บทที่ 7 วิชาแพทย์
รุ่งอรุณวันถัดมา แสงตะวันอ่อนบางลอดผ่านซี่หน้าต่างไม้เก่า พร่างพรมลงบนพื้นเรือนซึ่งยังเย็นชื้นด้วยไอหมอก มู่หนานเสวี่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความอ่อนล้าจากราตรีก่อนยังเกาะกุมทั่วร่าง ครั้นนึกได้ว่าเมื่อคืนตนพลั้งปากเอ่ยสิ่งใดออกไปบ้าง นางก็สะดุ้งวาบจนลมหายใจสะดุด
นางยันกายลุกขึ้นนั่ง มือเรียวคว้าหีบไม้ใบเล็กข้างหมอนมากอดไว้แน่น ราวกับเกรงว่าของในนั้นจะเลือนหายไปเพียงชั่วข้ามคืน ตำราแพทย์ กล่องเข็มเงิน และถุงสมุนไพรเก่าที่มารดาทิ้งไว้ ล้วนเป็นหลักฐานเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยืนยันว่า นางยังมีตัวตนเป็นของตนเอง มิใช่เพียงหลานสาวไร้ค่าผู้ถูกตระกูลมู่ทอดทิ้ง
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยผลักประตูเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อน สีหน้าของสาวใช้ยังแลดูอิดโรยจากการเดินทาง แต่ดวงตากลับเปล่งประกาย “เมื่อครู่บ่าวออกไปเก็บฟืน เห็นชาวบ้านมามุงอยู่หน้าเรือนแล้วเจ้าค่ะ คงรู้ข่าวว่ามีคนจากเมืองหลวงเดินทางมาพร้อมกองทัพ”
มู่หนานเสวี่ยขมวดคิ้วน้อยๆ “พวกเขามาด้วยเรื่องใด”
“ก็...” เสี่ยวชุ่ยยิ้มแหย “บ่าวเผลอเอ่ยกับแม่ครัวว่าคุณหนูพอมีวิชาแพทย์ติดตัว แม่ครัวจึงเล่าต่อให้เพื่อนบ้านฟัง เห็นว่ามีคนป่วยหลายรายในหมู่บ้าน ไม่มีเงินพอจะเข้าเมืองไปหาหมอเจ้าค่ะ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง มู่หนานเสวี่ยก็ลุกพรวดขึ้นทันที ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งคืนมลายหายไป มือที่เมื่อครู่ยังโอบหีบไม้ด้วยความระแวง บัดนี้กลับสั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้น นางเฝ้ารอวันที่จะได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาให้เกิดประโยชน์จริง มิใช่เพียงซ่อนตัวอ่านตำราใต้แสงตะเกียงริบหรี่อย่างที่เคยทำมาตลอดหลายปี
“ไปบอกพวกเขาเถิด ข้าจะออกไปตรวจอาการให้” นางเอ่ย น้ำเสียงมั่นคงกว่าที่ตนคาดไว้
ทว่าเพียงก้าวพ้นธรณีประตู สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับเซี่ยเยี่ยนเฟิงซึ่งยืนอยู่ปลายเฉลียง มือหนึ่งวางบนด้ามกระบี่ตามความเคยชิน ร่างสูงในอาภรณ์สีดำสนิทตัดกับแสงเช้าอย่างเด่นชัด ดวงตาคู่นั้นทอดมองนางนิ่งๆ ไร้แววยินดียินร้าย หากกลับทำให้หัวใจของมู่หนานเสวี่ยพลันหล่นวูบ
นางไม่รู้ว่าเหตุใดทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับบุรุษผู้นี้ ลมหายใจของตนจึงติดขัดนัก มิใช่เพราะรูปโฉมของเขาเท่านั้น หากยังเป็นสัญชาตญาณลึกๆ ที่บอกว่านางกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเสือร้ายผู้หลับตา เพียงขยับผิดจังหวะสักนิด เขี้ยวเล็บคมกริบก็อาจตะปบลงมาได้ทุกเมื่อ
"ท่านแม่ทัพ" นางค้อมศีรษะให้ตามมารยาท เสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ข้าได้ยินว่าเจ้าจะไปรักษาชาวบ้าน” เซี่ยเยี่ยนเฟิงเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ประหนึ่งกำลังสั่งการทหาร มิใช่สนทนากับหญิงสาวผู้หนึ่ง
"เจ้าค่ะ หากท่านไม่ขัดข้อง"
เขาไม่ตอบในทันที เพียงพินิจนางอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเฉียบคมราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งใดบางอย่าง ความกดดันจากร่างสูงมิได้มาจากถ้อยคำดุดัน หากเป็นความเงียบหนักอึ้งที่กดลงบนอก ยากจะต้านทานยิ่งกว่าคำตำหนิใดๆ
"เจ้าเรียนวิชาแพทย์มาจากที่ใด" ในที่สุดเขาก็ถาม
นี่คือคำถามที่มู่หนานเสวี่ยหวาดเกรงที่สุด นางรู้ดีว่าหากเอ่ยความจริงทั้งหมด บางเรื่องย่อมพัวพันถึงนามของแม่ชี ซึ่งนางเองก็ยังไม่แน่ใจว่าควรเปิดเผยแก่ชายแปลกหน้าหรือไม่ แม้ชายผู้นั้นจะเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่นางในคืนที่ผ่านมา
“ข้า…เคยเรียนกับแม่ชีผู้หนึ่งที่อารามเจ้าค่ะ ท่านเมตตาถ่ายทอดวิชาให้ข้ามาตั้งแต่ยังเล็ก” นางเลือกบอกความจริงเพียงบางส่วน เสียงไม่สั่นแม้แต่น้อย ทั้งที่หัวใจเต้นรัวไม่หยุด
เซี่ยเยี่ยนเฟิงเพียงพยักหน้ารับเบาๆ ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่แววตานั้นยังคงจับจ้องนางอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "ไปได้ แต่ให้หลินยี่เจ๋อติดตามไปด้วย"
“เจ้าค่ะ” มู่หนานเสวี่ยลอบผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้ ทว่าในอกกลับเกิดความรู้สึกประหลาด นี่คือความไม่ไว้ใจ หรือเป็นความห่วงใยกันแน่ นางไม่อาจแยกแยะได้ชัด มีเพียงสิ่งหนึ่งที่แน่นอน ทุกครั้งที่เขาออกคำสั่งด้วยท่าทีเช่นนี้ นางกลับอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรปล่อยใจผูกพันกับความรู้สึกเช่นนั้นแม้แต่น้อย
ณ ลานกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านผู้เจ็บป่วยต่อแถวรออยู่เนืองแน่น ส่วนมากเป็นคนชราและเด็กเล็กซึ่งทานพิษหนาวไม่ไหว บางคนไอจนมีโลหิตปน บางคนมีบาดแผลจากไร่นาที่ปล่อยไว้นานจนอักเสบ มู่หนานเสวี่ยนั่งลงหลังโต๊ะไม้เก่าที่ชาวบ้านจัดไว้ให้ ปลายนิ้วแตะชีพจร ตรวจลิ้น ซักถามอาการทีละรายอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อย ราวกับตัวตนที่แท้จริงซึ่งถูกกดซ่อนไว้มานาน ได้รับอนุญาตให้ปรากฏต่อแสงตะวันเป็นครั้งแรก
“เด็กผู้นี้ถูกลมชื้นกระทบจนเป็นไข้ ต้มขิงกับใบสะระแหน่ให้ดื่มสักสามวัน อาการย่อมทุเลา” นางกล่าวแก่มารดาของเด็กซึ่งกอดบุตรไว้แน่นด้วยความกังวล
“ส่วนท่านตา แผลนี้เริ่มบวมแดงแล้ว ต้องล้างด้วยน้ำต้มสมุนไพรทุกวัน มิฉะนั้นอาจลุกลามจนยากรักษา” นางเอ่ยพลางหยิบผงยาจากถุงผ้าเก่าโรยลงบนบาดแผล มือที่เคยสั่นด้วยความกลัวเมื่อครู่ บัดนี้กลับนิ่งมั่นในยามอยู่ต่อหน้าคนไข้
หลินยี่เจ๋อซึ่งยืนคุมอยู่ไม่ไกลมองอากัปกิริยานั้นด้วยความประหลาดใจ เขาลอบชำเลืองไปยังทิศที่เซี่ยเยี่ยนเฟิงยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปกระซิบรายงาน
“ท่านแม่ทัพ ฝีมือนางมิใช่สามัญนักขอรับ ดูจากวิธีตรวจและลงยาแล้ว คงมิใช่ผู้ที่เรียนมาเพียงผิวเผินเป็นแน่”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงมิได้ตอบ ดวงตาคมยังคงจับอยู่ที่ร่างเล็กท่ามกลางชาวบ้าน สีหน้าเย็นชาของเขาไม่เปลี่ยนแม้เพียงเศษเสี้ยว ทว่าลึกลงไปกลับเกิดความขัดแย้งกับแผนที่ตนวางไว้แต่แรก เดิมทีเขาคิดจับตาหญิงสาวผู้นี้อย่างใกล้ชิด เพราะวาจาและกิริยาบางอย่างของนางเมื่อคืนช่างผิดไปจากกุลสตรีที่เขาเคยพบ ทั้งความสงบนิ่งยามคับขัน ทั้งแววตาที่คล้ายมีแรงผลักดันลึกลับอยู่เบื้องหลัง
“จับตาดูนางต่อไป” ในที่สุดเขาก็ออกคำสั่งสั้นๆ แก่หลินยี่เจ๋อ “อย่าให้คลาดสายตา”
“ขอรับ” หลินยี่เจ๋อรับคำ ทว่าในใจกลับอดสงสัยไม่ได้ คำสั่งนี้ยังคงเป็นความระแวง หรือแฝงสิ่งอื่นไว้กันแน่
ยามบ่าย ขณะที่มู่หนานเสวี่ยกำลังเก็บหีบยากลับเรือนพัก เสียงโกลาหลพลันดังมาจากปลายหมู่บ้าน ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อน ก่อนคุกเข่ารายงานด้วยลมหายใจหอบถี่
“ท่านแม่ทัพ! พบร่องรอยคนแปลกหน้าซุ่มอยู่แถบชายป่าด้านทิศตะวันตก จำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคน ล้วนพกอาวุธขอรับ!”
สีหน้าของเซี่ยเยี่ยนเฟิงพลันเคร่งขรึม “จัดกำลังโอบล้อมพื้นที่ อย่าให้หลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
ความชุลมุนทำให้ชาวบ้านแตกตื่น เสี่ยวชุ่ยรีบดึงแขนมู่หนานเสวี่ยหมายพาเข้าหลบในเรือน แต่นางยังคงเหลียวมองไปยังทิศทางเสียงนั้นด้วยสัญชาตญาณของแพทย์ หากมีการปะทะกันจริง ย่อมต้องมีผู้บาดเจ็บตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เสี่ยวชุ่ย เร่งไปนำผ้าพันแผลกับยาห้ามเลือดมาให้มากที่สุดเท่าที่หาได้” นางสั่งด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งเกินคาด ทั้งที่มือซึ่งกำชายเสื้อไว้กลับเย็นเฉียบด้วยความหวาดหวั่น
ไม่นานนัก เสียงโห่ร้องและเสียงอาวุธกระทบกันก็ดังขึ้นจากชายป่า มู่หนานเสวี่ยยืนอยู่หน้าประตูเรือน
มือกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ นางไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิต ทุกเสียงที่ดังขึ้นราวกับตอกย้ำความอ่อนแอและไร้อำนาจของตนเอง
เมื่อเสียงศัสตราค่อยๆ เงียบลง ทหารเหยียนเป่ยเป็นฝ่ายได้ชัย จับผู้บุกรุกไว้ได้เกือบทั้งหมด มีเพียงทหารสองสามนายบาดเจ็บเล็กน้อย มู่หนานเสวี่ยรีบเข้าไปทำแผลโดยไม่รอให้ผู้ใดสั่ง มือที่เคยเย็นเฉียบด้วยความกลัวกลับมั่นคงอีกครั้งเมื่อแตะต้องยากับผ้าพันแผล
เซี่ยเยี่ยนเฟิงก้าวกลับมาพร้อมรอยแผลบางที่ต้นแขน โลหิตสีเข้มซึมเปื้อนแขนเสื้อดำ ทว่าสีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง ราวกับบาดแผลนั้นมิได้อยู่บนร่างตน
“ท่านแม่ทัพ ท่านบาดเจ็บ” มู่หนานเสวี่ยหลุดปากด้วยความตกใจ ก่อนจะชะงักเมื่อรู้ตัวว่าน้ำเสียงของตนเจือความกังวลมากเกินกว่าที่ควรมีต่อบุรุษแปลกหน้า
“เพียงแผลถลอก มิควรค่าให้ใส่ใจ” เขาตอบสั้นๆ พลางหมุนกายหมายเดินจากไป
“เชิญท่านนั่งลงก่อนเถิดเจ้าค่ะ” มู่หนานเสวี่ยเอ่ยห้าม แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบไม่กล้าสบตาเขา แต่ความเป็นกลัห่วงอาการบาดเจ็บกลับขับให้นางก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่ทันยั้งคิด
“บาดแผลเช่นนี้ หากไม่ชำระให้สะอาด ย่อมอักเสบได้ง่ายในอากาศหนาว”
เซี่ยเยี่ยนเฟิงจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งไม้อย่างเงียบๆ โดยไม่โต้แย้งอีก
มู่หนานเสวี่ยนั่งลงตรงหน้าเขา ปลายนิ้วที่จับผ้าสะอาดชุบน้ำสมุนไพรสั่นเพียงเล็กน้อยเมื่ออยู่ใกล้ร่างสูงใหญ่ในระยะประชิด กลิ่นโลหิตปะปนกลิ่นดินปืนจางๆ ลอยมากระทบปลายจมูก ย้ำให้นางตระหนักว่าบุรุษเบื้องหน้านี้คือแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิจริง มิใช่วีรบุรุษในนิทานที่นางเคยอ่านใต้แสงตะเกียง
“เจ็บหรือไม่เจ้าคะ” นางถามเสียงเบา ขณะเช็ดคราบโลหิตรอบบาดแผล
"ไม่" เขาตอบสั้น สายตาจับจ้องมาที่นางแทนที่จะมองแผลของตนเอง
สายตาคู่นั้นทำให้มู่หนานเสวี่ยอึดอัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง นางก้มหน้ามองบาดแผล พยายามหลบเลี่ยงไม่สบตา มือที่พันผ้ารอบแขนเขาสั่นน้อยๆ จนต้องกัดริมฝีปากเพื่อข่มสติ
“เจ้ากลัวข้า” เซี่ยเยี่ยนเฟิงเอ่ยขึ้นทันใด มิใช่คำถาม หากเป็นถ้อยคำที่ตัดสินลงมาอย่างแน่ชัด
มู่หนานเสวี่ยชะงักมือ หัวใจหล่นวูบ นางไม่คาดคิดว่าเขาจะสังเกตเห็นสิ่งที่พยายามซ่อนไว้อย่างที่สุด
“ข้า…” นางอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าสบตาเขาอย่างเสียมิได้ รวบรวมความกล้าเท่าที่เหลือ
“ท่านเป็นแม่ทัพผู้กุมกองทัพประจำด่าน ส่วนข้าเป็นเพียงหญิงไร้ที่พึ่งซึ่งได้รับเมตตาให้พำนัก หากข้าไม่เกรงกลัวท่านเลยแม้แต่น้อย นั่นต่างหากจึงนับว่าแปลก”
คำตอบนั้นตรงไปตรงมาจนเซี่ยเยี่ยนเฟิงเองก็อดแปลกใจไม่ได้ เขาเคยชินกับหญิงสาวที่พยายามเอาใจเขาด้วยคำหวาน หรือไม่ก็หญิงที่หวาดกลัวจนไม่กล้าเงยหน้าสบตา แต่ไม่เคยพบใครที่ยอมรับความกลัวของตนอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน
“ตราบใดที่เจ้าไม่คิดร้ายต่อด่านนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวข้า” เขากล่าวเสียงเรียบ ทว่าน้ำเสียงนั้นอ่อนลงกว่าทุกครั้งที่นางเคยได้ยิน
มู่หนานเสวี่ยเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ ก่อนพยักหน้ารับเบาๆ ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดอีก ทว่าในอกกลับคล้ายมีหินก้อนหนึ่งถูกยกออกไป แม้ยังไม่อาจรู้ได้ว่าถ้อยคำนั้นคือความไว้ใจจริง หรือเป็นเพียงคำปลอบโยนที่เขามอบให้แก่ผู้คนใต้การคุ้มครองก็ตาม
ราตรีนั้น ลมหนาวยังพัดครวญอยู่นอกหน้าต่าง มู่หนานเสวี่ยนั่งเงียบอยู่ริมกรอบไม้ ดวงตาทอดมองจันทร์เสี้ยวเหนือแนวเขาดำทะมึน
มือทั้งสองโอบหีบยาแนบอก เหตุการณ์ตลอดวันเวียนกลับมาในความคิด ทั้งความหวาดหวั่น ความตื่นเต้นยามได้ช่วยเหลือผู้คน และถ้อยคำของเซี่ยเยี่ยนเฟิงที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจ
"เจ้าไม่จำเป็นต้องกลัวข้า..."
นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดถ้อยคำสั้นๆ เพียงประโยคเดียวจึงทำให้หัวใจที่เคยหนาวเหน็บคล้ายอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ทั้งที่รู้ดีว่าตนกับบุรุษผู้นั้นแตกต่างกันราวเมฆกับโคลนดิน เขาคือแม่ทัพผู้คุมชะตาชายแดน ส่วนนางเป็นเพียงหญิงไร้ที่พึ่งซึ่งหนีออกจากคฤหาสน์ตระกูลมู่ด้วยความสิ้นหวัง
กระนั้น ลึกลงไปในใจ นางกลับรู้สึกราวกับตั้งแต่ก้าวพ้นประตูตระกูลมู่มา นี่คือครั้งแรกที่ตนมีที่ยืนบนโลกใบนี้อย่างแท้จริง มิใช่ในฐานะหลานสาวผู้ไร้ค่าของผู้ใด หากเป็นแพทย์หญิงผู้ยังพอมีคุณค่าด้วยสองมือของตนเอง
อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน ภายในกระโจมที่มีเพียงแสงเทียนไหวระริก เซี่ยเยี่ยนเฟิงนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ มือขวาซึ่งเพิ่งพันแผลวางกำแน่นอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมมองออกไปยังความมืดนอกกระโจม เนิ่นนานไม่ขยับ
เขาไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดเข้าใกล้เกินจำเป็น ไม่ว่าเรื่องราชการหรือเรื่องส่วนตัว เพราะรู้ดีว่าความไว้ใจคือจุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของคนในตำแหน่งเช่นเขา ทว่าหญิงสาวผู้ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่คาดฝันเมื่อสองวันก่อน กลับทำให้กำแพงที่เขาสร้างไว้อย่างมั่นคงมาหลายปี เริ่มเกิดรอยร้าวเล็กๆ โดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว
"แม่ทัพ" เสียงของโม่อวิ๋นฉางดังขึ้นนอกกระโจม
"พวกที่จับกุมมาได้เริ่มปากแข็งไม่ยอมพูดความจริง ท่านจะสอบสวนเองหรือไม่ขอรับ"
เซี่ยเยี่ยนเฟิงหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมกันหนาวมาสวมทับบาดแผลที่ยังไม่ทันหาย สีหน้ากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดังเดิม ราวกับความหวั่นไหวเมื่อครู่ไม่เคยปรากฏขึ้น
“ไปเถิด” เขากล่าวเพียงสองคำ แล้วก้าวออกจากกระโจมสู่รัตติกาลเย็นเยียบ ขณะเดียวกัน ณ เรือนไม้ท้ายหมู่บ้าน ดวงตาคู่หนึ่งยังเฝ้ามองเงาร่างของเขาถูกความมืดกลืนหายไปทีละน้อย พร้อมความรู้สึกบางอย่างซึ่งค่อยๆ งอกขึ้นในอกของนางอย่างเงียบงัน
