บทที่ 11 เดือดร้อนเพราะคนท้อง

คนโดยเมียแสดงอาการบึ้งตึงใส่มาทำงานด้วยความว้าวุ่นในหัวใจอย่างหนัก แอเรียลหน้าไม่รับแขก เขามาทำงานได้เพียงแค่สามชั่วโมงเท่านั้น นอกจากความว้าวุ่นแอเรียลรู้สึกอยากอาเจียนตลอดเวลา ดังนั้นเขาต้องพักผ่อน แต่พอไปพักผ่อนมันก็ไม่ดีขึ้น แค่นั่งบนเตียงได้ครู่เดียวก็ต้องดีดตัวลุกขึ้นพาตัวเองไปห้องน้ำโก่งคออาเจียน

อ๊วกกกกกกกกก!!!!

“แฮ่กๆ แฮ่กๆ จะบ้าตายนี้เราต้องเลิกงานก่อนเวลาอีกแล้วเหรอวะ?”

อาเจียนไปก็ถามตัวเองไป และคำตอบมันก็คือเขาต้องเลิกงานและกลับคฤหาสน์เดี๋ยวนี้ มันดูเว่อร์เกินไป แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว แอเรียลแทบเป็นบ้า เขาหงุดหงิดกับตัวเอง

อ๊วกกกกกกกกก!!!!

“เออๆ ไม่ต้องอ้วกแล้วโว้ยจะกลับแล้วโว้ย แค่นี้ก็จะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ไม่ต้องอ้วกหยุดเลยนะตัวกู”

เขาโวยวายกับตัวเองแล้วออกคำสั่ง จากนั้นก็ล้างหน้าล้างปากแล้วเดินจ้ำอ้าวออกไปข้างนอกห้องทำงานตรงไปยังลิฟต์โดยไม่รอลูกน้องที่เพิ่งหันมาเห็นเจ้านายและพากันกุรีกุจอยกโขยงตามกันเป็นพรวน

“นายท่านเป็นอะไรไปวะลูกพี่ กลับบ้านบ่อยอารมณ์ก็แปรปรวน”

“มึงไม่รู้แล้วกูจะรู้เหรอ”

อิกอร์ตอบคำถามลูกน้องแล้วก็เดินไปขึ้นลิฟต์อีกตัวเพื่อตามเจ้านายให้ทันก่อนที่แอเรียลจะโวยวายหัวฟัดหัวเหวี่ยงข้างล่างแล้วพนักงานคนอื่นจะพากันเดือดร้อน

“นายท่านต้องการจะไปที่ไหนครับ”

“กลับคฤหาสน์”

“ครับ”

รถยนต์คันหรูเคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้า อิกอร์เปิดและปิดประตูให้เจ้านายจากนั้นก็เดินเร็วมานั่งประจำที่ของตัวเอง รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว อิกอร์สั่งกับคนรถให้ขับทำเวลาเพราะเจ้านายของเขาใกล้จะระเบิดแล้ว

“อิกอร์”

“ครับ”

“พรุ่งนี้แจ้งหมอเวก้าด้วยนะว่าฉันจะเข้าไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล”

“ได้ครับ นายท่านจะไปกี่โมงครับ”

“ไปตอนบ่ายก็แล้วกัน และนายช่วยขนงานมาที่คฤหาสน์ด้วยนะ ฉันจะไม่เข้าไปออฟฟิศสักระยะ”

แอเรียลบอกความต้องการของตนเสร็จก็ปิดเปลือกตาทำท่าเหมือนหลับ แต่เปล่าเลย เปลือกตาของเขาปิดแต่ประสาทสัมผัสรับรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่าง โดยเฉพาะไอ้ความว้าวุ่นในหัวนี่แหละ!

“อ้าวแอเรียลทำไมกลับมาเร็วจังเลยล่ะลูก”

“งานผมเสร็จแล้วครับ”

แอเรียลโกหกมารดาคำโตและโกหกด้วยใบหน้าซังกะตายไร้ชีวิตชีวา ครองขวัญรอบสังเกตลูกชาย เธอเห็นว่าแอเรียลมีท่าทางเพลียๆ แต่เธอไม่ถามเพราะรู้ว่าแอเรียลต้องแก้ตัวด้วยข้ออ้างอีกตามเคย

“อ้อเหรอจ๊ะ ก็ดีนะกลับมาบ้านจะได้อยู่กับหม่ามี้และหนูวาเนสซ่า แอเรียลรู้ไหมจ๊ะว่าวันนี้หนูวาเนสซ่าเข้าครัวทำอาหารมื้อเที่ยงด้วยนะ”

“จริงเหรอครับ” แอเรียลหูผึ่งม่านตาของเขาขยายขึ้นและมีประกายวิบวับ

“จริงสิจ๊ะ”

“อะ....เอ่อ....ผมจำได้ว่าวันนี้หม่ามี้บอกว่าจะมีดีไซน์เนอร์ส่งแบบชุดแต่งงานมาให้เลือก”

“ใช่จ๊ะ แบบถูกส่งมาแล้วแต่ยังไม่เลือกเลย ก็คิดว่าจะมานั่งเลือกกันตอนบ่ายๆ แต่แอเรียลมาพอดีแอเรียลก็เลือกกับน้องสิจ๊ะ เจ้าบ่าวเจ้าสาวเลือกชุดแต่งงานด้วยกัน หม่ามี้คิดว่ามันดีนะ มีอะไรไม่ชอบหรือชอบก็จะได้พูดคุยกันให้เข้าใจ”

“ครับ งั้นผมขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนนะครับ”

ครองขวัญพยักหน้าเบาๆ และร่างสูงของลูกชายก็เดินแยกไปอีกทาง แต่ไม่ใช่ทางขึ้นไปยังลิฟต์หรือบันไดแต่อย่างใด แอเรียลกลับเดินตรงไปที่ห้องครัว ครองขวัญมองตามหลังลูกชายแล้วก็ส่ายหน้าเอือมระอา

“อยากไปหาเมียก็ไม่บอกตรงๆ เฮ้อ...ลูกชายคนนี้นี่มันยังไงนะ?”

ร่างสูงเดินเก๊กหน้าขรึมเข้ามาในครัว เขาใช้สายตาดุตวัดมองสาวใช้ให้สาวใช้ออกไปจากห้องครัว จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบางที่กำลังยืนทำอาหารอยู่ เอ๊ะ.....นี่มันไข่เจียวฟูฟองที่เขาชอบนี่! แอเรียลเห็นแล้วน้ำลายส่อ สูดกลิ่นอาหารเข้าปอดซะลึก จากนั้นก็เลื่อนใบหน้าลงต่ำแล้ววางบนบ่าบอบบาง

“อุ๊ย!!!” หญิงสาวสะดุ้งตกใจเกือบทำตะหลิวตก ใจหายใจคว่ำเมื่อบ่าของเธอต้องรองรับปลายคางเขาแอเรียล

“ทอดแค่นี้จะไปพอยาไส้อะไรฉันไม่อิ่มหรอกนะ” เขาทำเมินเฉยต่อการสะดุ้งตัวตื่นของเธอ แล้วพูดเรื่องอาหารแทน หญิงสาวที่หายตกใจใบหน้าก็เริ่มบึ้งตึง

ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมาเธอก็มีอารมณ์หงุดหงิดที่เกิดขึ้นเมื่อเธอเห็นหน้าเขา นั่นจึงทำให้เธอกล้าที่จะสะบัดตัวออกห่างจากเขา พร้อมกับเคาะตะหลิวกับขอบกระทะจนเกิดเสียงดัง

เธอกำลังข่มขู่เขาใช่หรือไม่? ชายหนุ่มตั้งคำถามแล้วก็ตอบเอาว่า ใช่แน่นอน ดูตาเธอสิมองเขาซะขวางเชียว เธอกำลังขู่เขาว่าหากเขาก้าวเข้ายุ่งวุ่นวายกับเนื้อตัวเธอ เธอจะใช้ตะหลิวที่เคาะกระทะมาเคาะศีรษะของเขาแทน

เขาไม่ควรกลัวแต่ก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้

“อารมณ์ฉุนเฉียวจังเลยนะ”

“เรื่องของฉันค่ะ”

“เรื่องของเธอก็เรื่องของฉัน”

“ไม่เกี่ยวกันเลยสักนิดเดียวคนเห็นแก่ตัวหน้าด้านตัวหื่นกามบ้าตัณหา ออกไปให้พ้นเลยนะ”

“เธอกล้าไล่ฉันเหรอ”

“กลัวแต่ก็จะไล่ทำไมล่ะ” บอกไปตรงๆ ว่ากลัวแต่เธอก็จะไล่เขาเพราะเธอไม่อยากอยู่ใกล้เขาให้ต้องอารมณ์เสีย

“ระวังจะโดนไม่ใช่น้อย”

“ขู่ได้แม้แต่คนท้องคนใจดำอำมหิต”

“วาเนสซ่า”

“ไม่ต้องมาเรียกไม่อยากได้ยินเสียงหนวกหู”

หญิงสาวหันหลังให้เขาแล้วตัดเอาไข่เจียวฟูฟองของตัวเองใส่ลงไปในจาน แอเรียลชะเง้อคอมองตาม จังหวะนั้นหญิงสาวหมุนตัวหันกลับมาพอดี แอเรียลจึงทำเมินมองนั่นมองนี่ไปเรื่อย

“อยากกินสินะ”

“ใครอยาก”

“หึ....ไม่อยากก็เรื่องของคุณเพราะจานนี้ฉันทำให้หม่ามี้และทำให้ตัวเองกับลูกคุณไม่มีสิทธิ์กับไข่เจียวจานนี้”

“แต่ไข่ไก่นี่เงินของฉันซื้อมานะเธอจะมาห้ามฉันไม่ได้”

แอเรียลเริ่มโวยวายบ้าง เขามันคนไม่อยากแต่เขาพูดไม่หมด ว่าเขาไม่อยากกิน....ซะเมื่อไหร่กันล่ะ ตอนนี้น้ำลายส่อจนจะไหลออกจากปากเพราะความหิวแล้วนี่ย

แต่แอเรียลจำต้องเก๊กวางมาดเอาไว้เดี๋ยวเธอจะได้ใจ.....ฮึ่ย!!!

“อ้อคุณจะบอกว่าฉันไม่มีสิทธิ์ห้ามคุณเพราะมันเป็นเงินของคุณสินะ คุณก็เลยมีสิทธิ์คนเดียวอย่างนั้นใช่ไหม”

“ใช่....และหากฉันห้ามไม่ให้เธอกินเธอก็จะไม่ได้กิน”

วาเนสซ่านิ่งไปแล้วจู่ๆ น้ำตาของเธอก็คลอเบ้า เธอมีอารมณ์ที่แปรปรวนและมันควบคุมไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองน้อยใจง่ายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง และตอนนี้น้ำตาก็ไหลคลอเบ้า ก่อนที่เธอจะทรุดตัวลงกับพื้นแล้วนั่งร้องไห้ ปล่อยเสียงโฮร้องออกมาเสียงดังไม่อาย

แอเรียลเห็นแบบนั้นก็อึ้งไปเลยสิ!!!

“ตายจริง....แอเรียลทำอะไรน้อง!”

ครองขวัญถามเสียงดุและส่งสายตาตำหนิไปยังแอเรียล เจ้าตัวส่ายหัวรัวพยายามปฏิเสธแต่ครองขวัญไม่เชื่อ

“ผมไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะครับก็แค่พูดคุยกันเฉยๆ”

“พูดคุณกันเฉยๆ แล้วน้องจะนั่งร้องทำไม”

“อะ....เอ่อ.....”

จะเถียงก็เถียงไม่ออกไม่รู้จะพูดแก้ตัวว่ายังไงดี วาเนสซ่าร้องไห้ไม่หยุด เธอยังคงนั่งตัวแข็งกับพื้นแล้วปล่อยเสียงร้องไห้พร้อมน้ำตาออกมาอย่างไม่ขาดสาย

แอเรียลไม่เคยเจอวาเนสซ่าในโหมดนี้เขารู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ จะขู่ก็ไม่ได้เพราะมันจะยิ่งทำให้เธอแผดเสียงร้องออกมามาก........

อ้าวชิบหายแล้วกู งานจะจะได้กินไหมล่ะไข่เจียวเนี่ย?

“ไม่ต้องร้องนะวาเนสซ่าไปๆ เราไปข้างนอกกันเถอะส่วนแอเรียลจะไปไหนก็ไป หม่ามี้เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ปฏิบัติกับน้องดีๆ ให้ตายเถอะ อยากโดนลงหวายสินะ” ครองขวัญพูดน้ำเสียงจริงจังมาก แอเรียลรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“ผมพาเธอขึ้นไปพักเองครับ”

“ไม่ต้องอาสาไม่ต้องมาทำตัวเป็นคนดี หม่ามี้ไม่ไว้ใจเราแล้ว คอยดูนะ คืนนี้นอนคนเดียวเลยหม่ามี้จะยึดครองน้องไม่ยอมให้แอเรียลรังแกอีก”

“หม่ามี้” แอเรียลเรียกมารดาเสียงอ่อย ตาละห้อยมองตามหลังมารดาและหญิงสาวไปจนสุดสายตา

“อ๊า.....นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย คนท้องทำไมน่ากลัวจังวะ โอ๊ย....เวียนหัวชะมัดเลย ไข่เจียวก็ไม่ได้กิน คืนนี้ต้องนอนคนเดียว แล้วกูจะกลับคฤหาสน์มาเพื่ออะไรวะเนี่ย ไม่ต้องนอนจมกองอ้วกตัวเองเลยเหรอวะคืนนี้”

แน่นอนว่ามันมีความเป็นไปได้ในระดับสูงเชียวล่ะ เพราะแอเรียลจะมีอาการเวียนหัวอาเจียนและกระสับกรส่ายหากอยู่ไกลวาเนสซ่า แค่คิดรู้สึกห่อเหี่ยวไปทั้งเนื้อทั้งตัว โดยเฉพาะที่จุดนั้นของร่างกาย รู้สึกห่อเหี่ยวอ้างว้างไร้เรี่ยวแรง

ร่างสูงถอนหายใจจากนั้นก็เดินคอตกขึ้นห้องนอน

โอ๊กกกกกกกก!!!

โอ๊กกกกกกกก!!!

โอ๊กกกกกกกก!!!

เสียงอาเจียนดังมาจากห้องน้ำ แอเรียลไม่อาจสั่งระบบการทำงานบนร่างกายได้ มันยากเกินไปแม้แต่การสั่งให้ตัวเองหยุดอาเจียนมันยังทำไม่ได้ เหมือนยิ่งสั่งหยุดกลับกลายเป็นการยุยงให้อาเจียนอย่างหนักหน่วง

นับตั้งแต่ขึ้นมาบนห้องนอนส่วนตัว แอเรียลอาเจียนไปแล้วสามรอบ เหตุผลของการอาเจียนนั่นเพราะในศีรษะของเขามีภาพวาเนสซ่าร้องไห้ลอยวนไปเวียนมาเต็มไปหมด แอเรียลเกิดความกระอักกระอวน ม้วนท้อง และคลื่นไส้อาเจียนในที่สุก

โอ๊กกกกกกกก!!!

และรอบที่สี่ก็ตามมาติดๆ ร่างสูงโก่งคออาเจียน จากนั้นก็ล้างหน้าและบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด เขาตั้งใจจะว่าจะไปนั่งพักสักหน่อยเพราะยื่นโก่งคออาเจียนแล้วมันเมื่อยคอและเมื่อยขา ทว่าพอจะเดินเข่ากลับทรุดซะอย่างนั้น ร่างสูงจึงล้มไปกองกับพื้นในท่าคลานสี่ขา

“หมดกัน....หมดกัน....สภาพหมาชัดๆ แอเรียลมึงมันมาเฟียกระจอก”

จะไม่ให้ต่อว่าตัวเองยังไงไหว ก็ดูสภาพของเขาสิ นี่มันหมาชัดๆ เลย แอเรียลสมเพชตัวเอง จากนั้นก็เอื้อมมือไปจับขอบอ่างล้างหน้าเอาไว้ แล้วยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

ลมหายใจของเขาถูกสูดเข้าและปล่อยออก ก่อนจะกลั้นใจก้าวขายาวไปข้างหน้าเพื่อเดินออกจากห้องน้ำที่แสนกว้างใหญ่ ทว่าเพราะเขามีอาการเหมือนคนป่วย นั่นจึงทำให้การเคลื่อนไหวช้า และกว่าจะเดินไปถึงประตูห้องน้ำ อาการคลื่นไส้อาเจียนก็กลับมาอีกครั้ง

และมันก็ไม่ทันจริงๆ

พรวดดดดดด!!!!

น้ำและเศษอาหารที่ตกค้างอยู่พุ่งออกจากปากของเขา แอเรียลกุมหน้าท้องตัวเองเอาไว้ เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แล้วก็อาเจียนอยู่ตรงนั้นจนหมด เสื้อผ้าทำงานเปียกชุ่มด้วยเศษอาหาร มีกลิ่นเหม็นและน่าขยะแขยง

แอเรียลกลอกตามองบน........

“บัดซบ!”

เขาสบถอย่างหัวเสีย จากนั้นก็ค่อยๆ เดินกลับไปทางเดิมที่เดิมมา แอเรียลต้องการอาบน้ำโดยเร็วที่สุด และเขาก็ทำมันทว่าการเดินที่เชื่องช้าทำให้แอเรียลหัวเสียหนักมาก แต่แล้วยังไงล่ะ เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้าก้มตารับชะตากรรม

มันน่าอับอายมาก!!!

เขารังแกวาเนสซ่าและต้องมาพบเจอกับผลกรรมที่สุดย่ำแย่ แอเรียลอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ขณะนั้นในศีรษะของเขาก็ยังคงมีใบหน้างดงามที่เจิดนองด้วยน้ำตาลอยไปลอยมา และเสียงโฮร้องไห้เหมือนเด็กน้อยของเธอก็ดังซ้ำๆ เขาจดจำได้ดี มันทำให้เขารู้สึกแย่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ปกติแอเรียลไม่ค่อยชอบแกล้งผู้หญิงแต่วาเนสซ่าเขาอดไม่ได้จริงๆ และการแกล้งของเขามันก็ดูเป็นการเป็นงานและจริงจังมากด้วย อาจเป็นเพราะว่าเธอพยศกับเขาแอเรียลเลยต้องการเอาชนะ แต่พอเขาขู่จนเธออ่อนให้เขา เขาก็สามารถข่มเธอและแกล้งเธอได้ง่ายๆ แอเรียลรู้สึกมีความสุขทุกครั้ง

ทว่าครั้งนี้เธอร้องไห้อย่างน่าสงสารและนั่นทำให้เขาไปไม่เป็นจะบอกว่าเขารู้สึกผิดก็ไม่เชิง เพราะหากเขาไม่รู้สึกผิดเขาก็น่าจะรู้สึกดี ไม่ใช่รู้สึกแย่ที่เขาทำเธอร้องไห้แบบนี้

และที่แย่ยิ่งกว่าอะไรทั้งก็คือแอเรียลต้องนอนทรมานเดียวดายเมื่อวาเนสซ่าถูกมารดาของเขายึดไปแล้ว อุตส่าห์หาเรื่องให้เธอมานอนกับเขาถึงห้องได้ แต่ดันมาพลาดกับเรื่องไข่เจียวฟูฟองที่เขาอยากกินแต่ไม่ยอมรับ และวางอำนาจบาตรใหญ่ใส่เธอ

คิดแล้วก็สมเพชตัวเองแอเรียลรีบอาบน้ำสระผมจนเสร็จ มั่นใจว่าตัวเองอาเจียนออกหมดแล้ว เขาก็เดินไปยังห้องแต่งตัวระหว่างนั้นก็ได้โทรตามสาวใช้ให้มาทำความสะอาดห้องน้ำให้ใหม่

“จริงสิ เจ้าตัวไม่อยู่แต่ชุดยังอยู่นี่นา”

ฉุกคิดขึ้นมาได้เมื่อกำลังมองหาเสื้อผ้าสวมใส่ เขามองไปยังเสื้อผ้าของวาเนสซ่า เลื่อนหาเสื้อผ้าที่เธอเคยใส่แล้ว ทว่าเพราะเขาเป็นคนซื้อมาให้เธอใส่เองดังนั้นก็มีหลายตัวที่เธอไม่ชอบและไม่ยอมใส่ แอเรียลหงุดหงิด เขาเดินไปมาและไปเตะตากับตะกร้าเสื้อผ้า

“หึๆ แค่นี้ฉันก็มีเธออยู่ข้างๆ แล้วล่ะวาเนสซ่า อยากไปนอนห้องหม่ามี้กี่วันก็เชิญเลย”

คว้านหาชุดนอนของหญิงสาวที่เธอเพิ่งสวมใส่เมื่อคืนแต่ยังไม่ซัก มันไม่สกปรกและยังหอมเพราะว่าเขาเป็นคนถอยเองกับมือจากนั้นก็กระหน่ำรักกับเธอ มันก็อาจมีบ้างที่น้ำรักของเขาและเธอกระเด็นไปโดนชุดนอนของกันและกัน แต่มันก็หอมดี แอเรียลชอบกลิ่นนี้และเขาก็ถือชุดนอนของหญิงสาวออกไปด้วย

โชคดีที่ว่าหลังเขาออกมาจากห้องแต่งตัวสาวใช้ที่เรียกให้มาทำความสะอาดห้องน้ำได้พากันออกไปหมดแล้ว แอเรียลเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาเป็นประกาย เขายกชุดนอนของหญิงสาวขึ้นมาแล้วสูดดม ทำตัวเหมือนโรคจิตเข้าไปทุกวัน แอเรียลพึงพอใจมาก จากนั้นก็เดินผิวปากอารมณ์ดีไปนอนอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่สนใจการงานหรือทานอาหารแต่อย่างใด

ทว่าพอรุ่งเช้าก่อนที่เขาออกไปพบหมอเวก้า แอเรียลได้เข้าไปนั่งทำงานในห้องทำงานก่อน เขาอารมณ์ดีมากกว่าทุกวันเพราะไม่อาเจียน ทว่าแอเรียลคงต้องกลับมาโมโหและกลับมาเป็นอาการเดิมแน่ หากเขารู้ว่า ตอนนี้ชุดนอนของวาเนสซ่าถูกสาวใช้เก็บไปซักจนหมดเกลี้ยง และยังย้ายสถานที่เก็บหลังซัก อบ รีด จนเสร็จ

ณ โรงพยาบาลเอกชน H

“นายท่านมีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะได้ยินมาว่านายท่านไม่สบาย”

อิกอร์เป็นผู้แจ้งอาการให้คุณหมอสาวคนสวยได้ทราบ ถึงอาการคราวๆ แต่ก็ไม่ละเอียดนัก ทางด้านหมอเวก้าก็ไม่อาจฟันธงได้ว่าแอเรียลป่วยเป็นอะไร ดังนั้นเธอต้องถามหาอาการจากแอเรียลโดยตรง

“ใช่! ที่เธอได้ยินมาไม่ผิดหรอกเวก้า และตอนนี้ฉันก็จะตายห่าอยู่แล้ว เธอเป็นหมอเธอต้องจัดการเรื่องนี้ให้ฉัน บอกมาทีสิว่าฉันเป็นโรคบ้าอะไรอยู่” แอเรียลรัวคำตอบน้ำเสียงดุดัน พูดเรื่องนี้ทีไรต้องมรอารมณ์ฉุนเฉียวนเกิดขึ้นตลอดเลย

และวันนี้แอเรียลก็ออกจากคฤหาสน์มาโดยไม่ได้พบหน้าวาเนสซ่าและมารดา ระดับอารมณ์ด้านลบมันจึงเพิ่มพูนมากกว่าเก่า แอเรียลต้องการคำวินิจฉัยจากแพทย์ที่เก่งอย่างเวก้า เมื่อได้คำตอบแล้วเขาจะได้หาทางทุ่มเงินรักษามัน จากนั้นก็จะได้กลับมาใช้ชีวิตปกติสุขสักที

“นายท่านต้องบอกอาการโดยละเอียดนะคะหากอุบอิบบอกครึ่งๆ กลางๆ ดิฉันก็ไม่อาจวินิจฉัยโรคได้ และหากโรคมันร้ายแรงดิฉันอาจต้องเรียกศาสตราจารย์เข้ามาฟังและประเมินด้วยกัน”

“มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“ใช่ค่ะ”

“อะ.....เอ่อ” อ้ำอึ้งไม่แน่ใจว่าจะพูดดีไหม แต่ถ้าไม่พูดเขาอาจจะตายห่าไปจริงๆ ก็ได้ แอเรียลยังไม่อยากตายตอนนี้ เขายังใช้ชีวิตคนเถื่อนไม่คุ้มค่าเลย

“รู้แล้วเหยียบไว้เลยนะเวก้า ถ้าเธอเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร ฉันจะจับเธอโยนลงทะเลให้ฉลามกิน” ก่อนจะบอกอาการก็ไม่ลืมเรื่องข่มขู่ให้คุณหมอคนสวยหวาดกลัว

แต่เวก้าเป็นเพียงผู้น้อยมีหรือเธอจะกล้าหือกับผู้ทรงอำนาจอย่างแอเรียล

“รับปากค่ะสาบานด้วยเกียรติของหมอที่สวยที่สุดในลาสเวกัสเลยค่ะ”

“งั้นฉันจะบอกอาการของฉันแก่เธอ ฉันมีอาการปวดหัว ชอบคลื่นไส้อาเจียนตอนที่ต้องออกจากบ้าน ไม่สิ! ฉันจะมีอาการแบบนั้นตอนตื่นนอนและพบผู้คนที่ใช้น้ำหอม ฉันเคยคิดว่ามันหอมนะ แต่กลิ่นของน้ำหอมตอนนี้บ้าปวงมาก เวก้าเธอต้องช่วยฉันเพราะมันมีเรื่อใหญ่เกิดขึ้น”

“อะไรเหรอคะ”

“ฉันมีอาการติดเมียของฉัน ไม่ได้อยู่ใกล้แล้วเหมือจะจะขาดใจตาย ฉันต้องเป็นโรคร้ายแน่ๆ เวก้า ล่าสุดเราเพิ่งมีเรื่องผิดใจกันเมื่อวาน ฉันทำเมียร้องไห้และพอนึกภาพนั้นมันก็ทำให้ฉันอ้วกไม่หยุด และพอฉันเอาเสื้อผ้าเมียมานอนด้วยอาการเหล่านั้นก็หายไปหมด เธอคิดเหมือนฉันไหมเวก้าว่ามันต้องเป็นโรคร้ายแรงแน่ๆ และเธอต้องหาทางรักษาฉันนะ”

คุณหมอคนสวยนิ่งไปชั่วครู่ พอแอเรียลคิดจะบอกอาการก็บอกหมดทุกอย่างจริงๆ เวก้าเข้าใจอย่างละเอียด และบังเอิญในห้องนี้ไม่ได้มีแค่เวก้าและแอเรียลเท่านั้น แต่อิกอร์ก็อยู่ด้วย ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังผู้เป็นนายและกำลังก้มหน้าก้มตากลั้นขำอยู่ อิกอร์ไม่เคยมีคนรักแต่เขารู้ว่าอาการที่เจ้านายหนุ่มแจ้งแก่คุณหมอคนส่วนนั้นมันเรียกว่ารักและหลงเมีย

ส่วนเวก้าเธอเคยมีความรักและเธอยังเป็นหมอเพราะฉะนั้นเธอจึงสามารถวินิจฉัยอาการของแอเรียลได้ เพียงแต่ว่าหากพูดไปแล้วชีวิตของเธอจะเสี่ยงกับความตายหรือเปล่า แอเรียลดูยังไงก็ไม่ใช่คนที่จะเชื่อและศรัทธราเรื่องความรักเลยสักนิด

“นิ่งทำไหมเวก้า บอกมาสิว่าฉันเป็นอะไร”

“มันไม่ใช่โรคหรอกค่ะนายท่าน”

“ไม่ใช่โรคแล้วฉันเป็นบ้าอะไรล่ะ อาการของฉันเนี่ยเข้าขั้นโคม่าเลยนะ”

“ดิฉันพูดไปแล้วนายท่านอย่าโมโหนะคะ”

“ไม่โมโหหรอกพูดมาเถอะฉันอยากรู้ว่าฉันเป็นอะไรกันแน่”

“นายท่านเคยได้ยินอาการของสามีที่แพ้ท้องแทนภรรยาหรือเปล่าคะ” เวก้าตัดสิ้นใจบอกไปในที่สุด แอเรียลทำท่าครุ่นคิดแล้วเขาก็ส่ายหน้าไปมา

“ไม่ล่ะฉันไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และไม่คิดว่าตัวเองต้องมีเมียมีลูกด้วยซ้ำ”

“มันมีจริงๆ นะคะคนที่แพ้ท้องแทนภรรยา จะมีอาการที่ใกล้เคียงกับผู้หญิงตั้งครรภ์แล้วอยู่ในช่วงกำลังแพ้ท้องอยู่ค่ะ”

“เรื่องบ้าอะไรฉันไม่ได้ท้องสักหน่อย”

แอเรียลไม่อยากเชื่อ เขาไม่ได้ท้องจะแพ้ท้องได้ยังไง และแอเรียลกำลังคิดว่าหมอเวก้าพูดเรื่องไร้สาระอยู่ เสียเวลาฟังชะมัด!!!

“มันเป็นหลักจิตวิทยาค่ะ อาการแบบนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่รักกันเท่านั้นค่ะ ยิ่งคนที่รักกันมาก หวงภรรยามาก ก็จะมีอาการแบบนี้ค่ะ ดิฉันไม่ได้โกหกนะคะ หากนายท่านไปพบจิตแพทย์ก็จะได้ผลออกมาในทำนองนี้ และในตามอินเตอร์เน็ตก็ยังมีบทบรรยายของอาการอย่างชัดเจน นายท่านไม่เชื่อลองเข้าไปอ่านได้เลยค่ะ”

“ฉันกับเมียเราไม่ได้มีความรักต่อกัน”

“ถ้ามีแล้วไม่รู้ตัวล่ะคะ”

“ไม่มีทางซะหรอก”

แอเรียลตอบเสียงห้วน นิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อคิดว่าตัวเองหลงรักวาเนสซ่า เธอไม่เห็นจะมีอะไรดี ก็แค่สวยและหวานไปทั้งตัว และเธอก็แค่คนหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่และตื่นเต้นมีชีวิตชีวาก็เท่านั้นเอง

คุณหมอเวก้าลอบถอนหายใจหนักหน่วงออกมาเบาๆ เธอคิดเอาไว้อยู่แล้วล่ะว่าพวกผู้ชาย หล่อ รวย คุณสมบัติดีเด่นแบบนี้เป็นพวกโง่ในเรื่องความรักและยังใจแข็งรักศักดิ์ศรีผิดเวล่ำเวลาซะด้วย

“นายท่านไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่ดิฉันเคยเห็นมาหลายเคสแล้วนะคะ ที่รู้ว่ารักเมื่อสายไปและนายท่านอาจเป็นหนึ่งในเคสที่ดิฉันพบเจอด้วย ความรักเป็นสิ่งส่วนงามนะคะ บอกรักและดูแลกันเมื่อมีเวลา ดีกว่าต้องมาเสียน้ำตาในวันที่รักจากไปโดยไม่มีวันย้อนกลับ เหตุผลอาจเพราะคู่ครองใหม่หรือความตายที่แยกคนสองคนออกจากกัน เมื่อถึงวันนั้นจะมารู้สึกว่าอยากบอกรักและทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำมันก็ไม่ทันแล้วนะคะ”

“เป็นหมออะไรไร้สาระชะมัดเลย”

แอเรียลรับฟังและจดจำได้ทุกประโยค แต่เขาก็เลือกที่จะเมินเฉยแล้วก็หุนหันเดินออกจากห้องไปเลย โดยมีอิกอร์คนเดิมเป็นผู้ติดตามไม่ห่าง

มุมปากของอิกอร์ยกยิ้มเขารู้สึกว่าวันนี้คุณหมอเวก้าสวยเป็นพิเศษ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป