าใครกำลังดูแลนาง”
นางหยุดเล็กน้อย
“แต่ถ้านางไม่ได้ป่วย...ข้าก็จะได้รู้ว่าใครกำลังแสดงละคร”
---
ตำหนักสนมเอก
หลี่หว่านหรงนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียวราวกับคนไร้เรี่ยวแรง
ข้างเตียงมีหมอหลวงยืนเฝ้า
“พระสนม พระชายารัชทายาทเสด็จมาเยี่ยมเพคะ”
ดวงตาของหลี่หว่านหรงวาบขึ้นชั่วครู่
แต่เพียงไม่นานก็กลับมาเป็นแววอ่อนแรงดังเดิม
“เชิญนางเข้ามา”
เยว่ชิงเดินเข้ามา
“พระสนมเอก”
“พระชายา...”
หลี่หว่านหรงทำท่าจะลุก แต่กลับไออย่างหนัก
เยว่ชิงรีบพูด
“ไม่ต้องลุกหรอก”
นางนั่งลงข้างเตียง
“ได้ยินว่าพระสนมทรงประชวรหนัก ข้าจึงมาเยี่ยม”
“ขอบพระทัยเพคะ”
หลี่หว่านหรงมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน
“ก่อนหน้านี้ข้ากับพระชายาอาจมีเรื่องเข้าใจผิดกันบ้าง แต่เรื่องที่ผ่านมา ข้าไม่เคยคิดถือโทษ”
เยว่ชิงยิ้ม
“เช่นนั้นก็ดี”
ทั้งสองมองหน้ากัน
ไม่มีใครพูดสิ่งที่คิดจริงออกมา
ทันใดนั้นหมอหลวงก็ยกถ้วยยาเข้ามา
“พระสนม ถึงเวลาพระโอสถแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่หว่านหรงรับถ้วยยา
แต่ยังไม่ทันดื่ม เยว่ชิงกลับพูดขึ้น
“เดี๋ยวก่อน”
ทุกคนชะงัก
“ข้าขอตรวจดูหน่อย”
หมอหลวงมีสีหน้าตกใจ
“พระชายา?”
เยว่ชิงรับถ้วยมา
นางดมกลิ่นยา
จากนั้นใช้ปลายช้อนแตะเพียงเล็กน้อย
“ยานี้มีส่วนผสมของสมุนไพรอะไรบ้าง?”
หมอหลวงตอบ
“มีโสม เก๋ากี้ และสมุนไพรบำรุงพระโลหิตพ่ะย่ะค่ะ”
เยว่ชิงพยักหน้า
“แล้วเหตุใดจึงใส่ดอกเหมยแห้ง?”
หมอหลวงชะงัก
“ดอกเหมยช่วยลดอาการคลื่นไส้พ่ะย่ะค่ะ”
เยว่ชิงยิ้ม
“เช่นนั้นหรือ?”
นางวางถ้วยลง
“พระสนมดื่มเถิด”
หลี่หว่านหรงหยิบถ้วยขึ้น
แต่ทันทีที่ริมฝีปากแตะขอบถ้วย...
เยว่ชิงก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“พระสนม”
“เพคะ?”
“ท่านไม่รู้สึกว่าตัวเองหายดีแล้วหรือ?”
หลี่หว่านหรงมือสั่น
เยว่ชิงจ้องนางตรง ๆ
“เพราะชีพจรของพระสนมไม่ได้เหมือนคนได้รับพิษเลย”
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท
หมอหลวงหน้าซีด
“พระชายา...”
“นางไม่ได้ป่วย”
เยว่ชิงกล่าว
“นางแค่แกล้งป่วย”
หลี่หว่านหรงวางถ้วยลงทันที
“พระชายากล่าวหาข้า?”
“ข้าไม่ได้กล่าวหา”
เยว่ชิงยิ้ม
“ข้าแค่บอกว่าท่านไม่ได้ป่วย”
หลี่หว่านหรงกัดฟัน
แต่ยังคงทำหน้าอ่อนแรง
“พระชายาเข้าใจผิดแล้วเพคะ”
“เช่นนั้นหรือ?”
เยว่ชิงลุกขึ้น
“ถ้าอย่างนั้น ข้าขอตัว”
ก่อนออกจากตำหนัก นางหันกลับไป
“หวังว่าพระสนมจะหายเร็ว ๆ”
หลี่หว่านหรงมองตาม
รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหาย
“นางรู้แล้ว...”
สาวใช้ข้างกายรีบเข้ามา
“พระสนม จะทำอย่างไรดีเพคะ?”
หลี่หว่านหรงกำผ้าห่มแน่น
“ไม่ต้องกลัว”
“นางยังไม่มีหลักฐาน”
นางยิ้มเย็น
“และก่อนที่นางจะหาหลักฐานได้...นางจะไม่มีโอกาสพูดอีก”
---
เยว่ชิงเดินออกจากตำหนักด้วยสีหน้าสงบ
แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ
นางจำได้ดีว่าในนิยายเดิม...
หลี่หว่านหรงไม่เคยถูกเปิดโปงว่าแกล้งป่วย
เพราะทุกคนเชื่อว่านางเป็นเหยื่อ
แต่ตอนนี้...
การมีอยู่ของนางกำลังทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
“พระชายา”
เสี่ยวหลานกระซิบ
“เมื่อครู่พระสนมดูเหมือนจะรู้ว่าพระองค์สงสัยนาง”
“ใช่”
“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อเพคะ?”
เยว่ชิงตอบเบา ๆ
“รอให้นางลงมือ”
เสี่ยวหลานตกใจ
“รอให้นางลงมือ?”
“คนที่คิดว่าตัวเองชนะ มักจะประมาท”
เยว่ชิงยิ้ม
“ข้าจะทำให้นางคิดว่าข้ายังไม่รู้อะไร”
---
ตกค่ำ
เยว่ชิงกลับมาถึงตำหนัก
แต่กลับพบว่าเซียวจิ่งเหยียนกำลังรออยู่
“พระองค์มีเรื่องอะไรหรือเพคะ?”
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าไปพบหลี่หว่านหรง”
“เพคะ”
“นางพูดอะไร?”
“นางบอกว่าไม่เคยคิดร้ายกับข้า”
เซียวจิ่งเหยียนเลิกคิ้ว
“เจ้าเชื่อนางหรือ?”
เยว่ชิงหัวเราะ
“ไม่เชื่อเพคะ”
เขามองนาง
“ดี”
“พระองค์ก็ไม่เชื่อเช่นกัน?”
“ข้าไม่เชื่อใครง่าย ๆ”
เยว่ชิงเดินไปนั่ง
“พระองค์ทรงรู้หรือไม่ว่านางไม่ได้ป่วย?”
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งไป
“ข้าสงสัยมานานแล้ว”
“แล้วเหตุใดไม่เปิดโปง?”
“เพราะยังไม่มีหลักฐาน”
เยว่ชิงยิ้ม
“ตอนนี้เรามีแล้ว”
เซียวจิ่งเหยียนมองนาง
“อะไร?”
“หมอหลวง”
“เขา?”
“เขารู้ว่านางไม่ได้ถูกพิษจริง”
เยว่ชิงลดเสียง
“แต่เขากลัวจะพูด”
เซียวจิ่งเหยียนพยักหน้า
“ข้าจะจัดการเอง”
ทั้งสองสบตากัน
เยว่ชิงรู้สึกแปลก ๆ
เมื่อก่อนนางต้องแก้ปัญหาทุกอย่างคนเดียว
แต่ตอนนี้...
มีใครบางคนกำลังยืนอยู่ข้างนาง
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ไม่จำเป็น”
“เพราะเป็นหน้าที่ของพระองค์?”
เซียวจิ่งเหยียนส่ายหน้า
“เพราะข้าไม่อยากเห็นเจ้าเป็นอะไร”
เยว่ชิงนิ่ง
หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ชายหนุ่มเองก็ดูเหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
เขาจึงหันหน้าหนี
“คืนนี้อย่าออกจากตำหนัก”
“เพราะอะไร?”
“ข้าได้รับข่าวว่ามีคนลอบเข้าวังตะวันออก”
เยว่ชิงขมวดคิ้ว
“คนของใคร?”
“ยังไม่รู้”
เขาหันกลับมามองนาง
“แต่คนผู้นั้นทิ้งสิ่งนี้ไว้”
เซียวจิ่งเหยียนวางกระดาษลงบนโต๊ะ
เยว่ชิงหยิบขึ้นมา
บนกระดาษมีข้อความเพียงประโยคเดียว
“หญิงสาวจากต่างโลก ไม่ควรยุ่งกับชะตาของผู้อื่น”
เยว่ชิงตัวแข็ง
สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที
มือที่ถือกระดาษสั่นเล็กน้อย
เซียวจิ่งเหยียนสังเกตเห็น
“เจ้ารู้จักข้อความนี้?”
เยว่ชิงไม่ตอบ
เพราะคำพูดบนกระดาษมีเพียงคนเดียวในโลกนี้ที่ควรรู้...
นางเอง
หรือว่า...
มีใครอีกคนที่ทะลุมิติมาเหมือนนาง?
เสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง
เปลวเทียนสั่นไหว
เซียวจิ่งเหยียนจ้องนางอย่างไม่วางตา
“เยว่ชิง”
นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
เขาถามเสียงต่ำ
“แท้จริงแล้ว...เจ้าคือใครกันแน่?”
หัวใจของนางกระตุก
ความลับที่นางพยายามปิดบังมาตลอด...
กำลังจะถูกเปิดเผยแล้ว
