บทที่ 6 2/1
“ไปล้างอึ๊กันค่ะลูก--”
แปะ...
“หึ” นั่นไง พูดยังไม่จบ จรรย์ธรไหล่กระตุก “หึ-หึ” เป็นเพราะถุงมือหลุดไปแล้ว มือน้อย ๆ งาม ๆ เลยขยับไปทั่ว และรวมถึงอึที่เล็ดออกมานอกผ้าอ้อมด้วย “ลูกหมูคะ... เอาอึมาป้ายหน้าแม่ทำไมคะลูก ฮือ-อ-อ-อ”
พูดไปก็ร้องไห้ไปพลางอุ้มลูกเข้าไปล้างก้นพลาง จรรย์ธรไว้อาลัยให้แก่ชีวิตโสดสวยรวยเริ่ดที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะนาทีนี้ ขณะนี้ และตอนนี้ เธอคือยายเพิ้งหัวยุ่ง ที่มีอึลูกติดอยู่ที่แก้ม
“ลูกหมูขาแม่สำนึกแล้วนะลูก ต่อไปแม่จะไม่แ-ร-ด ไม่ใจง่าย ไม่บ้าผู้ชายอีกแล้วค่ะลูก แม่ขอนะคะ ขอแหละ พลีสเลยนะคะลูกหมู ไม่ตื่นแล้วเล่นยาวจนตีห้าเหมือนคืนก่อนนะคะ พรุ่งนี้แม่มีสอบ ลูกหมูสงสารแม่ด้วย แม่ยังไม่ได้นอนแล้วก็ยังอ่านชีทสรุปได้ไม่ถึงครึ่งเลยลูก”
อ้อนวอนก็แล้ว คร่ำครวญก็แล้ว หวังว่าลูกหมูจะเห็นใจ แต่... ลูกหมูตื่นยาวและไม่ยอมนอนจนถึงหกโมงเช้า
ดังนั้นสอบตอนสายของวัน จรรย์ธรจึงหอบตาลึกโบ๋และหัวยุ่ง ๆ ไปสอบข้อกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับความหวังที่ว่า สิ่งที่เรียนและอ่านมาจะยังอยู่ในสมองจนพอให้เธอคิดหาคำตอบที่ถูกต้องได้
แล้วผลสอบที่ออกมาก็ค่อยยังชั่ว ต้องขอบคุณเซลล์ประสาทที่ยังทำหน้าที่ได้ดี แม้ว่าเกือบสิบนาทีแรกเธอจะแอบหลับในห้องสอบ จนอาจารย์ผู้คุมสอบเดินมาเคาะโต๊ะปลุก และโชคดีแค่ไหนที่ไม่โดนไล่ออกจากห้อง เพราะอาจารย์สงสารเห็นว่าเป็นแม่ลูกอ่อนเลยยอมให้ทำข้อสอบต่อ
เฮ้อ! อยากจะโด๊ปกระทิงแดงแทบตาย แต่ยังให้นมลูกไงเลยโด๊ปไม่ได้ กรรมของแม่ลูกอ่อนไปอี้ก!
กว่าจะกลับถึงบ้าน สภาพจรรย์ธรก็เหมือนไปสู้กับฝูงซอมบี้มา ลูกหมูนอนหลับอุตุในเปลเด็กที่ห้องนั่งเล่นเล็ก หญิงสาวแวะทักทายลูกสาวกับมารดา ก่อนขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะกลัวเอาเชื้อโรคมาติดลูก
เธอเดินกะปลกกะเปลี้ยกลับห้องนอน ความตั้งใจคือจะเอาสัมภาระไปวางที่โต๊ะมุมห้องแล้วจะรีบไปแช่น้ำอุ่น ๆ สักหน่อย ทว่ากล่องที่วางอยู่บนโต๊ะมุมซ้ายของห้องดึงความสนใจของเธอไป หญิงสาวกัดริมฝีปากครุ่นคิด หันมองซ้ายขวาทั้ง ๆ ที่มีแค่ตัวเองในห้องจากนั้นก็รีบหยิบขึ้นมาดู
กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงิน
จรรย์ธรหรี่ตามองมันก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมกำลังใจจากนั้นก็กลั้นใจเปิดมันออก!
แหวนเพชรรอบวง... ที่เคยเป็นแหวนแต่งงานของเธอ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามาจากใคร ‘เขา’ คงส่งมา และไม่พี่ชายก็มารดาของเธอเป็นคนเอามาวางไว้ให้
จรรย์ธรปิดมันปั๊บและทำสิ่งที่ควรทำนั่นก็คือ... หย่อนมันลงในถังขยะ!
อดีต... เธอไม่อยากจำมันนักหรอก โดยเฉพาะไม่อยากจะจำว่าตัวเองเคยโง่แล้วก็ใจง่ายแค่ไหน แค่คำหวานหูหลอกล่อบวกหน้าตาหล่อเหลา เธอในตอนนั้นก็หลงหัวปักหัวปำจนยอมมอบกายถวายชีวิตให้ไป
แต่ตอนนี้น่ะเหรออย่าหวังเลย เธอตาสว่าง จรรย์ธรตาสว่างวาบแล้ว แต่ถึงอย่างไรพอคิดถึงอดีตขึ้นมามันก็เจ็บจี๊ดทีเดียว!!
นี่ก็อีกเรื่อง ทั้งพ่อ แม่ พี่ชายของเธอตอนรู้เรื่องเธอกลับไทยก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เหมือนอยากจะไปจับธารณ์เขย่า ๆ แล้วกระทืบ ๆ แต่ที่ไหนได้ ไม่รู้ไปคุยกันอีท่าไหน ความโกรธเกรี้ยวเหมือนไฟบรรลัยกัลป์ก็มอดสนิท เงียบกริบ แถมยังมีท่าทางอยากให้เธอกลับไปคืนดีกับธารณ์เอาเสียดื้อ ๆ
พอเธอไม่ยอมก็ตั้งเงื่อนไขว่า...
ห้าปีนับจากนี้ ถ้าธารณ์เรียนจบกลับมาไทยเมื่อไหร่ และตอนนั้นเธอกับเขายังไม่มีใคร เรื่องหย่าก็เป็นอันว่าโมฆะ!
เนี่ย-ย-ย-ย-ย!! บ้าบอคอหอยพอก เธอต้องรีบเรียนให้จบ มองหาผู้ชายดี ๆ ที่รักและเอ็นดู เข้ากับลูกหมูได้ดี เพื่อจะได้มีแฟนก่อนธารณ์กลับมา!!
อดทนแข็งใจดัดนิสัยลูกสาว บุริศร์กับจิตราก็ทนเดินกลับมาจนถึงห้องนอน ถึงได้เปิดบทสนทนาระหว่างผัวเมียกันอีกครั้งอย่างอ่อนใจแกมระอา ความรู้สึกมันปนไปทั้งสงสาร เห็นใจ หมั่นไส้ และอยากตีจรรย์ธรด้วยก้านมะยมสักที
“หวังว่าเราจะทำถูกนะคะคุณ” กระนั้นคนเป็นแม่ก็ยังห่วง แต่บุริศร์ยิ้มอ่อน ๆ วางมือบนบ่าทั้งสองข้างของภรรยา ตามองสบตา
“ยายบุ้งรู้หรอกว่าเราหวังดี แกโตแล้วนะคุณ ให้ทำอย่างไรเราก็อยู่กับลูกไม่ได้ตลอดชีวิตหรอก”
จิตราผ่อนลมหายใจวางมือทาบกับมือสามี บุริศร์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาแค่พยักหน้าและเดินเลยไปเข้าห้องน้ำ ผู้เป็นภรรยามองตามก่อนก้าวไปทรุดลงนั่งที่เตียง ตบมือกับหมอนหนุนเพื่อให้ฟูรอตอนบุริศร์กลับออกมาจากห้องน้ำ สายตามองเลยไปยังกรอบรูปที่วางบนโต๊ะหัวเตียง มีภาพเด็กชายหญิงสามคนอยู่ในนั้น และคนซ้ายสุดคือลูกเขยของเธอ
