บทที่ 10 Ep.10

รติภพใช้เวลาในสวนสาธารณะไม่นานนักเขาก็วิ่งต่อไปยังบ้านพักของกรมศิลป์ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลจากสวนสาธารณะนี้เท่าไร  ในเวลาประมาณหกโมงเช้าเกือบเจ็ดโมงแบบนี้รอบบริเวณที่พักของใบบุญนี้เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เด็ก ๆ เตรียมที่จะไปเรียน ในขณะที่คนเป็นพ่อแม่ก็เตรียมตัวไปส่งลูกและแยกย้ายกันไปทำงาน

เขาเหลือบเห็นแม่สาวน้อยร่างเล็กของเขาวิ่งลงบันไดบ้านซึ่งอยู่ด้านหน้าของตัวบ้านเชื่อมต่อจากระเบียงชั้นบนแตกต่างจากบ้านที่เขาเคยเห็นโดยปกติที่มักมีบันไดอยู่ในตัวบ้าน เธอวิ่งเร็วจนเขากลัวว่าเธอจะก้าวพลาดแล้วล้มกลิ่งลงมา แต่เพียงไม่นานเขาก็ทราบสาเหตุที่ทำให้เธอต้องวิ่งเร็วอย่างนั้น เมื่ออีกสาวหนึ่งที่เป็นเพื่อนสนิทของเธอวิ่งออกมายืนที่หัวบันไดพร้อมชี้หน้าแม่สาวตัวเล็กของเขาที่ยังคงยืนหัวเราะร่วนอยู่ที่ลานกว้างหน้าบ้าน

            เขาไม่รู้ว่าสองสาวเล่นอะไรกัน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของคนตัวเล็กเขาก็แอบอมยิ้มไปพร้อมเธอด้วย เพียงครู่เดียวเขาก็เห็นว่าเธอทำท่ายอมแพ้พร้อมเดินขึ้นไปกอดรัดเพื่อนสาว ซึ่งตอนนี้เขาอยากเปลี่ยนตัวกับเพื่อนของเธอเหลือเกิน ถ้าคนที่ยืนให้เธอกอดเป็นเขา ๆ รับรองว่าวันนี้ทั้งวันเขาจะไม่ยอมไปไหนเลยนอกจากนอนกอดเธอแนบอกกว้างของเขา

รติภพแอบมองใบบุญจนเห็นเธอขึ้นรถของเพื่อนสาวและแล่นรถออกไปแล้วเขาจึงวิ่งกลับทางเดิมเพื่อกลับที่พักและจะตามไปสังเกตการทำงานของสองสาวที่วัดที่เธอทำงานศิลป์ของพวกเธออยู่

            ชีวิตการทำงานของสองสาวเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่เดินทางจากบ้านพักเพื่อไปซ่อมแซมภาพจิตกรรมฝาผนัง ซึ่งยังทำค้างไว้ของวัดที่อยู่ไม่ห่างจากบ้านพักเท่าไรนัก

ใบบุญจ้ำพรวดๆ เดินกลับไปที่รถเพื่อหยิบสีที่ลืมไว้โดยไม่ทันดูว่ามีใครเดินสวนเข้ามา เพราะความรีบร้อนเธอจึงเข้ากับร่างแกร่งของคนที่ใช้มือคว้าเอวเธอรั้งไว้ตามสัญชาตญาณ และปลายจมูกของเธอปะทะแผ่นอกกว้างจนได้กลิ่นน้ำหอมแบบผู้ชาย และได้ยินเสียงหัวใจรัวดังก้องหูเธอ

            ฝ่ามือกว้างโอบรัดบริเวณรอบเอวเธอแน่น และกดสะโพกเธอให้แนบกับลำตัวของเขา จนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนที่โอบรัดเธอกับเขาไว้อย่างทุรนทุราย ยิ่งเขากดร่างเธอแนบเบียดเสียดสีร่างเขา กับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของคนตัวโตที่ทำให้เธอต้องรีบเงยหน้ามองพร้อมกับอ้าปากหวอ ดวงตาตื่นโพลงจ้องมองเขาเขม็งราวเห็นภูติผีปีศาจ

            “หอมจัง คุณนี่กี่ครั้งกี่ครั้งก็หอมทุกครั้งเลยนะ” รติภพแกล้งสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ใกล้ ๆ แก้มสาว

            “ปล่อยนะไอ้คนบ้า  เห็นไหมว่านี่มันในวัดนะ” ใบบุญตวาดแว้ดอย่างโมโหพร้อมผลักอกแกร่งแรง ๆ

            แก้มเนียนซับสีเลือดแดงก่ำขึ้นอย่างฉุนเฉียวปนเขินอาย ผู้ชายคนนี้ทั้งกวนโมโห ทะลึ่ง ลามก แถมยังบ้ากามสุด ๆ ดูซิว่าขนาดในเขตวัดวาอารามยังไม่เว้นกล้าจาบจ้วงกับเธอ ถ้าเธอไม่สั่งสอนให้เขารู้ซะบ้างว่าอย่ามาทำเป็นเล่นกับเธอแบบนี้เขาคงไม่สำนึกเป็นแน่

            ใบบุญตัดสินใจกระทืบเท้าที่อยู่ในรองเท้าผ้าใบพื้นหนาพอสมควรเข้ากับเท้าของคนตรงหน้าพร้อมยกเข่าขึ้นกระแทกเข้าไปที่กล่องดวงใจของเขาอย่างไม่ออมแรง ก่อนที่จะสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของคนหน้าหนาตรงหน้า

            “โอ๊ย ยัยตัวแสบ เล่นอะไรแรงจังนะ ถ้าโดนเข้าจะทำยังไงหา”

            รติภพกระโดดหลบเข่าลอยของใบบุญได้ทันแต่ที่เขาร้องเพราะเจ็บเท้าที่หญิงสาวกระทืบไม่ออมแรง โชคดีที่เขาหลบเข่าของเธอได้ทันท่วงที เขายอมปล่อยมือบางเมื่อเธอสะบัดมือของเขา

            “ดีสม ใครใช้ให้นายเล่นบ้า ๆ กับฉันก่อนเล่า ความจริงน่าจะโดนจะได้ทะลึ่งไม่ได้อีก”

            “เล่นอะไร คุณเดินชนผมเองนะ แล้วผมก็อุตสาห์ช่วยประคองคุณไว้แท้ ๆแล้วไอ้ที่ว่าน่าจะโดนนะ ถ้าอยากให้โดนก็เข้ามาจับดี ๆ สิ” รติภพโวยวาย

            “หน้าด้าน  นายกอดฉันแน่นขนาดนั้นยังไม่ยอมรับอีกแถมยังกล้าพูดจาอุบาทว์แบบนั้นอีก” ใบบุญตวาดอีกครั้ง

            “น้อยหน่อยยัยตัวเล็ก ตัวเองเดินมาชนเขาแล้วยังมาด่าปาว ๆ อีก” รติภพยิ้มยั่วท้าทาย

            “ฉันขอเตือนนายนะว่าอย่าทำทุเรศ ๆ แบบนี้กับฉันอีก ไม่อย่างนั้นคราวหน้าฉันไม่เก็บของนายเอาไว้แน่”

            ใบบุญชี้หน้าพร้อมสะบัดตัววิ่งหนีรติภพกลับเข้าไปภายในวัดที่เธอเพิ่งเดินออกมาจนชนเข้ากับเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ และไม่คิดที่จะกลับออกมาอีก ไม่เข้าใจเลยว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ถ้าเป็นเรื่องบังเอิญอีก ก็ถือว่าเป็นความบังเอิญที่ทุเรศที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมาเลยทีเดียว ใบบุญเดินหน้างอเข้ามาทำให้มนัสยามองด้วยความแปลกใจ ไม่รู้ว่าเพื่อนของเธอไปกินรังแตนที่ไหนมา ส่วนใบบุญกำลังหงุดหงิดอย่างแรง ไม่คิดว่าโลกจะกลมถึงขนาดต้องมาเจอคนหน้าด้านอย่างนายนั่นบ่อย ๆ ทำให้ใบบุญหงุดหงิดจนต้องทุบมือกับกำแพงผนังที่เธอทำงานนั่นแหละ มนัสยาถอนหายใจไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เพื่อนที่ปกติใจเย็นราวสายน้ำถึงได้ดูร้อนราวกับไฟได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป