บทที่ 4 4
“เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย แม้แต่ผู้ชายยังเสพติดศัลยกรรมไม่แพ้กัน ถ้าลองกลับไปดูหน้าเดิมๆ อาจจะจำตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ”
กรวิชญ์พยักหน้าเห็นด้วย เพราะที่ผู้เป็นเพื่อนพูดก็ไม่ได้เกินจากความเป็นจริงไปนัก ปัจจุบันทั้งผู้ชายผู้หญิงต่างเสพติดการทำศัลยกรรมกันอย่างหน้ามืดตามัว จนกระทั่งลืมนึกถึงผลเสียที่จะตามมาในอนาคต ไม่ต้องดูใครที่ไหน นายแบบนางแบบในเอเจนซีของเขานั่นไง แต่ละคนหน้าตาหล่อสวยศัลยกรรมแทบทุกคน ทำกันจนจำเค้าหน้าเดิมแทบไม่ได้
“มันก็จริงอย่างที่แกพูดว่ะไอ้ภาม สมัยนี้หาผู้หญิงหน้าตาสวยตามธรรมชาติได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรแล้วมั้ง แต่ผู้หญิงคนนั้นสวยจริงๆ ดูก็รู้ว่าไร้ซึ่งศัลยกรรม”
จบคำพูดของผู้เป็นเพื่อน พลันในห้วงความคิดของภีมวัจน์ก็ปรากฏภาพของผู้หญิงหน้าตาสวยประหลาด ที่มองเขาราวกับเห็นผีคนนั้นผุดวาบขึ้นมาทันที ชายหนุ่มแปลกใจตัวเองไม่น้อย ว่าเหตุใดในหัวของเขาจึงเต็มไปด้วยภาพของเธอทั้งที่ไม่เคยปรากฏภาพของผู้หญิงคนไหนมาก่อน
“ว่าแต่แกจะไปควานหาตัวเธอได้ที่ไหนวะ กรุงเทพฯ ไม่ได้แคบๆ นะโว้ย”
“มันก็คงไม่กว้างจนหากันไม่เจอหรอกว่ะ” คนพูดพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“แต่มันก็ไม่ได้แคบจนมาโคจรมาเจอกันง่ายๆ นักหรอกว่ะ แต่ดูแกมั่นอกมั่นใจเหลือเกินนะว่าจะต้องเจอตัวเธอ”
ภีมวัจน์นิ่ง ไม่ตอบเพื่อน เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกมั่นอกมั่นใจเช่นนั้น อาจเป็นเพราะลางสังหรณ์ในใจลึกๆ บอกเขาว่าจะได้พบกับผู้หญิงคนนี้ในอีกไม่ช้า
“เอาวะ ยังไงฉันก็ขออวยพรให้แกเจอกับเธอในเร็ววันแล้วกันว่ะ ว่าแต่แกอยากได้เธอมาเป็นนางแบบอย่างเดียวจริงๆ หรือวะ” กรวิชญ์แกล้งถามยิ้มๆ ทำเอาคนที่ไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ รีบปรับสีหน้าก่อนตอบเสียงเคร่งเครียด
“แล้วแกคิดว่าถ้าฉันอยากได้อย่างที่แกพูดฉันจะได้ไหมล่ะ”
คนถูกถามยังไม่ทันตอบ จากัวร์คันงามก็แล่นมาถึงหน้าโรงแรมดังย่านกลางกรุง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเปิดตัวห้องชุดสุดฮิปที่ทั้งคู่มาร่วมงานเสียก่อน ทำให้ต้องยุติการสนทนาลงแต่เพียงเท่านั้น
รสิกายังคงยืนนิ่งอยู่ตรงต้นจามจุรี และอาจยืนต่อไปอีกนาน ถ้ามารดาไม่ส่งเสียงเรียกเสียก่อน
“โรส ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นล่ะลูกทำไมยังไม่เข้าบ้านอีก”
เสียงเรียกทำให้คนที่คิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยง ครั้นหันไปมองที่มาของเสียงก็เห็นร่างบอบบางของคุณรสรินผู้เป็นมารดาในชุดกระโปรงยาวลายดอกไม้สีสันสดใสยืนอยู่ตรงประตูรั้วที่เปิดค้างเอาไว้ และจ้องมายังเธอเขม็ง
“กำลังจะเข้าไปค่ะแม่” รสิกาบอกเสียงใส พยายามเดินตัวตรงๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต ทว่าดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไรนักดูจากน้ำเสียงตกอกตกใจของผู้เป็นแม่
“ทำไมเดินท่าทางแปลกๆ อย่างนั้นล่ะลูก แล้วกางเกงไปเปื้อนอะไรมา” คุณรสรินถามพร้อมกับก้าวพรวดถึงตัวบุตรสาวทันที จนเจ้าตัวจำต้องพูดความจริงออกไปด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
“เอ่อ...โรสถูกรถเฉี่ยวนิดหน่อยค่ะแม่”
“ถูกรถเฉี่ยวนี่นะบอกนิดหน่อย ไหนมาให้แม่ดูหน่อย แล้วเจ็บตรงไหนบ้าง”
คุณรสรินอุทานเสียงสูงพลางจับร่างระหงตรงหน้า หมุนซ้ายขวาราวกับค้นหาร่องรอยของการบุบสลาย ทำให้คนเป็นบุตรสาวหัวเราะจนตาหยี
“โรสไม่เป็นไรหรอกค่ะ เจ็บที่สะโพกนิดหน่อยเท่านั้นเอง” คำว่านิดหน่อยที่บอกไปเจ้าตัวรู้ดีว่าจริงๆ มันตรงกันข้าม
คนฟังยกมือจิ้มหน้าผากบุตรสาวคนเดียวอย่างหมั่นไส้ หลังจากสำรวจดูแล้วเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่บอกจริง
“ยังจะมาพูดเล่นอีก ทำไมเดินไม่รู้จักระมัดระวังเลยล่ะ ถ้าลูกเป็นอะไรไปแล้วแม่จะอยู่ยังไง”
คำพูดดังกล่าวทำให้รสิกานิ่งอึ้ง พลางคิดว่าถ้าเกิดเธอหลงเข้าไปในหนังสือที่อ่านจริงๆ ล่ะ ผู้เป็นแม่คงโศกเศร้าเสียใจไม่น้อยเพราะมีเธอเป็นลูกสาวคนเดียว
“ไม่ต้องห่วงค่ะแม่ โรสหัวแข็ง”
“ว่าแล้วยังไม่สลดอีกหรือเดินอ่านหนังสือไปด้วย”
รสิกาฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “แม่พูดเหมือนลุงหมอเลยค่ะ”
“แล้วลูกทำอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่าล่ะ” คุณรสรินถามพลางมองดวงหน้าสะสวยของบุตรสาวอย่างคาดคั้น
“เปล่าหรอกค่ะ แหม ใครจะเดินอ่านหนังสือได้ล่ะคะ” คนพูดส่ายหน้าก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องโดยการถามหาบิดา “แล้วพ่อไปไหนคะ”
“โน่น...ปลูกต้นไม้อยู่กับพี่สินตรงโน้น”
คุณรสรินพูดด้วยสีหน้ายิ้มละไมแล้วเดินนำบุตรสาวเข้าไปในรั้วบ้าน ทั้งคู่ตรงไปยังศาลาทรงไทยประยุกต์สีน้ำตาลเข้มที่อยู่ใกล้กับสระบัว ซึ่งกำลังผลิดอกชูช่อสีชมพูสดใสล้อกับสายลมยามเย็น
“โอย สดชื่นจังเลย”
หญิงสาวพูดเสียงใสพลางแหงนหน้าสูดลมหายใจรับอากาศสดชื่นเข้าจนเต็มปอด ก่อนก้าวขึ้นบันไดตามหลังผู้เป็นมารดาไปยืนพิงลูกกรงของตัวศาลา มองไปยังบริเวณข้างๆ ตัวบ้าน ซึ่งเวลานี้กลายเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับขนาดย่อมไปแล้ว ด้วยฝีมือบิดาและลุงสินสามีของนางดวงแข ซึ่งอยู่กับครอบครัวของเธอมาตั้งแต่เธอยังไม่เกิดด้วยซ้ำ เปรียบไปก็ประดุจญาติสนิท
สาวร่างสูงเพรียวหันไปมองตัวตึกสีครีมขนาดกลางแบบทันสมัยแล้วอดนึกถึงตัวบ้านทรงไทยหลังใหญ่ที่อ่านจากในนิยายเล่มนั้นไม่ได้ อยากรู้นักว่าบ้านแบบนั้นจะยังมีหลงเหลือให้เห็นอยู่ไหมหนอ ถ้าบ้านของเธอเป็นเรือนทรงไทยอย่างนั้นบ้างก็ดีสิ แล้วคนปากไวก็พูดออกไปตามใจคิดทันที
“จริงๆ บ้านเราน่าจะเป็นเรือนทรงไทยนะคะแม่”
“ทำไมจู่ๆ ลูกถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะจ๊ะ”
คำถามของมารดาทำเอาคนถูกถามนิ่งเงียบไปชั่วครู่ แต่ด้วยปฏิภาณไหวพริบของตัวเอง ทำให้หาคำตอบมาจนได้ “จะได้เข้ากับศาลาทรงไทยหลังนี้ไงคะ และดูกลมกลืนไปกับต้นไม้หรือดอกไม้ไทยๆ ที่พ่อปลูกไว้ด้วย”
พูดจบดวงตาคู่สวยก็กวาดมองไปยังสวนข้างบ้าน ที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยที่บิดาเป็นผู้ปลูกไว้เพื่อเพิ่มร่มเงาให้แก่ตัวบ้าน อีกทั้งยังเป็นที่อาศัยของบรรดานกต่างๆ นอกจากนั้นยังมีไม้ดอกนานาพันธุ์ในกระถางที่มารดาซื้อไว้วางเรียงรายเป็นแถวอีก แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ต้นสายหยุด ซึ่งเวลานี้ดอกเหี่ยวเฉาของมันโรยราหล่นเกลื่อนอยู่บนพื้น และกำลังจะบานใหม่อีกครั้งในเวลาใกล้ค่ำ ถัดไปไม่ไกลนักเป็นต้นราชาวดีที่ออกดอกสีขาวเป็นพวงสวยแต่กลิ่นของมันค่อนข้างรุนแรง เห็นแล้วก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวในหนังสือที่ยังถืออยู่ในมือขึ้นมาอีกจนได้
นี่ตกลงหนังสือนิยายเล่มเดียวทำให้เธอคิดไปได้ต่างๆ นานาจริงๆ เห็นอะไรก็พลอยนึกถึงเรื่องในหนังสือไปหมด แม้แต่ใบหน้าของผู้ชายคนนั้น เฮ้อ...เป็นเอามากจริงๆ รสิกา อ่านหนังสือมาก็ร่วมร้อยเรื่องแต่ไม่เคยเก็บเอามาคิดเป็นตุเป็นตะแบบนี้เลยสักครั้ง
“ลูกรู้ไหม ตอนพ่อจะสั่งทำศาลาทรงไทยแม่ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นะ เพราะดูไม่น่าจะเข้ากับตัวบ้านเลย แต่พอเอามาตั้งกลับลงตัวดี ว่าแต่แม่ได้ยินพ่อเขาบอกว่าโรสจะลงมือจัดสวนเองหรือจ๊ะ”
“ค่ะแม่ โรสกำลังศึกษาจากหนังสือที่ซื้อมาอ่านอยู่คิดว่าไม่น่าจะยาก บ้านเราปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้เยอะน่าจะจัดสวนได้สวย โรสอยากจัดสวนแบบประยุกต์เพื่อให้กลมกลืนกับตัวบ้านและศาลาทรงไทยหลังนี้”
คนเป็นบุตรสาวบอกพลางหัวเราะเสียงใส หลังจากทรุดนั่งข้างๆ มารดาบนเก้าอี้ที่ทำจากหวายที่ลงชะแล็กจนเป็นเงามันวับ วางหนังสือนิยายลงบนโต๊ะตัวเล็ก แล้วหยิบคุกกี้จากขวดโหลดที่วางอยู่ใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“อย่างนี้นี่เองเล่า ตอนนี้พ่อของโรสเห็นรถมาขายต้นไม้ไม่ได้ ขนซื้อเตรียมไว้ให้ลูกสาวจัดสวน แล้วจะทำเมื่อไหร่จ๊ะ วันหยุดถ้าไม่เอางานมาทำที่บ้านแม่ก็เห็นไปเดินแต่จตุจักร”
“โรสคิดว่าจะลงมือทำอาทิตย์หน้านี้แหละค่ะ แต่ไม่รู้จะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า”
รสิกาพูดถ่อมตัว ทั้งที่รู้ดีว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านนี้อยู่แล้ว สมกับตำแหน่งครีเอทีฟที่ต้องคอยพัฒนาความคิดของตัวเองให้ก้าวล้ำนำหน้าอยู่เสมอ
