บทที่ 11 11
11
กรองขวัญเถียงแทนด้วยน้ำเสียงเคืองๆ จนคนเป็นเพื่อนต้องชำเลืองมองอย่างหมั่นไส้
“แกก็คงเป็นหนึ่งในสาวๆ ค่อนเมืองด้วยสินะยายขวัญ คุณสมบัติของชายหนุ่มสมัยนี้คงไม่พ้น รูปก็งาม นามก็เพราะ มีรถสปอร์ตขับ มีโทรศัพท์ถ่ายรูปได้หรอกจริงไหม และท้ายสุดชอบหว่านเสน่ห์ใส่สาวไปทั่ว ตามที่เคยผ่านตาจากนิตยสารพวกนี้ชอบมีคู่ควงเป็นดารา”
คำพูดค่อนขอดของรสิกาทำให้สีหน้าเคืองๆ ของกรองขวัญคลายลง และหลุดหัวเราะคิกออกมาอย่างอดไม่ได้
“ปากแกนี่ช่างค่อนนักนะยายโรส ระวังเหอะพวกปากแบบนี้มักจะได้อย่างที่พูดแหละ เกลียดอย่างไหนมักจะได้อย่างนั้น ตามที่ฉันรู้มาคุณภามค่อนข้างหยิ่งและถือตัวกับเพศตรงข้ามจะตาย”
“เสียใจ ฉันไม่นางเอกนิยายจะได้เกลียดพระเอกแล้วมารักในภายหลัง แล้วตาภามอะไรนี่ฉันแค่หมั่นไส้เฉยๆ เท่านั้น”
“เออ แล้วฉันจะคอยดู”
“ดูไปเถอะ แล้วที่แกบอกว่าเขาถือตัวกับเพศตรงข้าม ไม่ใช่ว่ายอมถวายตัวกับเพศเดียวกันหรอกนะ สมัยนี้ผู้ชายหล่อๆ มักจะกินกันเองทั้งนั้นแหละ”
“บ้าแล้วยายโรส คุณภามไม่ได้เป็นอย่างที่แกพูดหรอกน่า แล้วตกลงแกหายหรือยังเหน็บชา จะได้เข้าไปในงาน ป่านนี้พี่ชายฉันด่าแล้วมั้งเนี่ย”
“หายแล้ว หายตอนไหนฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
คนพูดก้มมองเท้าขวาของตัวเองอย่างแปลกใจ ที่จู่ๆ อาการเหน็บชาก็หายไปราวกับปลิดทิ้งทั้งที่ยังไม่ได้ออกแรงนวดแต่อย่างใด แล้วจึงก้าวลงจากรถ ส่งกุญแจให้ผู้เป็นเพื่อนหลังจากกดล็อกเรียบร้อยแล้ว
“มางานแต่งที่ห้องเลิศวนาลัยบอลรูมใช่ไหมคะ”
พนักงานสาวในชุดไทยสวยงามค้อมตัวลงถามอย่างนอบน้อมทันทีที่เห็นหญิงสาวสองคนในชุดโจงกระเบนกับเสื้อลูกไม้กรุยกรายเดินขึ้นบันไดมา
“ใช่ค่ะ” หนึ่งในสองสาวเป็นฝ่ายตอบพร้อมส่งยิ้มให้ “ห้องจัดเลี้ยงไปทางไหนหรือคะ”
“เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวา ลงบันไดไปก็จะเจอห้องจัดเลี้ยงค่ะ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
พนักงานสาวมองตามทั้งคู่ไปจนลับสายตาก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ “สวยจัง”
“คนไหนที่เธอว่าสวย” เพื่อนพนักงานในชุดคล้ายคลึงกันเดินเข้ามาถามด้วยท่าทางสนอกสนใจ พลางมองตามสายตาผู้เป็นเพื่อนไปยังหญิงสาวทั้งสองคน
“ผู้หญิงคนที่พูดกับฉันไงสวย สวยจนไม่รู้จะอธิบายให้เธอฟังยังไง”
“เป็นพวกดาราหรือเปล่าเพราะงานนี้เจ้าสาวเป็นดารานี่นา ก่อนหน้านี้ฉันก็เห็นน้ำผึ้ง ลัลรินเดินผ่านไป แต่ตัวจริงผอมมาก ไม่เห็นเหมือนในทีวีเลย” พนักงานสาวผู้มาใหม่พูด
“ฉันคิดว่าคงไม่ใช่หรอกเพราะดูแล้วไม่คุ้นหน้าเลย” คนถูกถามตอบอย่างมั่นใจ “เมื่อกี้ตอนน้ำผึ้ง ลัลรินเข้ามาฉันก็ไม่ทันได้มอง แล้วที่เธอบอกว่าผอมน่ะ ดาราส่วนมากก็ผอมกว่าในทีวีกันทั้งนั้น”
“ไม่ทันดูน้ำผึ้ง ลัลริน เพราะมัวแต่จ้องผู้ชายหล่อๆ คนนั้นอยู่หรือเปล่า” คนเป็นเพื่อนถามยิ้มๆ
“ฉันยอมรับว่ามัวแต่จ้องผู้ชายคนนั้นจริงอย่างที่เธอว่า ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ล้อหล่อ ถ้าจับมายืนคู่กับผู้หญิงคนเมื่อกี้คงสมกันราวกิ่งทองกับใบหยกแน่เลย”
คนพูดทำท่าทางเคลิบเคลิ้มและคงอยู่ในท่านี้อีกนานถ้าเพื่อนไม่สะกิดแขนเสียก่อน
“เธออย่ามัวแต่ทำท่าเคลิ้ม โน่น...หัวหน้ายืนเหล่อยู่ รีบไปต้อนรับแขกคนอื่นก่อนเถอะ เดี๋ยวจะถูกดุ”
รสิกาเดินตามหลังผู้เป็นเพื่อนเข้าไปในห้องเลิศวนาลัยบอลรูม ซึ่งเป็นห้องจัดเลี้ยงสำหรับงานพิธีมงคลสมรสระหว่างกันตภพ หิรัญกนก นักธุรกิจเจ้าของบริษัทโฆษณาชื่อดังอย่าง คลิกแอดเวอร์ไทซิงแอนด์มาร์เกตติง กับเมธาวี ศรีประสงค์ ดารานางร้ายชื่อดังแห่งยุค แล้วก็ต้องเบิกตากว้างและอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจระคนทึ่งกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
“พระเจ้าช่วย”
เพราะห้องจัดเลี้ยงหรูหราที่เธอเห็นวันก่อน จากการตามกรองขวัญมาดูสถานที่ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นห้องโถงกว้างและถูกตกแต่งตามแบบในยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นเฉลียงหินอ่อนกว้างที่ทางโรงแรมเนรมิตขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ มุมหนึ่งของห้องมียกพื้นคาดว่าคงเป็นเวทีสำหรับไว้ให้แขกในงานได้เต้นรำ ด้านซ้ายมือจัดตั้งโต๊ะหลายตัวปูด้วยผ้าขาวสะอาดเตรียมไว้ให้แขกนั่งรับประทานอาหารซึ่งจัดเป็นแบบบุฟเฟต์ ถัดไปเป็นซุ้มอาหารคาวหวานและเครื่องดื่ม ซึ่งมีพนักงานแต่งกายด้วยชุดไทยประจำอยู่ เข้ากับเสียงเพลงไทยสมัยเก่าที่เปิดคลออยู่เบาๆ แทบจะไม่เหลือเค้าเดิมให้เห็น ยกเว้นแชนเดอเลียร์ที่ยังคงประดับอยู่บนเพดานเท่านั้น
ถ้าไม่เห็นช่อกุหลาบแดงที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามบนเวที และเจ้าบ่าวเจ้าสาวในชุดแต่งงานที่กำลังถ่ายรูปอยู่กับแขกแล้วละก็ ต้องคิดว่าตัวเองหลุดเข้าไปในยุคอดีตอย่างที่เคยจินตนาการตอนอ่านหนังสือเป็นแน่
“ตายแล้วยายโรส แกดูสิ เหมือนเราหลุดเข้าไปในอดีตเมื่อเกือบร้อยปีจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อเลย” กรองขวัญก็มีอาการไม่ต่างกัน
“นั่นสิ เหมือนมากจนน่าตกใจ”
เจ้าของดวงหน้าสวยแปลกตาพยักหน้ารับด้วยอาการเหม่อๆ ก่อนดวงตาดำขลับจะมองไปยังแขกที่มาร่วมงาน ซึ่งเวลานี้เริ่มทยอยกันเข้ามา แต่ละคนแต่งกายตรงตามที่เจ้าภาพกำหนดไว้จนดูละลานตาไปหมด
“ถ้าฉันไม่เห็นพี่กันต์กับพี่เมย์ยืนถ่ายรูปละก็ ต้องคิดว่าเราหลงยุคแน่” กรองขวัญพูดราวกับเข้ามานั่งอยู่ตรงกลางใจคู่สนทนา
“อืม”
รสิกาเห็นด้วย เพราะที่เห็นอยู่ขณะนี้มันเหมือนฉากในนิยายที่เธอเพิ่งอ่านจบชัดๆ หญิงสาวมองไปทางเฉลียงหินอ่อนซึ่งมีชายหลายวัยยืนชุมนุมกันอยู่ ทั้งหมดอยู่ในชุดแต่งกายเสื้อราชปะแตนสีขาวกระดุมทองห้าเม็ด ส่วนท่อนล่างเป็นโจงกระเบนหลากสี ในมือของทุกคนมีแก้วเครื่องดื่มสีสันสวยงาม หลายคนเธอคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี เพราะเป็นลูกค้าและพนักงานของบริษัท
พลัน...วาบหนึ่งในห้วงความคิด จู่ๆ รสิกาก็นึกถึงผู้ชายที่ขับรถเฉี่ยวเธอขึ้นมาพลางคิดว่าคงจะไม่โคจรมาเจอกันในงานนี้หรอกนะ หญิงสาวรีบปัดความคิดดังกล่าวออกไป คงจะไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกน่า ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับผู้เป็นเพื่อนที่สะกิดแขนเธอยิกๆ
“โรส แกดูแม่นางเอกเจ้าน้ำตาคนนั้นสิ แหม...แต่งตัวคล้ายกับแกเลยนะ แต่ฉันว่าความสวยยังห่างแกอยู่หลายขุม”
คนถูกสะกิดมองตามสายตาของผู้เป็นเพื่อน เห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่ตามมุมต่างๆ แต่ละคนสวมใส่โจงกระเบนกับเสื้อลูกไม้กรุยกราย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สวมซิ่นยาวเลยเข่าแทนโจงกระเบน ทว่าที่เหมือนกันคือต่างสวมใส่เครื่องประดับแพรวพราวละลานตามาประกวดประขันกันเต็มที่
