บทนำ
บท 1
ยามรุ่งอรุณ แสงอาทิตย์ทอพร่างผ่านทิวเขาและสายหมอกที่เริ่มเจือจาง รังสีอันอบอุ่นทาบทาลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กาของจวนแม่ทัพสกุลมู่ ทว่าแสงสว่างนั้นกลับไม่อาจส่องไปถึง เรือนซูเซียง เรือนร้างเก่าแก่ที่ตั้งอยู่มุมอับท้ายจวน อันเป็นที่สิงสู่ของเงาร่างเล็กนางหนึ่ง
มู่หนานเสวี่ยเพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้ไม่นาน นางนั่งอยู่บนม้านั่งไม้สลักที่บัดนี้ผุกร่อนด้วยความชื้น สายตาคู่โตจดจ้องไปยังแผ่นแป้งย่างแห้งแข็งในมือ เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นเพียงอาภรณ์เนื้อหยาบตัวยาวเก่าซบเซา เต็มไปด้วยรอยปะชุน สีสันซีดจางจนไม่อาจบอกได้ว่าเดิมทีคือสีใด
“คุณหนูเจ้าคะ... แป้งย่างนี้เย็นชืดหมดแล้ว ให้บ่าวไปขอให้แม่ครัวทำน้ำแกงร้อนๆ สักถ้วยดีหรือไม่เจ้าคะ”
เสี่ยวชุ่ย สาวใช้ประจำตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าเมื่อมองดูคุณหนูซึ่งเป็นสายเลือดแท้ๆ ของผู้นำสกุลมู่ แต่กลับต้องมาทนทานอาหารประทังชีวิต ยิ่งกว่าบ่าวรับใช้ชั้นต่ำ
“อย่าลำบากเลยเสี่ยวชุ่ย”
น้ำเสียงของมู่หนานเสวี่ยราบเรียบดุจสายน้ำไร้ระลอกคลื่น นางบิแป้งย่างแห้งกรอบส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างตั้งใจ ความอดอยากในวัยเด็กหล่อหลอมให้นางรู้คุณค่าของอาหารทุกชิ้น
“พวกในเรือนใหญ่เห็นหน้าเจ้า มีแต่จะหาเรื่องขับไล่ไสส่ง เงินเบี้ยหวัดที่ท่านน้าสะใภ้จัดสรรมา แต่ละเดือนตกมาถึงมือพวกเราไม่ถึงสามในสิบส่วน หากเจ้าไปโวยวาย ยิ่งจะเข้าทางให้พวกนั้นหาว่าเรือนเราไร้การอบรมสั่งสอน”
ดวงตาดำขลับคู่สวยฉายแววเย็นเยียบเมื่อนึกถึง มู่เฉิงอวี้ อาสะใภ้หน้าเนื้อใจเสือผู้นั้น...
ย้อนกลับไปเมื่อสิบห้าปีก่อน สกุลมู่เป็นตระกูลแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ก้องแผ่นดิน มู่เหวินเจิ้ง บิดาของนางคุมกำลังทหารห้าหมื่นนายสืบทอดเจตนารมณ์บรรพบุรุษ ส่วนมารดา เสิ่นซูหยา บุตรีตระกูลทหารสกุลเสิ่น ก็นับเป็นสตรีเด็ดเดี่ยวห้าวหาญคล้ายบุรุษ ยามข้าศึกบุกรุกรานชายแดน มารดากำลังตั้งครรภ์นางได้แปดเดือน ทว่ากลับต้องควบอาชาออกศึกร่วมกับบิดาและ มู่เฉิงเฟิง พี่ชายของนางซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียงหกปี
การคลอดก่อนกำหนดท่ามกลางเสียงฆ่าฟันและกลิ่นคาวเลือดในสนามรบ ทำให้นางคลอดออกจากครรภ์มารดาก่อนกำหนดด้วยร่างกายบอบบางและขี้โรคยิ่งนัก ทารกน้อยตัวแดงไร้เรี่ยวแรง หากนำติดตัวไปในสนามรบย่อมมีแต่ความตาย เสิ่นซูหยาจึงจำใจให้นายกองฝีมือดีนำตัวทารกน้อยกลับมาฝากฝังไว้กับ มู่จิ่วเกอ ผู้เป็นย่าที่จวนสกุลมู่
ทว่า... มู่จิ่วเกอรังเกียจลูกสะใภ้ตระกูลเสิ่นผู้นี้มาแต่ไหนแต่ไร ยามที่เสิ่นซูหยายังอาศัยอยู่ในจวน ฮูหยินเฒ่ามักจะกล่าวเสมอว่า
‘สตรีตระกูลเสิ่นกลิ่นไอสังหารรุนแรงดั่งปีศาจ คล้ายคนไร้การอบรมสั่งสอน ยามเดินผ่านข้าแทบหายใจไม่ออก นางคือตัวอัปมงคลโดยแท้
ดังนั้น เมื่อมู่หนานเสวี่ยกำเนิดขึ้นพร้อมชะตากรรมที่ต้องแยกจากบิดามารดา ฮูหยินเฒ่าจึงถ่ายทอดความเกลียดชังนั้นมาลงที่ตัวหลานสาว แม้จะยังมีความเมตตาอยู่บ้างตรงที่เห็นแก่สายเลือดของมู่เหวินเจิ้ง บุตรชายคนโตที่ตนรักดั่งดวงใจ จึงยอมจ้างแม่นมและสาวใช้มาดูแล แต่กระนั้นกลับหลงเชื่อคำเป่าหูของมู่เฉิงอวี้ อาสะใภ้ผู้ละโมบ
‘ท่านย่าเจ้าคะ... เด็กคนนี้ร่างกายขี้โรค เล่าเรียนไปก็เปล่าประโยชน์ มารยาทกุลสตรีหรือก็ไม่จำเป็นต้องจ้างอาจารย์ให้สิ้นเปลืองเงินทอง ข้าผู้เป็นอาสะใภ้จะรับหน้าที่สั่งสอนนางเอง’
คำสั่งสอนของมู่เฉิงอวี้ก็คือ... การตัดทอนเบี้ยหวัดค่าเสื้อผ้าอาหารการกิน ยักยอกเงินเบี้ยหวัดของนางไปซื้อเครื่องประดับทองคำและหยกเนื้อดีให้ตนเองและบุตรี ส่วนมู่หนานเสวี่ยถูกทิ้งขว้างให้อยู่เรือนร้างท้ายจวน ไร้คนสอนหนังสือ ไร้คนสั่งสอนมารยาท จนกลายเป็นคุณหนูใหญ่ผู้โง่เขลาและไร้การศึกษาในสายตาของคนทั้งเมืองหลวง
มู่หนานเสวี่ยกลืนแป้งย่างลงคอ นัยน์ตาคู่คมฉายแวววาววับ... คนพวกนั้นรวมถึงท่านย่าใจร้ายและอาสะใภ้คงไม่รู้เลยว่า ในยามที่นางอายุได้แปดขวบ ช่วงเวลาที่นางต้องดิ้นรนอดๆ อยากๆ จนแทบเจียนตาย นางได้แอบเล็ดลอดออกจากจวนไปยัง ‘อารามชิงหยวน’ ที่ตั้งอยู่บนภูเขาหลังเมืองหลวง เพื่อขออาหารจากนักบวชประทังชีวิต
ที่นั่น นางได้พบกับ ‘แม่ชีซูซิน’ สตรีผู้ซ่อนกายในชุดนักบวช ทว่าแท้จริงแล้วคือยอดหัตถ์เทวะผู้เร้นกาย แม่ชีซูซินเห็นความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของเด็กน้อย จึงได้ถ่ายทอดวิชาแพทย์และการฝังเข็มชั้นสูง รวมทั้งการอ่านเขียนตำราโบราณให้นางจนหมดสิ้น
ขณะที่คนในจวนมู่คิดว่านางเป็นเด็กโง่เขลา อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว มู่หนานเสวี่ยกลับจดจำตำราการแพทย์นับพันเล่มได้จนขึ้นใจ
“คุณหนูเจ้าคะ...” เสี่ยวชุ่ยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าลำบากใจ “ยามซื่อวันนี้ ท่านย่ามีคำสั่งให้คุณหนูไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ... ได้ยินว่าแม่สื่อจางพาคุณชายจากตระกูลหานมาพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายอีกแล้วเจ้าค่ะ”
มุมปากของมู่หนานเสวี่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแฝงความขื่นขมและเย้ยหยัน นับตั้งแต่นางผ่านพิธีปักปิ่น ฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอก็ไม่เคยเว้นว่างจากการหาบุรุษมาหมั้นหมายให้นาง ไม่ใช่เพราะห่วงใยอนาคตของหลานสาว แต่เพราะฮูหยินเฒ่าเป็นคนรักเงินทองและความหรูหราเป็นที่สุด ย่าของนางต้องการขายหลานสาวโง่ๆ คนนี้ออกไป เพื่อแลกกับสินสอดมหาศาลจากตระกูลอื่น
ทว่าแม่สื่อพาคนมาหมั้นหมายกี่ครั้ง การหมั้นหมายเหล่านั้นก็ต้องล่มไม่เป็นท่าทุกครั้งไป เพราะเหตุใดน่ะหรือ... ก็เพราะยามที่บุรุษเหล่านั้นมาพบหน้า มู่หนานเสวี่ยจะแกล้งทำตัวเป็นกุลสตรีโง่เง่า หัวเราะร่าอย่างไร้มารยาท พูดจาไร้สาระ หกล้มหัวคะมำ หรือแม้กระทั่งแสร้งทำเป็นหยิบจับอาหารเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม จนเหล่าคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ตกใจกลัว วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับไปแทบไม่ทัน
“เหอะ!” มู่หนานเสวี่ยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางลุกขึ้นยืนจัดแจงเสื้อผ้าสีหม่นของตนให้เรียบร้อย
“ไปกันเถิดเสี่ยวชุ่ย ไปดูเสียหน่อยว่าคราวนี้ ท่านย่าจะพาเหยื่อรายใดมาให้ข้าต้อนรับ”
ณ เรือนใหญ่จวนสกุลมู่
กลิ่นหอมของกำยานละมุนอบอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง เครื่องเรือนไม้ทุกชิ้นล้วนสลักลายอย่างประณีตสะท้อนความมั่งคั่ง ฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอนั่งอยู่บนตั่ง สวมชุดคลุมงดงามประโคมเครื่องประดับเต็มตัว สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความหงุดหงิดขณะฟังคำรายงานจากแม่สื่อจาง
“ฮูหยินเฒ่าเจ้าคะ...” แม่สื่อจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณชายหานแห่งตระกูลเสนาบดีฝ่ายซ้าย... พอได้ยินข่าวลือเรื่องกิริยาของคุณหนูใหญ่เมื่อวันก่อน ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง ยอมเสียเงินหมั้นส่วนหนึ่งเพื่อขอถอนหมั้นทันทีเลยเจ้าค่ะ”
“บังอาจนัก!” มู่จิ่วเกอตบโต๊ะดังปังด้วยความโทสะ “เด็กคนนั้นมันเป็นตัวไร้ประโยชน์โดยแท้ มีดีแค่รูปโฉมงดงามดั่งลี่จี แต่สมองกลับโง่เขลาดั่งสุกร แค่สอนให้ทำตัวสงบเจียมเนื้อเจียมตัวยามเจอหน้าบุรุษก็ทำไม่ได้ เสียแรงที่ข้าสู้อุตส่าห์เลี้ยงดูมันมา!”
มู่เฉิงอวี้ อาสะใภ้ผู้ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มหยันในใจ ก่อนจะรีบเสแสร้งทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจ
“ท่านแม่โปรดใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ หนานเสวี่ยเติบโตมาในเรือนหลัง ไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี... ข้าเองก็พยายามเคี่ยวกรำนางแล้ว แต่นางกลับหัวช้า เล่าเรียนสิ่งใดก็ไม่จำ ความโง่เขลาของนางคงสืบทอดมาจากมารดาและตระกูลทหารกระมังเจ้าคะ”
คำพูดของมู่เฉิงอวี้จุดชนวนความเกลียดชังในใจของมู่จิ่วเกอให้โหมกระหน่ำขึ้นอีก
“เหอะ! สกุลเสิ่นไร้การอบรมอย่างไร ลูกของนางก็เป็นอย่างนั้น! มู่เหวินเจิ้งหลงผิดไปคว้านางมาเป็นภรรยา นำความอัปมงคลมาสู่ตระกูลมู่ไม่เว้นแต่ละวัน! บัดนี้ศึกชายแดนยาวนานนับสิบห้าปี ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกจะตายกลายเป็นผีเฝ้าชายแดนไปแล้วหรือยัง!”
“อาเจิ้งของข้า...” หญิงชราโอดครวญอย่างเกินจริง
ขณะนั้นเอง เสียงก้าวเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน มู่หนานเสวี่ยก้าวเข้ามาในห้องโถง นางก้มหน้าลงต่ำ เลียนแบบกิริยาท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ของคนไร้การศึกษา เสื้อผ้าชุดเก่าตัดกับผิวพรรณขาวเนียนดุจหิมะได้อย่างชัดเจน
“หนานเสวี่ย คารวะท่านย่า... คารวะอาสะใภ้เจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางดูลนลาน ไร้ซึ่งความสง่างามตามแบบฉบับกุลสตรีตระกูลขุนนาง
มู่จิ่วเกอมองดูหลานสาวแท้ๆ ของตนด้วยสายตาเหยียดหยาม
“เจ้าตัวดี! รู้หรือไม่ว่าเจ้าก่อเรื่องอะไรไว้ คุณชายหานถอนหมั้นแล้ว สินสอดทองหมั้นห้าร้อยตำลึงต้องหลุดลอยไปเพราะความโง่เง่าของเจ้า!”
มู่หนานเสวี่ยแกล้งทำหน้าตาตื่นตระนก เบิ่งตาโตใสราวกับเด็กน้อยไม่รู้ความ
“เอ๊ะ คุณชายหานถอนหมั้นหรือเจ้าคะ แปลกจัง... วันก่อนข้าเพียงแค่เห็นเขามีเศษผักติดฟัน ข้าจึงหวังดีใช้ไม้จิ้มฟันสะกิดออกให้เขาต่อหน้าผู้คน เท่านั้นเขาก็ตกใจใบหน้าขาวซีด แล้ววิ่งหนีไปเลยเจ้าค่ะท่านย่า ข้าทำสิ่งใดผิดหรือเจ้าคะ”
“เจ้า... เจ้ามันโง่เง่าไร้คำบรรยาย!” ฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอแทบจะกระอักเลือดด้วยความโมโห “กิริยาถ่อยคำเช่นนั้น เจ้าทำต่อหน้าคุณชายตระกูลขุนนางได้อย่างไร! ไร้ยางอาย! ไร้มารยาทที่สุด!”
มู่เฉิงอวี้แอบยกยิ้มสมน้ำหน้า ก่อนจะรีบก้าวออกมาเอ่ยเสียงหวาน
“ท่านแม่อย่าเพิ่งโกรธไปเลยเจ้าค่ะ หนานเสวี่ยยังเด็กและไร้ความคิด... แต่ข้าได้ยินมาว่า คุณชายเหลียง บุตรชายของพ่อค้าทองทางใต้ กำลังมองหาฮูหยินหมั้นหมาย แม้ตระกูลเหลียงจะเป็นเพียงพ่อค้า แต่พวกเขารวยล้นฟ้า หากเรามอบหนานเสวี่ยให้ตระกูลเหลียง พวกเขายินดีมอบสินสอดเป็นทองคำสองพันตำลึงเชียวนะเจ้าคะ”
ดวงตาของฮูหยินเฒ่ามู่จิ่วเกอลุกวาวทันทีเมื่อได้ยินคำว่าทองคำสองพันตำลึง
“สกุลเหลียงหรือ” มู่จิ่วเกอพยักหน้าอย่างยินดี ความโกรธเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น “ดี! พ่อค้าก็พ่อค้า ขอเพียงมีเงินทองให้ข้า จะเป็นใครก็ช่าง! มู่หนานเสวี่ย เจ้ากลับไปเตรียมตัวที่เรือนซูเซียงเสีย อีกสามวัน ตระกูลเหลียงจะส่งคนมารับเจ้าไปทำพิธีหมั้นหมาย”
มู่หนานเสวี่ยก้มหน้ารับคำ “เจ้าค่ะท่านย่า...”
ทว่าใต้ใบหน้าที่ดูใสซื่ออดทนและโง่เขลานั้น นัยน์ตาของมู่หนานเสวี่ยกลับฉายรังสีสังหารอันเด็ดเดี่ยว... คุณชายเหลียงตระกูลพ่อค้าคนนั้นน่ะหรือ ข้าได้ยินมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าเป็นพวกชอบทรมานสตรี และสะสมสตรีไว้ในเรือนหลังจนตายไปหลายคน อาสะใภ้... ท่านช่างเลือกสามีได้ประเสริฐยิ่งนัก คิดจะขายข้าเพื่อเงินทองหรือ ฝันไปเถิด!
ยามไฮ่ ค่ำคืนอันเงียบสงัด จวนสกุลมู่ตกอยู่ในความเงียบสงบ แสงจันทราส่องสว่างกระทบผิวน้ำในสระท้ายจวน มู่หนานเสวี่ยนั่งอยู่บนหลังคาเรือนซูเซียง ชุดสีหม่นพลิ้วไหวตามลมหนาว นัยน์ตาคู่สวยแหงนมองดวงดาราที่ส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าไกลโพ้น
ในใจของนาง ย่อมเคยมีความหวัง... ตอนที่นางยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ ที่ต้องอดอยากและถูกกลั่นแกล้ง นางเคยนั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ มองดูดวงดาวบนฟ้าและเฝ้ารอคอย... รอคอยสักวันว่าบิดามารดาและพี่ชายจะควบอาชาควบทะยานกลับมาจากสนามรบ รอคอยให้พวกเขายื่นมืออันอบอุ่นมา แล้วพานางออกไปจากนรกแห่งนี้
นางเฝ้ารอ... วันแล้ววันเล่า ปีแล้ว... ปีเล่า...
สิบห้าปีผ่านไป ไร้ข่าวคราว ไร้จดหมาย มีเพียงความเงียบเหงาและความอัปยศที่นางต้องเผชิญอยู่เพียงลำพัง
“บิดา มารดา...” มู่หนานเสวี่ยพึมพำกับความมืด น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่งและเย็นชา “ข้าเลิกรอพวกท่านนานแล้ว...”
ความหวังที่เคยส่องสว่างดั่งดวงดาราในใจของนาง ได้ร่วงหล่นและมอดดับไปจนหมดสิ้นแล้ว…
บทล่าสุด
#10 บทที่ 10 ฝันร้าย
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#9 บทที่ 9 อารามชิงหยวน
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#8 บทที่ 8 บาดเจ็บ
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#7 บทที่ 7 วิชาแพทย์
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#6 บทที่ 6 กองทัพเกราะดำ
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#5 บทที่ 5 ออกเดินทาง
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#4 บทที่ 4 เซี่ยเยี่ยนเฟิง 1.2
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#3 บทที่ 3 เชี่ยเยี่ยนเฟิง 1.1
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#2 บทที่ 2 งานหมั้น
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026#1 บทที่ 1 มู่หนานเสวี่ย
อัปเดตล่าสุด: 11/4/2026
คุณอาจชอบ 😍
My Husband คุณสามีเมื่อไหร่จะหย่า?
ว่าที่เจ้าบ่าวรู้เรื่องก็กับรีบเอ่ยปากตั้งเงื่อนไขการหย่าตั้งแต่ยังไม่ทันได้แต่งงาน
แล้วแบบนี้เธอจะใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับเขาได้ยังไงกัน?
เมื่อเขาปากร้าย ส่วนเธอไม่ชอบพูด
แต่เมื่อเธอเลือกพูด สิ่งที่พูดออกไปคือ “กลับมาแล้วเราไปหย่ากัน! ไม่ต้องรอแล้ว หย่ากันเลย!!” เพียงประโยคเดียวสั้น ๆ
ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ไกลเริ่มร้อนลน ทั้งเคยพูดเรื่องหย่าอยู่บ่อยครั้ง ได้ยินคำจริงจังนั่นถึงกับรีบแจ้นกลับมา
แล้วตกลงคุณสามี ตกลงอยากหย่า หรือ ไม่อยากหย่านะ?
ลุ้นรัก เจ้าสาวใบสั่ง
รักซึมร้าย NC 25++
ห้องที่หญิงสาวกำลังขึ้นไปนี้มีลักษณะเป็นห้องชุดรอยัลสวีท สุดหรู มีสองห้องนอน ห้องนอนใหญ่เป็นห้องส่วนตัวของเจ้านายใหญ่ยามที่ต้องมาค้างที่นี่ อีกห้องเป็นห้องนอนขนาดเล็กกว่าหน่อย เอาไว้สำหรับพาสาวๆ มาหาความสำราญ ด้านนอกมีห้องนั่งเล่นที่มีโซฟาชุดใหญ่วางอยู่ เมื่อไปถึงเจ้าตัวก็ยกมือขึ้นเคาะประตูสองครั้งก่อนจะผลักเข้าไปทันทีโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องอนุญาต
แอบรักรุ่นพี่ตัวร้าย
ภารกิจให้เป็นคู่เดทเป็นเวลา1อาทิตย์...
Loveless ก็ไม่ได้รักสักนิด
กลรักเมียแต่ง
เกลียดรัก
อารญากับธีรเดชก็เช่นกัน
แต่เกลียดกันไปเกลียดกันมาดันท้องเฉยเลย
สูตรรักศาสตราจารย์
ในวันที่คุณหมอออกเวรตอนเช้า แล้วเพิ่งจะคล้อยหลับไปไม่ทันได้หนึ่งชั่วโมง เสียง ปัก ปัก จากข้างห้องดังจนหัวเตียงเธอแทบจะคลอนตาม ด้วยความโมโห หมอปรางถึงขั้นเอากระดาษที่เขียนด้วยลายมือหมอ ไปแปะไว้ที่หน้าห้องข้างๆ
"ตำน้ำพริก กรุณารองครกด้วยค่ะ"
พร้อมคำสาบแช่งเล็กๆ น้อยๆ
"สาธุ ขอให้มันอักเสบ หรือไม่ก็ให้เตียงมันหักไปซะจะได้ไม่ต้องเสียงดัง"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
"คุณไตรวิทย์ บริรักษ์ไพศาล เชิญห้องตรวจหนึ่งค่ะ"
"ตุ่มคล้ายสิวหรือหนองขึ้นที่โคนอวัยวะเพศใช่ไหมคะ"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
"ฉิบหายแล้วแกนังปราง มีเรื่องกับใครไม่มี นั่นน่ะหรือตาบ้าข้างห้องแกอ่ะ"
"อื้อ แกรู้จักหรือ"
"เรียกว่าทั้งมหาวิทยาลัยใครบ้างไม่รู้จักเขาดีกว่า"
"ตอนนั้นฉันอยู่ไม่เห็นรู้จัก"
"ก็แก มันสนใจอะไรรอบตัวบ้าง นั่นน่ะ อาจารย์วิทย์ รองศาสตราจารย์ไตรวิทย์ บริรักษ์ไพศาล กำลังจะได้เป็นศาสตราจารย์อยู่รอมร่อ จนเขาว่ากันว่าจะเป็นศาตราจารย์ที่หนุ่มและหล่อที่สุด ที่สำคัญเขาเป็นอาจารย์อยู่คณะนิติศาสตร์ ฉิบหายไหมคราวนี้"
"ฉิบหายล่ะ"
️️️️~~~~~~~\~~~~~~~
พี่ชายที่รัก
จนหัวใจและร่างกายของฉันมันบอบช้ำ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับไม่รักดีเผลอรักพี่ชายคนนี้ จนหมดใจ
ทาสสวาทอสูรเถื่อน
“แพงไปหรือเปล่า สำหรับค่าตัวของคุณอย่างมากก็คืนละแสน” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับมองร่างบางที่กำลังนั่งอยู่บนตักของเขาด้วยสายตาหื่นกระหาย เขายอมรับว่าเขาชอบผู้หญิงคนนี้ เพราะเธอสวยและที่สำคัญนมตูมชะมัดยาก
มันโดนใจเขาจริงๆ ยิ่งสเต็ปการอ่อยของผู้หญิงคนนี้เขาก็ยิ่งชอบ เพราะมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอกำลังทำ
“ถ้าคุณไม่สู้ก็ปล่อยฉันสิคะ ฉันจะได้ไปหาคนที่เขาใจถึงกว่าคุณ” พิชชาภาพูดจบก็เอามือยันหน้าอกของฟรานติโน่แล้วทำท่าจะลุกออกจากตักของเขา ก่อนจะถูกมือใหญ่รั้งเอวไว้ไม่ให้ลุกขึ้น
“ได้ ผมจะให้คุณคืนละล้าน แต่คุณต้องตามใจผมทุกอย่าง” ฟรานติโน่พูดไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ คิดว่าคนอย่างเขาจะยอมเสียเงินหนึ่งล้านบาทง่ายๆงั้นเหรอ คอยดูเถอะเขาจะตักตวงจากเธอให้คุ้มสมราคาที่เขาต้องจ่ายไป
รัก(ลับ)นายวิศวะ
"เงินนายอาจจะซื้อคนอื่นได้
แต่...ซื้อคนอย่างฉัน...ไม่ได้"
"คำพูดเธอแม่งโครตจะดูแพง
เลยวะ..." เจมส์เสมองร่างบางราวกับดูถูกผู้หญิงที่ตนกำลังสนใจ
"แต่ที่จริงถูกยิ่งกว่าแจกฟรี..."
"เพียะ"
อันนาฟาดฝ่ามือเรียวเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจมส์ด้วยถ้อยคำที่ดูถูกและเหยียดหยาม
"เธอ..."
เจมส์จ้องอันนามาด้วยสายตาอันดุดัน ยัยนี้กล้าดียังไงมาตบหน้าเขาถึงสองครั้ง
เล่ห์รักซ่อนชู้
“ทำไมจะไม่เกี่ยว ธิชารู้เห็นเรื่องที่ไหมเขามีชู้ แล้วธิชาก็ปิดบังพี่เรื่องนี้…ทำให้พี่เป็นไอ้โง่ถูกไหมเขาสวมเขาให้ แล้วไหนจะลูกของไอ้ชู้นั่นที่ไหมเอามายัดเหยียดให้เป็นลูกของพี่อีก…เพราะฉะนั้นธิชาก็ลองมาปิดบังไหมเขาเรื่องที่เราเป็นชู้กันให้มิดละกัน…ไม่งั้นไหมเขาคงจะเสียใจน่าดู ถ้ารู้ว่าน้องสาวมาเป็นชู้กับผัวตัวเองแบบอย่างนี้..”
“พี่มันเลว…พี่มันชั่ว…ปล่อยนะคะ ธิชาไม่อยากจะให้คนเลวๆอย่างพี่มาแตะเนื้อต้องตัวธิชาอีก…”
“ด่าผัวตัวเองอย่างนี้น่ารักเลยนะ…สงสัยต้องทำโทษสักหน่อยแล้ว…แต่พวกเขาจะสงสัยไหมว่าทำไมเราสองคนถึงได้ออกมานานแบบนี้…”
“พี่ไม่มีวันได้….อื้อ….อือ….อื้อ….ปึก เพี๊ยะ….อย่าทำแบบนี้กับธิชาอีกนะคะ ไม่งั้นอย่าหาว่าธิชาไม่เตือน”
“หึๆ…ชอบแบบตบจูบก็ไม่บอก งั้นเดี๋ยวพี่จัดให้ อยากตบพี่นักใช่ไหมหึ…จุ๊บ….อื้อ….อืม…อือ…”













