บทที่ 8 พยาบาลสายรุก กับความลับใต้ผ้าห่ม

เกือบเดือนแล้วสินะ ที่ห้องนอนเงียบๆ ซึมๆ ของผมถูกยึดครองโดยยัยพยาบาลจอมตื๊อ จากที่เคยเอาแต่นอนมองเพดาน ตอนนี้มันกลายเป็นสมรภูมิย่อมๆ ที่ผมต้องรบรากับเธอทุกวัน แต่วันนี้ บรรยากาศมันต่างออกไปนิดหน่อย

ผมกัดฟันเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ปลายเท้า ในหัวตอนนี้คือถ้าผมเดินได้เมื่อไหร่ ผมจะวิ่งหนียัยพยาบาลปากแจ๋วคนนี้เป็นอันดับแรก ขยับสิวะ

แล้วปลายเท้าผมก็กระดิกนิดๆ ก่อนที่ผมจะฮึดออกแรงอีกครั้งจนสามารถงอเข่าขึ้นมาได้เอง โดยที่มะลิไม่ต้องคอยจับพยุงเหมือนช่วงแรกๆ

“เก่งมากค่ะ! อีกนิด… อีกนิด… โอ๊ย คุณคิริน! ขาคุณจะดีดหน้ามะลิอยู่แล้วนะเนี่ย!”

มะลิหัวเราะร่วน มือเล็กๆ นั่นจับประคองช่วงน่องผมไว้ เธอปาดเหงื่อที่หน้าผากลวกๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งแหมะที่ขอบเตียง สายตาของยัยนั่นไม่ได้มองหน้าผม แต่มองต่ำลงไป... ที่สายยางโปร่งแสงน่ารังเกียจที่โยงออกมาจากใต้ผ้าห่ม

“คุณคิรินคะ มะลิว่าเรามาลองอะไรที่มันท้าทายกว่าการงอขามั้ย”

ผมเลิกคิ้ว หวาดระแวงทันที “ท้าทายอะไรอีก แค่ดึงยางยืดกับงอเข่า ฉันก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้วนะ”

“มะลิอยากลองถอดสายฉี่ออกค่ะ” เธอพูดหน้าตาเฉย เหมือนกำลังชวนผมสั่งข้าว “มะลิเห็นในห้องน้ำคุณมีกระบอกคอมฟอร์ดวางอยู่ วันนี้เราลองถอดสายออกดูมั้ยคะ เผื่อคุณจะเริ่มฉี่เองได้บ้าง ใส่คาไว้นานๆ เชื้อโรคมันจะชอบเอาได้นะคะ... แล้วก็อีกอย่าง…”

จู่ๆ เธอก็ชะงัก ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ผ้าห่มผม แววตาซื่อตรงแบบไม่มีความเขินอายเลยสักนิด

“ตอนที่มัน… แข็งตัวขึ้นมาเองตามธรรมชาติเนี่ย มันเจ็บมั้ยคะ?”

“ฮะ” ผมร้องลั่น

“มะลิหมายถึง... ตอนที่มีสายยางคาอยู่ข้างในลำกล้องแบบนี้ มันต้องแสบมากแน่ๆ เลยใช่มั้ยคะเวลาที่มันขยายตัว”

หน้าร้อนฉ่า... ผมสัมผัสได้เลยว่าเลือดทั้งตัวมันสูบฉีดขึ้นมากองบนหน้าจนลามไปถึงหลังคอ อยากจะบ้าตาย! อยากเอาหมอนอุดหน้าตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด

“ยัยบ้า! ถามอะไรของเธอเนี่ย เป็นผู้หญิงประสาอะไรฮะ!”

“อ้าว ก็มะลิถามในเชิงเทคนิคการแพทย์ไงคะ คนป่วยอัมพาตครึ่งท่อนล่าง ระบบประสาทอัตโนมัติมันยังทำงานปกตินี่นา มันก็ต้องมีบ้างแหละที่ตอนเช้าๆ 'น้องชาย' ของคุณคิรินจะตื่นขึ้นมาทักทายโลก แล้วสายยางมันแข็งปั๋งขนาดนั้น ถ้ามันเสียดสีข้างใน มะลิว่าคุณต้องทรมานแน่ๆ เลย”

ผมกัดกระพุ้งแก้ม เถียงไม่ออกเพราะมันคือความจริง “ก็… ก็แสบ มันอึดอัด... เหมือนมีอะไรมาขวางทางไว้เวลายืดตัว”

“นั่นไง! งั้นถอดเถอะค่ะ เชื่อมะลินะ”

ไม่รอให้ผมอนุญาต ยัยพยาบาลสายลุยก็จัดการหยิบไซริงค์มาดูดน้ำกลั่นออกจากกระเปาะลูกโป่งที่ยึดสายสวนไว้ข้างใน ผมนอนตัวเกร็งจิกผ้าปูเตียง ใจนึงก็กลัวเจ็บ แต่อีกใจก็โคตรอยากหลุดพ้นจากไอ้สายบ้าๆ นี่สักที

“เอาล่ะนะคะ หายใจเข้าลึกๆ ตอนถอดอาจจะรู้สึกเสียวๆ แสบๆ แป๊บนึงนะ... ฮึบ!”

มะลิค่อยๆ ดึงสายยางนิ่มๆ ออกช้าๆ ผมหลับตาปี๋ ความรู้สึกมันวูบวาบแปลกๆ ซ่านไปทั่วท้องน้อย มันไม่ได้เจ็บเจียนตาย แต่มันโหวงๆ ชวนขนลุกซู่ไปทั้งตัว

“เรียบร้อย! เก่งมากค่ะคนดีของมะลิ” เธอยิ้มกว้าง จัดการเก็บอุปกรณ์ทิ้งอย่างคล่องแคล่ว แล้วหยิบกระบอกฉี่สีขาวมาวางไว้ใกล้มือผม “มะลิวางไว้ตรงนี้นะคะ ถ้าคุณรู้สึกปวด หรือมันอั้นๆ หน่วงๆ ให้ลองพยายามใช้แรงหน้าท้องช่วยเบ่งดู มะลิอยากให้คุณกลับมาใช้ระบบขับถ่ายเองได้ไวๆ ค่ะ”

“อืม ขอบใจนะ” ผมตอบสั้นๆ แต่ลึกๆ โคตรโล่ง รู้สึกเบาสบายตัวขึ้นเป็นกอง

มะลิพยักหน้ารับแล้วหมุนตัวเดินไปล้างมือในห้องน้ำ

ครืด... ครืด...

โทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงผมสั่นเตือน หน้าจอที่สว่างวาบขึ้นมาดึงสายตาผมให้เหลือบไปมองตามสัญชาตญาณ

[Joe: เลิกงานยังมะลิ เดี๋ยวเย็นนี้พี่ไปรับนะ มีร้านหมูกระทะเปิดใหม่ที่อยากพาไปลอง]

หัวใจที่เพิ่งจะพองโตเมื่อกี้... เหมือนถูกใครถีบร่วงลงไปกองกับพื้น

Joe ไอ้โจไหนวะ ชื่อโหลจะตายชัก... บริษัทผมก็มีไอ้โจ วิศวกรมือหนึ่งที่ทำงานเก่งโคตรๆ อยู่คนนึง แต่คงไม่ใช่หรอก คนระดับนั้นจะมาเกี่ยวอะไรกับยัยเด็กนี่ นี่มันต้องเป็นไอ้โจหน้าหม้อที่ไหนสักคนที่กำลังตามจีบเธออยู่แน่ๆ

พี่ไปรับ หมูกระทะ หึ!

ผมจ้องข้อความนั้นจนหน้าจอดับมืดไป ความรู้สึกหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาจุกที่คอ มันไม่ใช่แค่ความสงสัย... แต่มันคือความปวดหนึบในอก ความหวาดระแวงที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ กำลังตีรวนจนผมหายใจติดขัด

มะลิเดินเช็ดมือออกมาจากห้องน้ำพร้อมรอยยิ้ม แต่พอเห็นผมนอนหน้าตึง หันขวับไปมองเธอด้วยสายตาเย็นชา เธอก็ชะงักไปทันที

“เป็นอะไรไปคะคุณคิริน เจ็บตรงไหนหรือเปล่า หรือว่าเริ่มปวดฉี่แล้ว?”

“เปล่า เอาโทรศัพท์เธอไปสิ มีผู้ชายส่งข้อความมานัดแนะกันไปกินข้าวน่ะ”

มะลิขมวดคิ้ว หยิบมือถือขึ้นมาสไลด์ดูหน้าจอ เธอมองข้อความแล้วทำหน้าอ๋อ “อ๋อ… พี่โจน่ะค่ะ”

เธอตอบแค่นั้น! แค่นั้นจริงๆ! แล้วก็ก้มหน้าพิมพ์ข้อความตอบกลับไปยิ้มๆ

ผมแค่นหัวเราะหยันในลำคอ หันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง ความคิดในหัวมันเตลิดไปไกลลิบ 'พี่โจ' งั้นเหรอ สนิทกันจังนะ ถึงขั้นมารับไปกินข้าวเย็น... คงเป็นแฟนนั่นแหละ

ภาพในอนาคตแล่นเข้ามาตอกย้ำความสมเพชของตัวเอง อีกไม่นาน ยัยพยาบาลที่มาคอยป่วนชีวิตผมคนนี้ ก็คงจะยื่นใบลาออก... ไปแต่งงาน ไปใช้ชีวิตกับผู้ชายที่เดินได้ ผู้ชายที่ปกป้องเธอได้ และพาเธอไปกินหมูกระทะหน้าเตาร้อนๆ ได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่ไอ้พิการที่ทำได้แค่นอนรอความหวังบ้าๆ บอๆ อยู่บนเตียงแบบผม

“คุณคิรินคะ เย็นนี้มะลิอาจจะ…”

“จะไปไหนก็ไปเหอะ เธออยู่ที่นี่มาเดือนนึงแล้วนี่ คงเบื่อจะตายอยู่แล้วที่ต้องมานั่งเฝ้าคนพิการงี่เง่าแบบฉันน่ะ จะไปอยู่กับแฟน หรือจะไปลาออกวันไหนก็บอกล่วงหน้ามาแล้วกัน ฉันจะได้ให้ขิมหาคนใหม่มาแทน!”

ความเงียบปกคลุมห้องไปอึดใจหนึ่ง

“ลาออก ใครบอกว่ามะลิจะลาออกคะ”

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีหรอกมะลิ คนหนุ่มสาวแบบเธอมันก็ต้องมีชีวิตของตัวเองปะวะ ใครจะอยากมาจมปลักอยู่กับคนที่มีแต่ภาระรอบตัวแบบฉัน... มีคนมาดูแลหัวใจแล้วนี่ ก็รีบๆ ไปซะสิ ก่อนที่จะเสียเวลาชีวิตไปมากกว่านี้!”

ผมหลับตาแน่น ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น

“คุณคิรินคะ…”

“บอกให้ออกไปไง! ฉันจะนอน!”

แต่แทนที่เธอจะเดินออกจากห้อง ผมกลับรู้สึกถึงฟูกเตียงที่ยวบลงตรงหน้า... มะลิเดินอ้อมมานั่งฝั่งที่ผมหันหน้าหนีมา

“พี่โจเนี่ย… เป็นพี่ชายแท้ๆ ของมะลิเองค่ะ! พ่อแม่เดียวกัน คลานตามกันมาติดๆ เลยเนี่ย!”

ผมลืมตาโพล่ง หันขวับไปมองยัยพยาบาลตัวแสบที่ตอนนี้กำลังนั่งกอดอก ท้าวเอวทำหน้าดุใส่ผมอยู่

“แล้วเขาก็ไม่ได้จะมารับมะลิไปเดทที่ไหนด้วยค่ะ! พี่ชายมะลิจะมารับไปซื้อของใช้ส่วนตัวเข้าบ้าน แล้วก็จะแวะซื้อขนมอร่อยๆ มาฝากคุณด้วยเนี่ย! เห็นบ่นว่าเบื่ออาหารรสจืด”

มะลิโน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเราแทบจะชนกัน

“แล้วที่บอกว่ามะลิจะลาออกไปอยู่กับแฟน… มะลิจะเอาแฟนที่ไหนมาคะ วันๆ ก็เห็นแต่หน้าคุณชายขี้โมโหแถวนี้แหละค่ะ ไม่เห็นจะมีเวลาไปมองใครที่ไหนเลย!”

ผมอึ้งกิมกี่... ไอ้โจคือพี่ชายแท้ๆ หรอกเหรอ จากความหงุดหงิดน้อยใจเมื่อกี้ กลายเป็นความรู้สึกเห่อร้อนที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาบนหน้าอีกรอบ... ผมหน้าแตกยับ

“ก็… ก็ใครจะไปรู้ล่ะ เห็นพิมพ์เรียกพี่จ๊ะพี่จ๋า” ผมอ้อมแอ้มเถียงกลับ เสียงเบาหวิว

“หึงเหรอคะ?” มะลิแกล้งยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกจนตาเราประสานกัน

“ใครหึง! ฉันแค่… กลัวเสียเวลาหาพยาบาลใหม่ต่างหาก!” ผมแถหน้าด้านๆ แต่ดวงตาผมมันคงเป็นประกายสะท้อนความโล่งใจออกไปหมดแล้วจนปิดไม่มิด

มะลิหลุดขำ เธอลดเสียงลงจนนุ่มนวล มือบางๆ นั่นเอื้อมมาแตะลงบนหลังมือผมเบาๆ

“ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ มะลิไม่ทิ้งคุณไปไหนง่ายๆ หรอก” รอยยิ้มของเธอคราวนี้มันอ่อนโยนจนใจผมสั่น “จนกว่าคุณคิรินจะลุกขึ้นมายืนด้วยขาตัวเองได้… มะลิก็จะอยู่เป็นขาให้คุณเองแบบนี้นี่แหละค่ะ เลิกขี้ระแวงได้แล้วนะคะคุณชาย”

ผมมองสบตากับผู้หญิงเปิ่นๆ ตรงหน้า ความรู้สึกอุ่นซ่านมันไหลอาบไปทั่วหัวใจ ผมไม่ได้เถียงอะไรออกไป... ทำเพียงแค่พลิกมือตัวเองขึ้นมากระชับมือเล็กๆ ของเธอเอาไว้แน่นๆ

ความกังวลเรื่องไอ้โจบ้าบอนั่นหายวับไปเลย ตอนนี้เหลือแค่ความมุ่งมั่นเดียวที่ลุกโชนขึ้นมาในอก... ผมจะต้องกลับมาเดินให้ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อที่วันนึง... ผมจะได้ใช้สองขาของผมพาผู้หญิงคนนี้เดินไปกินหมูกระทะด้วยกันในอนาคตข้างหน้าให้ได้

บรรยากาศกำลังดีๆ...

“เอ้อ… ว่าแต่เรื่องที่มะลิถามค้างไว้ตะกี้ล่ะคะ” จู่ๆ ยัยตัวแสบก็โพล่งขึ้นมาด้วยตาใสแจ๋ว

“เรื่องอะไรอีกล่ะ”

“ก็เรื่องตอนน้องชายคุณแข็งตัวตอนคาสายยางไงคะ สรุปว่ามันเสียดสีจนแสบมากมั้ยคะ? มะลิจะได้จดบันทึกไว้เป็นกรณีศึกษา…”

ผมเบิกตากว้าง หน้าแดงแปร๊ด

“ยัยมะลิ! ออกไปเลยนะ! ไปหาพี่โจของเธอเลยไป๊!!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป