บทที่ 3 คุณหมอซุ่มซ่าม
ภาพของรถเข็นส่งของหนึ่งคัน กล่องลังกระดาษสีน้ำตาลหลายใบ และชายในชุดพนักงานขนส่งสองคน ที่ยืนซุบซิบชี้มือชี้ไม้ดูแปลกประหลาดอยู่ตรงมุมอับหลังเวที ท่าทางของพวกเขาลุกลี้ลุกลนราวกับกำลังสำรวจเส้นทางมากกว่ามาส่งของ
มันคือสิ่งที่เด็กสาววัยสิบแปดปีในวันนั้นไม่ได้เอะใจ และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปใส่ใจจดจำใบหน้าของพวกเขา
ชีวิตของเธอเดินหน้าต่อไป จากเด็กนักเรียนมัธยมปลายที่เคยนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ใต้โต๊ะ กลายมาเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีสุดท้าย ที่ใช้เวลาหลายปีทุ่มเทเรียนรู้วิธีการยื้อลมหายใจ ในยามที่ชีวิตของใครคนหนึ่งกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ตลอดหกปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยได้พบกับผู้ชายที่ชื่อหมวดรามอีกเลย แต่เธอยังคงจดจำน้ำเสียงและคำพูดของเขาได้เสมอ
'พวกเขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้'
และประโยคนั้น ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้เธอเลือกเดินก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายวิชาชีพนี้
โดยที่ขวัญใจไม่เคยล่วงรู้เลยว่า ตุ๊กตาหมีถักไหมพรมตัวเล็กที่มีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ตรงใบหู ไม่เคยถูกโยนทิ้งลงถังขยะ แต่มันกลับถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในลิ้นชักลับ ที่มีเพียงเจ้าของเท่านั้นที่จะเปิดมันออกดูเป็นครั้งคราว
กาลเวลาหมุนเปลี่ยน เด็กสาวในวันนั้นก้าวเดินต่อไปจนเกือบจะถึงฝั่งฝันของตัวเอง ส่วนผู้ชายที่เคยยื่นมือรับตุ๊กตาไปจากเธอ ก็ไม่เคยลืมเลือนแววตาและน้ำเสียงสั่นเทาของเด็กผู้หญิงที่บอกกับเขาว่า
'ชีวิตหนู มีชีวิตเดียว'
โดยที่คนทั้งคู่ต่างก็ไม่รู้ตัวเลยว่า ในอีกไม่ช้า คนสองคนที่เคยคิดว่าเส้นทางขนานในวันนั้นได้จบสิ้นลงไปแล้ว กำลังจะถูกโชคชะตาเหวี่ยงให้กลับมาพบกันอีกครั้ง
และความลับของกลุ่มคนในชุดพนักงานขนส่งที่ถูกซุกซ่อนอยู่หลังเวทีหอประชุมเมื่อหกปีก่อน กำลังจะถูกรื้อฟื้น และย้อนกลับมาพลิกผันชีวิตของพวกเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
"ขวัญ ระวัง!"
เสียงมะปรางร้องเตือนดังลั่นห้องฉุกเฉิน ทว่ามันช้ากว่าปลายรองเท้าผ้าใบของขวัญใจไปเพียงเสี้ยววินาที
ปลายเท้าของแพทย์สาวสะดุดกึกเข้ากับฐานเหล็กของเสาน้ำเกลือเข้าเต็มเปา ร่างบอบบางในชุดกาวน์สั้นถลันเซถลาไปด้านหน้าอย่างเสียสมดุล หญิงสาวต้องรีบกางแขนตะปบคว้าขอบเคาน์เตอร์พยาบาลเอาไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่แฟ้มประวัติคนไข้ในมือจะหลุดลอยร่วงลงไปกองกับพื้น
เธอยืนหลับตาปี๋ นิ่งค้างอยู่ในท่าเกาะเคาน์เตอร์อยู่เกือบสองวินาที ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก้มมองต้นเหตุของหายนะ
"ใครเอาเสาน้ำเกลือมาตั้งดักหน้าดักหลังไว้ตรงนี้เนี่ย วางกับดักกันชัดๆ"
มะปรางรีบเดินส่ายหน้าเข้ามาหา ฝ่ามืออุ่นๆ ของเพื่อนสนิทแตะลงบนไหล่เบาๆ สำรวจดูว่าเธอไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน ก่อนจะช่วยจัดแฟ้มในมือให้เข้าที่เข้าทาง "มันก็จอดอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วไหมขวัญ เจ็บตรงไหนหรือเปล่ายัยก๊อง"
"จริงเหรอ ไม่เจ็บหรอก แต่งงว่าทำไมเมื่อวานฉันไม่เห็นจะเดินชนมันเลยล่ะ"
"ก็เพราะเมื่อวานแกเดินอ้อมไปเข้าอีกทางไงล่ะแม่คุณ"
ขวัญใจรับแฟ้มคืนมาแนบอก ก่อนจะตวัดสายตามองหน้าเพื่อนสนิทที่กำลังทำปากขมุบขมิบ กลั้นหัวเราะจนตัวสั่น
"ไม่ต้องมาขำเลยนะปราง"
"ฉันยังไม่ได้ขำสักหน่อย"
"แต่หน้าแกมันขำเยาะเย้ยฉันไปถึงดาวอังคารแล้วย่ะ"
มะปรางหลุดเสียงหัวเราะพรืดออกมาจนได้ พลางเอื้อมมือมาบีบแก้มขวัญใจด้วยความเอ็นดู ขวัญใจได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะก้าวเท้าข้ามฐานเสาน้ำเกลือเจ้าปัญหาไปอย่างระมัดระวัง
เธอไม่ได้ซุ่มซ่ามถึงขั้นทำข้าวของพังพินาศทุกวัน เพียงแต่เวลาที่สมองกำลังจดจ่อคิดวิเคราะห์เรื่องอะไรหนักๆ สิ่งแวดล้อมรอบตัวมักจะหลุดลอยออกไปจากกรอบความสนใจเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากค่ำคืนเวรเยินมหาโหดระดับลอร์ดโวลเดอมอร์บุกโรงพยาบาล ที่เธอได้นอนหลับพักผ่อนไปไม่ถึงสามชั่วโมง
"เมื่อคืนแกนอนไปตอนกี่โมง" มะปรางเอ่ยถามเหมือนอ่านใจได้ ขณะเดินเคียงข้างกันไปตามโถงทางเดิน
"ตีสองกว่าๆ มั้ง"
"แล้วตื่นกี่โมง"
"ตีห้า"
เพื่อนสนิทเบรกฝีเท้ากึก หันมามองหน้า "ขวัญ คนปกติเขาร้องขอชีวิตแล้วนะเว้ย สภาพแกตอนนี้เหมือนโดนผู้คุมวิญญาณสูบพลังไปหมดแล้ว หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย"
"ก็ฉันต้องตื่นมาอ่านทบทวนเคสคุณลุงเตียงเจ็ดนี่นา"
"หนังสือตำรามันไม่หนีแกไปไหนหรอกน่า พักบ้างเถอะ"
"แต่อาจารย์ศศิก็ไม่หนีฉันไปไหนเหมือนกัน ถ้าตอบคำถามตอนราวนด์วอร์ดไม่ได้ ฉันตายแน่"
ขวัญใจหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ รู้ดีว่าที่เพื่อนบ่นก็เพราะความเป็นห่วง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้งัดฝีปากเถียงต่อ เสียงของพี่มุก พยาบาลหน้าเคาน์เตอร์ก็ตะโกนเรียกขัดขึ้นมาเสียก่อน
"หมอขวัญคะ ช่วยมาดูคนไข้ทางนี้ด่วนเลยค่ะ"
สีหน้ายิ้มแย้มของนักศึกษาแพทย์สาว สับสวิตช์เข้าสู่โหมดจริงจังในพริบตา
"ค่ะพี่มุก"
เธอยัดแฟ้มประวัติทั้งหมดใส่มือมะปราง ก่อนจะรีบสับเท้าเดินเร็วเข้าไปด้านในโซนฉุกเฉิน และแน่นอนว่าคราวนี้ไม่มีการเดินสะดุดสายไฟ หรือเตะเสาน้ำเกลือต้นไหนอีกเลย
ที่เตียงหมายเลขห้า มีชายวัยกลางคนกำลังนอนหายใจหอบฮัก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬแตกพลั่กชื้นเต็มหน้าผาก มือขวากุมขยุ้มเสื้อบริเวณกลางหน้าอกของตัวเองไว้แน่น ภรรยาของเขายืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
"หมอคะ สามีฉันบ่นว่าเจ็บแน่นหน้าอกมาตั้งแต่อยู่บ้านแล้วค่ะ แต่เมื่อกี้แกบอกว่ามันปวดรุนแรงขึ้นจนทนไม่ไหว"
ขวัญใจพุ่งเข้าไปชิดขอบเตียงทันที
"คุณลุงคะ ได้ยินเสียงหมอไหมคะ"
คนไข้พยักหน้าอย่างยากลำบาก "แน่น หน้าอกครับหมอ"
"อาการเริ่มเป็นมาตั้งแต่ประมาณกี่โมงคะ"
"ครึ่งชั่วโมง ได้ครับ"
"คุณลุงเจ็บตรงไหนมากที่สุด ช่วยใช้นิ้วชี้ให้หมอดูชัดๆ ได้ไหมคะ"
มือที่สั่นเทาของเขากดลงไปที่กึ่งกลางหน้าอก "มันรู้สึกเหมือน มีอะไรหนักๆ มาทับไว้เลยหมอ"
"มีอาการปวดร้าวลามไปที่บริเวณไหนอีกไหมคะ" เธอยิงคำถามกระชับและตรงประเด็น
"ร้าวไปที่แขนซ้ายครับ แล้วก็ขึ้นมากรามนิดหน่อย"
