บทที่ 3 คุณป๋า
ตอนที่ 3 คุณป๋า
[Part] Indy
ผมนั่งอยู่บนตักกว้างนานเพียงไม่กี่นาทีท่ามกลางความเงียบของห้องประชุมใหญ่ ตาลุงโรแลนไม่ได้ดุผมสักแอะเดียว ผมซึมซับไออุ่นกับกลิ่นไวน์อ่อนๆ ไหลวนอยู่รอบๆ ตัวไร้วี่แววแรงกดดันจากความขุ่นมัวของคนตัวโตที่นั่งเป็นเบาะรองตูดให้ผม
“เอ่อ คุณโรแลนครับตกลงว่าสัญญานี่” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องกว้าง
ผมผงกหัวขึ้นมาจากไหล่หนาเอี้ยวตัวหันกลับไปมองแฟ้มบุนวมซึ่งเปิดกางอยู่ตรงหน้าตาลุงอัลฟ่า ในนั้นมีกระดาษสอดอยู่สองสามแผ่น ลายเซ็นยึกยือของคนหลายคนลงนามในช่องว่างตำแหน่งต่างๆ พร้อมกับตราประทับหมึกเป็นรูปต่างๆ หลายลาย เว้นว่างไว้แค่ที่เดียวซึ่งยังคงไม่มีการขีดเขียนอะไรลงไป
“เธอหิวข้าวมากหรือเปล่า” ผู้ชายตัวโตก้มหน้าลงมาถามผม
“อื้อ” ผมพยักหน้าแล้วยื่นมือออกไปดึงแฟ้มเสนอเซ็นสีดำนั้นมาเปิดพลิกไปพลิกมาเล่นในมือแล้วปิดฉับลงก่อนจะโยนมันคืนกลับไปบนโต๊ะ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกินข้าวกัน” เสียงทุ้มนุ่มๆ นั้นบอกกับผมดึงมุมปากของผมให้ฉีกออกกว้างในทันที
ผมกระโดดลงมาจากตักกว้างแล้วลงมายืนอยู่ข้างๆ คนตัวสูงซึ่งลุกขึ้นยืนในทันทีไม่ได้รีรอชักช้าท่ามกลางสายตาฉงนของคนจำนวนมาก
“วันนี้พอแค่นี้ เลิกประชุมได้”
“คุณโรแลนครับแล้วสัญญานี่ล่ะ” ตาแก่หัวล้านคนหนึ่งทำหน้าไม่พอใจชี้นิ้วมายังแฟ้มบุนวมที่ผมเพิ่งโยนมันลงไปกองบนโต๊ะ
“ยังไม่เซ็น ผมต้องพา.....เมียไปกินข้าวก่อน”
ฮือ....เสียงฮือฮาตามมาด้วยเสียงซุบซิบนินทาในระยะเผาขนดังขึ้น ฝ่ามืออุ่นๆ เอื้อมลงมากุมมือผมแล้วเดินจูงผมออกจากห้องประชุมนั้นท่ามกลางสายตาสงสัยใคร่รู้ของคนทั้งหมด
“น้องไม่ใช่เมียลุงสักหน่อย โกหกนั้นตายตกนรก” ผมยกนิ้วขึ้นมาจิ้มลงไปบนอกเสื้อของคนขี้โกหก
“ถ้าฉันไม่บอกว่าเธอเป็นเมียฉัน รับรองว่าเธอคงโดนคนพวกนั้นฆ่าตายแน่ๆ”
“มีแต่ลุงนั่นแหละใจร้ายกับน้อง”
“ถ้าฉันใจร้าย เธอไม่มายืนเถียงฉันอยู่ได้แบบนี้หรอก หิวข้าวไม่ใช่เหรอ อยากกินอะไรไหนบอกมาสิ” คนที่อ้างว่าตัวเองไม่ได้ใจร้าย ยื่นข้อเสนอแสนใจดีให้ผม
“น้องอยากกินราเมน” ผมแหงนคอขึ้นไปตอบพร้อมกับทำตาหวานทันทีเพราะกลัวว่าจะมีคนแก่ขัดใจวัยรุ่น
ตาลุงใจป๋าพาผมมาเดินห้างใกล้ๆ พร้อมกับพามากินอาหารญี่ปุ่นตามที่ผมร้องขอ แล้วยังรูดบัตรซื้อนั่นซื้อนี่ให้อีกหลายอย่าง แม้ว่าผมจะแกล้งพยายามปฏิเสธก็ตาม
“ป๋ามาก” ผมเอียงคอแล้วยกนิ้วโป้งให้คนที่เพิ่งรูดบัตรเครดิตจ่ายค่ารองเท้าผ้าใบ รวมกับเสื้อผ้าอีกหลายชุด ราคารวมแล้วก็เป็นหลักหมื่น
“ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็คงต้องเปย์ด้วยเงิน” พ่ออัลฟ่าเลือดบริสุทธิ์ยิ้มให้กับผมพร้อมกับสลัดบัตรเครดิตสีทองเงาวับโบกไปมา
“น้องถือว่านี่เป็นค่าทำขวัญที่ลุงลักพาตัวน้องมา เมื่อคืนนี้”
“ฉันไม่ได้ลักพาตัวเธอสักหน่อย เธอเต็มใจไปกับฉันเองต่างหาก”
“ไม่จริงหรอก คนไม่รู้จักกัน แค่แวะมาซื้อไอติมน้องจะไปกับลุงเฉยๆ ได้ยังไง อีกอย่างช่วงเวลาฮีท...ไม่นับ”
ตาลุงที่อ้างตัวว่าไม่ได้ลักพาตัวผมให้คนขับรถพาผมกลับมาส่งจนถึงหน้าบ้าน อันที่จริงตาลุงแก่คนนี้เหมือนจะรู้จักบ้านผมนะเพราะตลอดทางผมยังไม่ได้อ้าปากบอกเลยว่าบ้านผมอยู่ไหน
“อินดี้” แม่กับพี่สาวสามคนของผมวิ่งตัวปลิวออกมาจากบ้านตรงเข้ามาหาพร้อมกับยิงคำถามรัวจนผมฟังไม่ทัน
“หายไปไหนมารู้หรือเปล่าว่าพวกพี่เป็นห่วงมาก โทรศัพท์ไปก็ไม่ติด พวกพี่กับแม่จะไปแจ้งความอยู่แล้วนะ”
“น้องไม่ได้ไปไหน พอดีว่าเมื่อวานนี้....” ผมอ้ำอึ้งตอบออกไปได้ไม่เต็มปาก
“แล้วผู้ชายคนนี้ใคร” พี่สาวคนโตของผมบุ้ยปากไปทางตาลุงที่ยังคงยืนเก้กหน้าหล่อไม่ยอมกลับไปทั้งๆ ที่ผมออกปากไล่ไปแล้ว
“ผมชื่อโรแลน เป็นคนพาอินดี้ไปเมื่อวานนี้เองครับ”
“หื้ออออ....อินดี้นี้น้อง...” พี่สาวคนรองของผมรีบดึงตัวผมไปหมุนซ้ายหมุนขวาพร้อมกับสำรวจก้นผมทันที
“อื้อ...น้องไม่ได้เป็นอะไร แค่ฮีทเฉยๆ”
“ฮีทแล้วอยู่กับเขาน่ะเหรอ”
“น้องไม่ได้....มีอะไรกับเขานะ” ผมรีบอธิบายทันที แล้วยกมือไปตีก้นพี่สาวคนรองเบาๆ แก้เขิน
ผมเสียมารยาทไล่คนที่เพิ่งมาส่งกลับไป หลังจากอธิบายจนที่บ้านของผมเข้าใจดีแล้วว่าผมยังไม่เสียเอกราชให้ตาลุงอัลฟ่าคนนี้ ผมหอบเอาถุงข้าวของที่คนใจป๋าหอบซื้อมาให้กลับขึ้นห้องแล้วทิ้งตัวนอนกลิ้งไปมาบนเตียง แวบหนึ่งในความคิดภาพเหตุการณ์ช่วงเช้าที่ผ่านมาระหว่างผมกับตาลุงโรแลนวนกลับเข้ามาอีกครั้ง ก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้แล้วหยิบยามาโยนใส่ปาก
“เมื่อไหร่มันจะหายสักทีนะ”
ผมเสียบหูฟังเปิดเพลงกรอกหูแล้วเดินไปตามถนนภายในซอยซึ่งคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เพื่อไปทำงานร้านขายไอศกรีมตามเดิม ผมเดินมาถึงร้านแต่มันผิดปกติตรงที่วันนี้ร้านยังไม่เปิด หรือว่าวันนี้ร้านปิดแต่พี่เจ้าของร้านไม่ได้บอกผมนี่ว่าจะปิดร้าน ผมยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรหาเจ้าของร้านเพื่อสอบถามถึงสาเหตุจนได้รู้ว่าเจ้าของร้านเซ้งร้านไปให้คนอื่นแล้ว ส่วนเงินค่าจ้างของผมเจ้าของร้านโอนเข้าบัญชีให้ผมแล้วเมื่อเช้านี้
“เซ้งร้าน....เมื่อวานยังขายอยู่เลย” ผมยืนงงอยู่หน้าร้านไม่รู้จะไปทางไหนต่อดีจนผู้ชายหน้าฝรั่งสองคนเดินเข้ามาทัก
“ไง ร้านปิดเหรอ”
“ทำไม ลุงจะมากินไอติมเหรอ หน้าตาไม่ให้เลยนะ” ผมเดินหันหลังให้กับคนที่เพิ่งเข้ามาทัก
“นั่นเธอกำลังจะไปไหน”
“ไปไหนก็ได้ น้องโตแล้ว” ผมเดินต่อไปไม่ได้สนใจคนที่เดินตามหลังผมมา
“อยากได้งานทำหรือเปล่า พอดีฉันกำลังหารับสมัครคนงานพอดีเลย” คนที่เดินตามหลังมาพยายามชวนให้ผมไปทำงานด้วย
“ลุงเนี่ยนะจะช่วยน้องหางานทำ ไม่เอาหรอกน้องหางานเองได้”
"แล้วเธอจะไปหางานที่ไหน"
"น้องหาได้ ไม่ต้องตามมานะ" ผมหันหลังไปยกมือสองข้างขึ้นมากลางอากาศแบบพระปางห้ามญาติ จนคนที่กำลังจะก้าวขาตามมาหยุดชะงัก
ผมเดินต้อกๆ ไปตามถนนสายตาพยายามมองหาป้ายรับสมัครงานซึ่งจะมีแปะไว้ตามหน้าร้านต่างๆ เสมอ ความพยายามของผมสำเร็จตอนบ่ายแก่ๆ เมื่อผมเดินผ่านร้านขายสัตว์เลี้ยงซึ่งอยู่ห่างจากซอยบ้านผมมาอีกนิดหน่อยแต่ก็ยังสามารถเดินมาทำงานได้ไม่ลำบาก
ผมมาเริ่มงานที่ร้านโดยมีหน้าที่เก็บกวาดทำความสะอาดกรงสัตว์ทั้งหลายเปลี่ยนน้ำ ให้อาหาร อาบน้ำ เช็ดอึ เช็ดฉี่ ซึ่งมันไม่ใช่ปัญหายุ่งยากอะไร ผมทำงานต่ำต้อยแบบนี้มาจนชินแล้วเพราะตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าผมเป็นโอเมก้า ผมก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนอื่นจึงไม่สามารถเรียนต่อได้
จากครอบครัวเบต้าธรรมดาที่ต้องใช้ชีวิตหาเช้ากินค่ำผมจำเป็นต้องออกหางานทำแต่งานที่ได้ส่วนใหญ่มักจะเป็นงานพาทไทม์รายได้น้อยเพราะผมมักมีปัญหากับอาการฮีทไม่เป็นเวล่ำเวลาและต้องหยุดงานบ่อยๆ เงินที่หามาได้ส่วนใหญ่หมดไปกับยาที่ผมต้องกินเป็นประจำ มีเหลือเก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัวบ้างเพื่อไม่ต้องทำตัวให้เป็นภาระของพี่สาวทั้งสามคน
“ชาบู” ผมอุ้มเจ้าแมวเหมียวตัวน้อยน่ารักขึ้นมาแปรงขนให้มัน เสียงร้องเมี๊ยวๆ กับความขี้อ้อนของเจ้าชาบูแร็กดอลล์ตัวเมียวัยสองเดือนทำให้ผมหลงมันจนหัวปักหัวปำ
เจ้าชาบูเป็นแมวสายพันธุ์แร็กดอลล์สีขาวมีแผงขนสีเทาอ่อนๆ ตรงช่วงคอกับกรอบหน้า ตาสีฟ้าอมเทา เจ๊เจ้าของร้านหวงมากเพราะราคาแพง ผมเองก็หวงและรู้สึกถูกชะตาเป็นพิเศษ วันๆ ถ้าว่างเมื่อไหร่ผมจะรีบมาเล่นกับเจ้าชาบูทันที
“ตัวนี้ราคาเท่าไหร่คะ” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาถามราคาของเจ้าชาบูกับผม
“เอ่อตัวนี้....” ผมก้มหน้าลงไปมองเจ้าชาบูแล้วอุ้มกอดไว้ไม่อยากให้ใครมาจับ ผมกลัวว่าผู้หญิงท่าทางมีเงินคนนี้จะชอบมันเหมือนกับผม แล้วถ้าหากเจ้าชาบูต้องถูกคนอื่นเอาไปผมคงเสียใจมากเพราะผมรักมันจริงๆ
“ตัวนี้ห้าหมื่นค่ะถ้าน้องชอบพี่ลดราคาให้ได้นะ” เจ๊เจ้าของร้านเดินมาอุ้มเจ้าชาบูออกไปจากมือผมทันที
ผมยืนมองผู้หญิงคนนั้นเอ่ยปากชมเจ้าชาบูไม่หยุด ผมยืนมองน้ำตาคลอเมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังต่อรองราคากับเจ๊เจ้าของร้านแล้วเริ่มสอบถามวิธีเลี้ยงอย่างละเอียด
กริ๊ง เสียงเปิดประตูหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นฟีโรโมนอบอุ่นคุ้นเคยโชยมาแตะจมูก ผมหันตามไปจนเห็นว่าตาลุงอัลฟ่าคนนั้นเปิดประตูแล้วมองตรงมาหาผม มวลอากาศบางเบาสุดอบอุ่นตีวนโอบกอดล้อมรอบตัวผมเป็นกลิ่นไวน์รสนุ่มนวล
“อินดี้” เสียงทุ้มหวานๆ ของอัลฟ่าแก่เรียกชื่อผมเบาๆ
“น้องไม่อยากให้เขาเอาชาบูไป”
ผมเดินเข้าไปหาแล้วยืนก้มหน้าชี้นิ้วไปทางหญิงสาวที่กำลังจะยื่นบัตรเครดิตให้กับเจ๊เจ้าของร้าน ผมตรงเข้าไปกอดเอวของอัลฟ่าตัวหอมแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจอยู่กับอกกว้างๆ ของคนที่อยู่ๆ ก็โผล่มาเหมือนหายตัวได้
“..................” ตาลุงชื่อเหมือนยาย้อมผม ผละเดินตรงปรี่เข้าไปแล้วพูดคุยกับหญิงสาวทั้งสองคนครู่หนึ่งก่อนจะอุ้มเจ้าเหมียวชาบูกลับมายื่นส่งให้ผม
“มันไม่ไปไหนแล้ว มันเป็นของเธอ”
ผมเงยหน้าขึ้นไปสบดวงตาคู่สีน้ำตาลทองแล้วก้มลงมองเจ้าชาบูตัวน้อยที่เงยหน้าเอาจมูกมาถูแก้มผม
“ลุงซื้อมันให้น้องเหรอ”
“ก็เธออยากได้ไม่ใช่เหรอ” ฝ่ามือหนาวางลงมาบนหลังเจ้าชาบูแล้วลูบเบาๆ
“น้องอยากได้...แต่บ้านน้องเลี้ยงแมวไม่ได้นะ” ผมยืนสะอื้นใช้นิ้วเขี่ยเจ้าชาบูที่ร้องเมี๊ยวๆ อ้อนผมก่อนจะซบหัวลงมาแล้วซุกทำตัวเป็นก้อนกลมอยู่ในอ้อมกอดอย่างประจบเอาใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็เอามาเลี้ยงบ้านฉันสิ”
“ลุงจะเลี้ยงมันให้น้องเหรอ”
“เปล่า....เธอต้องไปเลี้ยงมันเอง วันไหนว่างก็ค่อยแวะไปเล่นกับมันดีหรือเปล่า”
ผมเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อตัวเองแล้วยิ้มออกมาได้ในที่สุด อย่างน้อยเจ้าชาบูก็ไม่ได้ไปไหนไกล ผมช่วยอัลฟ่าเลือกกรงกับคอนโดแมว ชามใส่อาหาร และอะไรอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้
“ทั้งหมดหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันบาทค่ะ”
“ฮะ อะไรนะเจ๊ นี่ลุงเหมาแมวเจ๊หมดร้านเลยเหรอ ทำไมแพงจัง” ผมร้องทักตาโตเพราะราคาขายอันแสนโหด
“ก็เจ้าชาบูตัวเดียวก็หนึ่งแสนแล้วนะอินดี้”
“ไหนเจ๊บอกว่ามันแค่ห้าหมื่นไง” ผมร้องโวยวายเสียงดัง
“ก็คุณโรแลนบอกว่าจะยอมจ่ายหนึ่งแสนถ้าเจ๊ยอมขายชาบูให้เขาแทนคุณผู้หญิงคนนั้น” เจ๊เจ้าของร้านอธิบายให้ผมเข้าใจในทันที
“ป๋าอีกแล้วนะ” ผมแหงนคอขึ้นไปมองหน้าคนใจป๋าอีกครั้ง
“ป๋าอย่างนั้นเหรอ”
“ก็เห็นเปย์นักนี่ ป๋าสุดๆ” ผมยิ้มแล้วก้มลงไปยีจมูกลงกับหัวเจ้าชาบูอย่างมีความสุข
“อยากได้อะไรอีกหรือเปล่าล่ะ ป๋าจะเปย์ให้” คุณป๋าสายเปย์ยกนิ้วชี้ขึ้นมาเชยคางของผมให้เงยขึ้นไปหา
“เปย์เก่งนักระวังนะน้องจะหลอกเอาเงินให้หมดตัวเลย” ผมกระโดดเขย่งปลายเท้าแล้วยื่นปากไปจุ๊บคุณป๋าที่ยอมเปย์เงินหลักแสนให้ผมอย่างง่ายๆ เหมือนควักตังมาจ่ายค่าขนมครกแบบนั้น
คุณป๋าใจป้ำจ่ายเงินทั้งหมดแล้วเดินเตร่ไปเตร่มาในร้านรอจนผมเลิกงานแล้วรับผมกลับมาด้วยเพื่อพาเจ้าชาบูมาดูบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่อย่างกับวัง
“คุณโรแลนครับ คุณอัลเดรมารอพบครับ” ผู้ชายใส่สูทคนหนึ่งเดินมาโค้งให้คุณป๋าสายเปย์
“บอกให้รอเดี๋ยว” คุณป๋าตอบแบบนิ่งๆ เหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนที่ชื่ออัลเดรสักนิดเดียว
ผมเดินตามหลังคุณป๋าโดยมีเจ้าชาบูอยู่ในอ้อมกอด เมื่อเดินเข้ามาจนถึงด้านในเจ้าของบ้านตัวโตจึงหมุนตัวกลับมาแล้วบอกให้ผมเลือกหาเอาตรงไหนก็ได้เพื่อวางกรงให้เจ้าชาบูตามใจชอบ แล้วหันไปสั่งแม่บ้านใส่ชุดเมทเหมือนในหนังคือผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงสีน้ำเงินเข้มกับผ้ากันเปื้อนสีขาว ส่วนผู้ชายก็เห็นใส่เป็นเหมือนชุดซาฟารี ยังไม่นับพวกคนที่ใส่ชุดสูทสีดำยืนเรียงแถวหน้ากระดานกับพวกที่เดินเตร่ไปเตร่มารอบบ้านนั่นอีก ไม่รู้จะมาทำอะไรกันเกะกะเต็มบ้านไปหมด
คุณป๋าสั่งแม่บ้านท่าทางใจดีให้อำนวยความสะดวกให้ผม ส่วนตัวเองเดินตามหายไปกับเจสัน ผมเลือกมุมหนึ่งของบ้านให้คนเอากรงมาประกอบแล้วเตรียมอาหารเตรียมน้ำให้เจ้าเหมียวชาบู แต่เจ้าตัวเล็กคงยังไม่ชินกับบ้านหลังใหม่เพราะมันไม่ยอมเดินไปไหนเลยนอกจากอยู่บนตักผม
ผมนอนเล่นกับเจ้าชาบูเพลินจนมาสะดุ้งรู้สึกตัวว่าผมลืมกินยา ก็เมื่อเริ่มมีอาการหนาวสั่น ผมนอนหันหน้าเข้าหาพนักพิงของโซฟาตัวยาวนอนขดตัวเป็นกุ้งรู้สึกเหมือนกระดูกกำลังถูกบดจนละเอียด แมวเหมียวตัวน้อยร้องเมี๊ยวๆ อยู่บนหัวอุ้งเท้าเล็กๆ แปะลงมาตรงแก้มซึ่งชื้นด้วยหยดน้ำตาของความเจ็บปวดทรมานจากอาการฮีทของผม
“อินดี้”
"ป๋า"
