บทที่ 6 มะลิชอบดูแลคนดื้อ

เสียงล้อรถเข็นเลือนไปตามพื้นหินอ่อนดังครืดคราด เชื่องช้า และน่ารำคาญ

แต่นี่ก็เป็นวันที่สองแล้วที่ผมยอมลากตัวเองออกมานั่งเล่นที่ห้องรับแขก แม้จะยังไม่กล้าออกไปไกลกว่านี้ แต่มันก็ดีกว่าการขังตัวเองไว้ในห้องสี่เหลี่ยมๆ เหมือนเดือนที่ผ่านมา

ผมทอดสายตามองแผ่นหลังเล็กของยัยพยาบาลที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมของว่างบนโต๊ะ มะลิฮัมเพลงงุ้งงิ้งอยู่ในคออย่างอารมณ์ดี จังหวะที่เธอหันมากะทันหันจนเกือบทำแก้วน้ำส้มหก ท่าทางซุ่มซ่ามเปิ่นๆ นั่น ทำเอามุมปากของผมเผลอยกขึ้นมานิดๆ โดยไม่รู้ตัว

“อ้าว ยัยตัวแสบ มาอยู่นี่เอง”

เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากหน้าประตูบ้าน ผมหันไปมองตามสัญชาตญาณ ร่างสูงโปร่งของ ‘ภัทร’ เดินก้าวเข้ามาในห้องรับแขก มันอยู่ในชุดทำงานสถาปนิกที่ดูดี เนี้ยบไปทุกกระเบียดนิ้ว ใบหน้าหล่อๆ ของมันระบายยิ้มกว้างเมื่อเห็นนางพยาบาลของผม

มะลิหันขวับ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง “พี่ภัทร! มาหาคุณขิมเหรอคะ”

ยัยเด็กนั่นวางเหยือกน้ำส้มลง แล้ววิ่งเหยาะๆ เข้าไปหามันทันที

“อืม นัดคุยเรื่องแบบบ้านลูกค้ากันนิดหน่อยน่ะ” ภัทรหัวเราะร่วน เอื้อมมือไปขยี้ผมของมะลิอย่างหมั่นเขี้ยวจนยุ่งเหยิง “เป็นไงบ้างเรา ทำงานที่นี่ไหวไหม โดนใครดุเอาหรือเปล่า”

“ระดับมะลิซะอย่าง สบายมากค่ะ!” มะลิยืดอกรับอย่างภูมิใจ ท่าทางสนิทสนมดูเป็นธรรมชาตินั่นทำให้ผมรู้สึกขัดตานิดๆ “คุณขิมกำลังลงมาค่ะ พี่ภัทรนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ อ้อ มะลิมีเรื่องอยากคุยด้วยพอดีเลย ขอเวลาแป๊บนึงนะคะ”

แล้วมะลิก็หันซ้ายหันขวา ก่อนจะดึงแขนเสื้อไอ้ภัทรให้เดินแยกออกไปยืนคุยกันที่มุมทางเดิน ห่างจากจุดที่ผมจอดรถเข็นอยู่พอสมควร

ผมมองตามภาพนั้น ความรู้สึกหนักอึ้งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอก มือที่เคยวางพาดบนตักเลื่อนไปกำที่จับล้อรถเข็นแน่นจนเจ็บมือ

ผมไม่ได้ยินหรอกว่าพวกเขากระซิบกระซาบอะไรกัน แต่มองจากตรงนี้ ผมเห็นรอยยิ้มของมะลิ เห็นมือของภัทรที่แตะลงบนไหล่บางของเธออย่างให้กำลังใจ มันเป็นภาพของผู้ชายที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ร่างกายสมบูรณ์เพรียบพร้อม หน้าที่การงานดีเยี่ยม เป็นที่พึ่งพาให้ขิม ให้ครอบครัวผมในวันที่ผมล้มลง

แล้วหันมาที่ผมสิ... ไอ้คนพิการที่ต้องนั่งจมอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อน ไอ้ตัวภาระที่ไม่มีวันลุกขึ้นไปยืนเคียงข้างใคร หรือปกป้องใครได้เลย

ความรู้สึกด้อยค่าที่เพิ่งจะถูกเยียวยาไปเมื่อวาน ตีรวนกลับขึ้นมาจุกที่คอหอย ผมกัดกรามแน่น ความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ถูกมันตีตื้นขึ้นมาจนร้อนรุ่มไปทั้งอก มันสมเพชตัวเอง... สมเพชจนแทบทนไม่ได้!

บทสนทนาของทั้งคู่จบลงตอนที่ขิมเดินลงมาจากบันไดพอดี ไอ้ภัทรหันไปทักทายขิม ส่วนมะลิก็หมุนตัวเดินกลับมาหาผม

แต่ทันทีที่เธอเดินเข้ามาใกล้ ผมก็ตวัดสายตาดุดันหนีไปทางอื่นทันที ไม่อยากมอง ไม่อยากเห็นหน้าใครทั้งนั้น

“คุณคิริน ดื่มน้ำส้มหน่อยไหมคะ มะลิคั้นเองเลยนะ” เสียงใสๆ เอ่ยถามพร้อมกับแก้วน้ำส้มที่ยื่นมาตรงหน้า

“ไม่ต้อง” ผมตอกกลับเสียงที่ห้วนจัด มือเผลอผลักแก้วน้ำส้มออกจนน้ำกระฉอกเปื้อนมือเธอ “ฉันจะกลับห้อง”

มะลิชะงัก ชักมือกลับไปเช็ดกับกางเกงตัวเองลวกๆ “อ้าว ทำไมล่ะคะ เพิ่งออกมานั่งได้แป๊บเดียวเอง แดดยังไม่ทันร้อนเลยนะ”

“ก็บอกว่าจะกลับห้องไง ฟังไม่รู้เรื่องหรือไง หลบไป ฉันเข็นเองได้”

“เดี๋ยวสิคะคุณคิริน! เป็นอะไรไปคะ จู่ๆ ก็อารมณ์เสีย เมื่อกี้ยังนั่งยิ้มอยู่เลย เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“ฉันไม่ได้เป็นอะไร!” ผมตวาด กัดฟันแน่นเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นว่าไอ้ภัทรกับขิมกำลังหันมามอง ผมไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาที่เวทนาของใคร โดยเฉพาะไอ้ภัทร คนที่ทำหน้าที่ดูแลน้องสาวแทนผมมาตลอด “หลบไปมะลิ อย่ามาเกะกะ”

ไม่รอให้เธอหลบ ผมออกแรงหมุนล้อรถเข็นเบี่ยงหลบตัวเธอ แล้วพุ่งตรงกลับเข้าไปในทางเดิน มุ่งหน้าสู่ห้องนอนตัวเองทันที มะลิยืนอึ้งไปแค่วินาทีเดียว ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆ ก้าวตามมาติดๆ

ปัง!

ผมกระแทกประตูปิดตามหลัง แต่ยัยตัวแสบก็ดันแทรกตัวเข้ามาในห้องได้ฉิวเฉียด ผมไม่สนใจ รีบไถรถเข็นไปเบรกข้างเตียง ใช้แขนยันตัวเพื่อจะย้ายตัวเองกลับขึ้นไปนอนบนเตียงตามเดิม แต่เพราะอารมณ์ที่มันพลุ่งพล่านบวกกับความรีบร้อน ข้อศอกผมเลยอ่อนแรงกะทันหัน

ร่างผมเสียหลัก ทิ้งดิ่งกำลังจะร่วงลงไปกองกับพื้น!

“ระวัง!”

มะลิถลาเข้ามารวบตัวผมไว้ได้ทันท่วงที น้ำหนักตัวผมโถมเข้าใส่จนเธอเซถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่สองแขนเล็กๆ นั่นก็ยังยันตัวยืนประคองผมไว้อย่างมั่นคง

“ปล่อยฉัน ออกไปเลยนะ ไปคุยกับไอ้ภัทรมันต่อสิ จะมาตามคนพิการงี่เง่าอย่างฉันทำไม!”

คำพูดนั้นทำเอามะลิที่กำลังอ้าปากจะบ่นผม ชะงักไปทันที เธอมองหน้าผมที่ตอนนี้คงแดงก่ำไปด้วยความโกรธ... และความน้อยใจที่ซ่อนไม่มิด

ยัยพยาบาลหรี่ตาลง จ้องลึกเข้ามาในตาผมนิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยแขน ยืดตัวขึ้นยืนกอดอก

“อ๋อ…ที่หน้าคว่ำเป็นจวักตักแกงเนี่ย… หึงมะลิเหรอค้าาา”

“ใครหึง บ้าไปแล้ว ไอ้ภัทรมันแฟนขิม แถมยังเป็นเหมือนน้องชายฉัน ฉันจะไปหึงเด็กกะโปโลอย่างเธอทำไม อย่ามาหลงตัวเอง!”

“ถ้าไม่ได้หึง แล้วทำไมต้องประชดด้วยการไล่มะลิไปหาพี่ภัทรด้วยล่ะคะ” มะลิไม่ยอมถอย เธอโน้มหน้าลงมาใกล้ ท้าวแขนลงบนพนักวางแขนของรถเข็น ล็อกไม่ให้ผมหนีไปไหน “หงุดหงิดที่มะลิไปคุยกับผู้ชายคนอื่นใช่มั้ยล่ะ ยอมรับมาเถอะค่า”

“ฉันเปล่า” ผมหลบสายตา หันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก “ฉันก็แค่… รำคาญตัวเอง! ฉันมันตัวภาระนี่ นั่งง่อยๆ อยู่ตรงนั้น ใครจะอยากมาสนใจ สู้ผู้ชายที่ยืนได้ เดินได้ สมบูรณ์แบบแบบไอ้ภัทรก็ไม่ได้ ขิมก็พึ่งพามัน บ้านนี้ก็พึ่งพามัน เธออยากจะไปคุย ไปสนิทสนมกับคนที่ปกติเหมือนเธอมันก็สิทธิ์ของเธอ ฉันไม่มีสิทธิ์ไปห้ามอะไรอยู่แล้ว!”

ความเงียบโรยตัวลงมา ผมหอบหายใจหนักๆ กับสิ่งที่เพิ่งพรั่งพรูออกไป

มะลิถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอลากเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งแหมะลงตรงหน้าผม บังคับให้ผมต้องหันกลับมาสบตาเธอตรงๆ

“ฟังนะคะคุณคิริน” น้ำเสียงของมะลิจริงจัง ดวงตากลมโตคู่แจ๋วไม่มีแววล้อเล่น “หนึ่ง พี่ภัทรเป็นแฟนคุณขิม ซึ่งคุณขิมคือนายจ้างมะลิ และเป็นน้องสาวคุณ มะลิไม่บ้าพอจะไปยุ่งกับคนของเจ้านายหรอกค่ะ”

ผมเม้มริมฝีปากแน่น ฟังสิ่งที่เธอพูด

“สอง ที่มะลิเรียกพี่ภัทรไปคุยแยกเมื่อกี้ มะลิไม่ได้ไปคุยเล่นค่ะ แต่มะลิไปคุยเรื่องคุณ”

“เรื่องฉัน เรื่องอะไร”

“ก็เรื่องที่คุณแพรวมาอาละวาดเมื่อวานไงคะ มะลิไม่กล้าบอกคุณขิม เพราะกลัวว่าเขาจะผิดใจกับเพื่อนตัวเอง อีกอย่าง… มะลิกลัวว่าถ้าเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่โต คุณคิรินจะยิ่งเครียด มะลิเห็นว่าพี่ภัทรสนิทกับคุณคิริน และเป็นคนกลางที่น่าจะช่วยจัดการได้ มะลิก็เลยเล่าให้เขาฟัง ทั้งหมดก็เพื่อปกป้องความรู้สึกของคุณคิรินนั่นแหละค่ะ”

ก้อนความโกรธและความน้อยใจที่จุกอยู่ที่คอหอยเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือแค่ความรู้สึกผิดที่ตีตื้นขึ้นมาแทน

นี่ผมบ้าไปแล้วหรอ ผมตีโพยตีพาย คิดอคติไปเองสารพัด ทั้งที่ผู้หญิงตรงหน้ากำลังทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผมแท้ๆ

“ฉัน…” เสียงผมแผ่วลง หลุบตาลงมองหน้าตักตัวเองอย่างคนทำผิด “ฉันไม่รู้นี่”

“ไม่รู้ก็ควรถามสิคะ ไม่ใช่มาคิดเองเออเอง แล้วประชดประชันทำตัวเย็นชาใส่กันแบบนี้” มะลิดุเบาๆ แต่ในแววตาไม่ได้มีความโกรธเลยแม้แต่น้อย มันมีแต่ความเอ็นดู “เลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้แล้วค่ะคุณคิริน คุณไม่ได้ด้อยค่ากว่าใครเลย คุณก็แค่กำลังป่วย และหน้าที่ของมะลิคือการทำให้คุณกลับมาแข็งแรง”

“แต่หมอนั่นเขาสมบูรณ์แบบ เขาช่วยดูแลขิม ดูแลใครๆ ได้ ไม่เหมือนฉัน”

มะลิหลุดหัวเราะคิก รอยยิ้มกว้างที่สว่างไสวยิ่งกว่าแดดยามเช้าปรากฏขึ้นบนใบหน้า เธอยื่นมือเล็กๆ มาจับมือผมที่วางอยู่บนตัก บีบมันเบาๆ

“ผู้ชายสมบูรณ์แบบไปก็จืดชืดออกค่ะ ดูแลตัวเองได้หมดทุกอย่าง พยาบาลอย่างมะลิก็ตกงานพอดีสิ”

เธอเอียงคอช้อนสายตามองผม ประกายวิบวับ

“มะลิชอบดูแลคนดื้อๆ ปากแข็งๆ ขี้หึงแบบคุณคิรินมากกว่าค่ะ ท้าทายดี”

หัวใจที่เคยเต้นเนิบๆ ของผม จู่ๆ มันก็กระตุกวาบแล้วเต้นรัวเร็วขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย! ประโยคที่ไม่ได้หวานเลี่ยน แต่โคตรตรงไปตรงมานั่นมันพุ่งทะลุเข้ามากลางอก ทำเอาผมถึงกับเสียอาการ

ความร้อนสูบฉีดขึ้นมาบนหน้าจนผมรู้สึกเห่อร้อนไปถึงใบหู ผมรีบชักมือกลับมาวางบนตักเหมือนเดิม เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึก

“พูดบ้าอะไรของเธอ… ยัยเด็กเพี้ยน” ผมทำเสียงเข้มกลบเกลื่อน แต่เสียงดันสั่นซะงั้น

“เพี้ยนแล้วชอบมะลิไหมล่ะคะ” เธอยังไม่เลิกแหย่ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขอบล้อรถเข็นผมอีกนิด

“ใครจะไปชอบคนซุ่มซ่ามแบบเธอ! ไปเลยนะ! ไปเตรียมน้ำอุ่นมาให้ฉันเช็ดตัวเลย เหงื่อออกหมดแล้วเนี่ย เพราะเธอนั่นแหละมากวนประสาท!”

“รับทราบค่า คุณชายจอมระแวง!”

มะลิหัวเราะร่วน ลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินฮัมเพลงเข้าไปในห้องน้ำอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้ผมนั่งหน้าแดงกุมหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองอยู่เงียบๆ

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับจังหวะหัวใจที่มันเต้นโครมครามให้กลับมาเป็นปกติ ผมมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ที่เพิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำ แล้วมุมปากมันก็เผลอหลุดรอยยิ้มออกมา... กว้างที่สุดในรอบหลายเดือน

ใช่... ผมไม่ได้สมบูรณ์แบบ ผมไม่ได้แข็งแรงเหมือนไอ้ภัทรหรือใครๆ

แต่ไอ้ประโยคที่บอกว่า ‘ชอบดูแลคนดื้อๆ แบบคุณ’ มันทำให้ผมรู้สึกว่า… การมีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อเป็นคนดื้อให้ผู้หญิงเปิ่นๆ คนนี้คอยดูแลไปเรื่อยๆมันก็ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่เลยว่ะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป