บทที่ 9 2/2
“แล้วจะทำยังไงต่อไป ฮึ เรื่องตบเรื่องแต่ง”
มนพัทธ์ถึงกับสำลักแกงส้มที่เพิ่งตักเข้าปาก สรัชยิ้มโหดมุมปากขณะใช้ผ้าเช็ดปาก ซับน้ำแกงส้มที่คนนั่งตรงข้ามพ่นออกมาและกระเด็นมาโดนเสื้อเขา แม้จะเห็นว่าอีกฝ่ายสำลักจริงไม่ได้แต่แกล้ง แต่สายตายิ้มๆ นั่นคุณหมอหนุ่มรู้ ไอ้น้ำแกงที่พ่นออกมานั่นจงใจเป็นที่สุดเพื่อจะให้มาถึงเขา เรียกว่าไงดี อุตส่าห์สำลักทั้งทีก็ไม่อยากให้เสียของ แสบจริงๆ!
“ถึงกับสำลักเลยเหรอเนี่ยยายมู่ลี่”
คนท้องไอค่อกแค่ก “คะ...คุณท่านขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะคุณรัช”
ผู้สูงวัยมองหญิงสาวอย่างอ่อนใจ ก่อนเหลียวไปมองลูกชาย
“ปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้นะตารัช ถึงจะไม่มีใครรู้ด้วยเราก็รู้แก่ใจ ยายมู่เป็นผู้หญิง แม่หม่อนก็อยู่กับเรามานาน จะทำเฉยๆ แม่ยอมไม่ได้นะ”
“ก็แล้วแต่คุณแม่แล้วกันครับ”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็แต่ง จะงานเล็กงานใหญ่ก็คุยกันละกัน แล้วจะจัดงานเลยไหมล่ะ ตอนนี้ท้องก็ยังไม่โต หรือจะรอให้คลอดก่อน”
“แต่ง...” มนพัทธ์มองสบตากับสรัชอย่างชั่งใจ เมื่อครู่พูดไม่ทันและเขาเหมาไปแล้วว่าเธอจะแต่งงานด้วย หญิงสาวหรี่ตามองเขา และเมื่อเขาอ้าปากจะพูดคราวนี้เธออาจต้องเตรียมท้องลูกคนถัดไปแหงๆ คิดได้มนพัทธ์ก็รีบยกมือขึ้นขออนุญาตเป็นเชิงบอกสรัชกลายๆ ว่าเธอได้พูดก่อน “ให้คุณรัชแต่งกับคุณสลิลฉัตรไปได้เลยค่ะ แล้วไปเรียนต่ออย่าอยู่เมืองไทยเล้ย ส่วนมู่น่ะจะไปอยู่กับพี่ภณค่ะ คุณท่านว่าดีไหมคะ งานแต่งคุณรัชมู่ยินดีช่วยเต็มที่ค่ะ ถ้าหาพิธีกรไม่ได้เดี๋ยวมู่กับพี่ภณรับหน้าที่นี้ได้นะคะ ส่วนงานแต่งของมู่กับพี่ภณคงรอหลังคลอด ตอนนั้นคุณรัชก็ไปเรียนต่อแล้วมู่ไม่รบกวนให้มางานแต่งมู่หรอกค่ะ แค่คุณท่านไปมู่ก็ปลื้มมากแล้ว”
“ไม่ต้องเต็มใจขนาดนั้นก็ได้มั้งมู่”
หม่อมหลวงสรัช ตามศักดิ์เดิมอดติงแม่ของลูกที่ควรจะเศร้าไม่ได้ เธอดูดีใจเกินไปแล้ว
“เต็มใจสิคะ งานของเจ้านายทั้งที อีกอย่าง” เธอโบกมือหย็อยๆ “มู่ว่ามู่ย้ายไปอยู่กับพี่ภณวันนี้เลยดีกว่าค่ะ เรื่องเด็กในท้องนี่ก็ชัดอยู่แล้วว่าลูกใคร แหม คุณรัชก็ใจดีเกินไปนะคะ สงสารกลัวมู่ท้องไม่มีพ่อ เลยยอมโกหกทำความดีด้วยการรับเป็นพ่อของเด็กแทนพ่อตัวจริง”
คราวนี้ทั้งพักตร์พิไลและสรัชถอนหายใจพร้อมกัน
“แม่ว่าหลังคลอดดีกว่าไหม จะได้มีเวลาเตรียมงาน”
“ดีครับ ผมอาจจะอยู่เมืองไทยต่อสักปีหนึ่งพอให้ลูกโต แล้วค่อยพามู่กับลูกไปเรียนต่อด้วยกัน”
“ไม่ดีหรอก พาแค่ยายมู่ไปเถอะ หลานให้อยู่กับแม่ ไปเมืองนอกเมืองนาแต่เล็กลำบากอยู่บ้านเราดีกว่า”
สองแม่ลูกตัดมนพัทธ์ออกจากการสนทนา หญิงสาวยิ่งทำหน้าแหย เธอพยายามจะค้าน พยายามจะให้ทั้งคู่เห็นว่าเธอมีตัวตนแต่สุดท้ายก็วืด
พักตร์พิไลกับสรัชยังคุยเรื่องเตรียมงานแต่งต่อไป ปล่อยให้มนพัทธ์กลายเป็นอากาศธาตุนับแต่นั้น
หลังอาหารค่ำจบลง มนพัทธ์ที่นั่งยุกยิกนับแต่ได้ฟังเรื่องแต่งงานก็เผ่นแน่บกลับขึ้นห้องส่วนตัวไป สรัชได้แต่มองตามอย่างอ่อนใจ ส่วนพักตร์พิไลถอนหายใจเฮือก
“แน่ใจหรือตารัช แม่ขอถามอีกครั้งจริงๆ เถอะ ถ้าแค่เรื่องลูก ยายมู่เป็นคนมีเหตุผลถ้าแค่พลาดก็รับผิดชอบเลี้ยงดูกันไป ตกลงกันว่าจะทำยังไง ไม่ใช่มาจับมัดมือชกแบบนี้ เห็นไหมนั่นหน้าซีดเป็นไก่ต้ม วิ่งจู๊ดไปเลย”
สรัชพับผ้าเช็ดปากวางบนโต๊ะ และรอให้คนในบ้านมาเก็บจานและอาหารออกไปแล้ว จนเหลือกันแค่สองคนแม่ลูกเขาถึงเอ่ย
“ผมแน่ใจครับแม่”
ท่าทางจริงจังของลูกชายทำพักตร์พิไลผิดหวังนิดๆ
“แล้วหนูฉัตรล่ะลูก”
“กับฉัตรเป็นได้แค่เพื่อนกันครับ”
“แล้วที่ผ่านมาล่ะ หมายความว่ายังไงน่ะฮึ ชาวบ้านเขาเข้าใจไปหมดแล้วว่าเรากับยายฉัตรคบหาดูใจกันอยู่”
สรัชไม่ตอบและทำแค่ยิ้ม ขณะยกน้ำขึ้นดื่ม ท่าทีนั่นร้ายกาจและพักตร์พิไลก็นึกรู้ ลูกชายเธอก็พอจะรู้อยู่ว่าไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้!
“นี่ตารัชอย่าบอกนะ”
“ครับแม่” สรัชยิ้มน้อยๆ เหมือนอายที่ถูกจับได้ “ผมรู้ว่าแม่อยากได้สะใภ้ ฉัตรก็รู้เหมือนกันว่าพ่อเขาก็คิดจะจับคู่ให้ เราเลยตกลงกันว่าสนิทสนมกันเข้าไว้ถ้ายังไม่อยากถูกพาไปเร่ขายตามงาน”
“ตารัช!”
พักตร์พิไลกระพือพัดในมือแรงขึ้นกว่าเดิม
“แม่ล่ะเชื่อเลย เราน่ะมันลูกพ่อจริงๆ ได้มาทั้งนิสัย ได้มาทั้งฝีปาก!” มองค้อนสองสามทีก็ถอนหายใจพรืดอย่างนึกปลง “เฮ้อ! แล้วรักมันลงไปได้ยังไง้ยายมู่น่ะ ล้นก็เท่านั้น มือหนักก็เท่านั้น ที่สำคัญแม่ไม่เคยเห็นเราไปวอแวกับมู่มันมาก่อนเลย”
“ก็ไม่รู้สิครับ ความรู้สึกมันไม่ได้เกิดขึ้นมาในวันสองวัน แต่จะเกิดขึ้นวันไหนผมก็ไม่รู้ มารู้ตัวก็ตอนโดนอ่อยนั่นแหละครับ” พักตร์พิไลมองแรง และยิ่งกระพือพัดแรงขึ้นก่อนเบือนหน้าหนี สรัชยิ้มขำ
“ผมไม่รู้ตอนนั้นมู่คิดอะไรอยู่ ถึงได้ใส่ชุดนอนบางๆ ใต้เสื้อคลุมแบบนั้นขึ้นมาหาบนห้อง”
“โอ๊ยตาย” พักตร์พิไลยกมือขึ้นทาบอก “ยายมู่นี่มันน่าตีให้ตาย ดูมันทำเคยสอนรึก็ไม่”
“แน่ใจนะครับ พ่อเคยพูดบ่อยๆ แม่แซ่บตั้งแต่ยังสาว”
คนเป็นแม่ถลึงตาใส่ นึกอยากดึงหูตาแก่ที่เสียไปแล้วหลายปี โทษฐานเอาเรื่องใต้สะดือมาเล่าให้ลูกฟัง
