บทที่ 6 6

6

จากการที่รสิกาถูกรถเฉี่ยววันนั้นและคิดว่าไม่เป็นไรมาก กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะวันรุ่งขึ้นก็มีอาการระบมจนเดินไม่ถนัด เจ้านายอย่างกันตภพจึงขอร้องแกมบังคับให้หยุดพักผ่อนอยู่กับบ้านเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ทั้งที่คนบ้างานไม่ได้อยากจะทำอย่างนั้นเลยสักนิด ครั้งนี้จึงเป็นการหยุดงานยาวในรอบปีเลยก็ว่าได้ ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ไม่คิดจะโทร. ติดต่อเจ้าของรถตามนามบัตรที่ให้ไว้แม้แต่น้อย

ภายในใจยังภาวนาขอให้หายทันงานแต่งงานของเจ้านาย  มิหนำซ้ำยังมีศักดิ์เป็นพี่ชายของเพื่อนสนิทอย่างกรองขวัญอีกด้วย

จนกระทั่งถึงวันศุกร์ อาการของรสิกาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่หายสนิทแต่เป็นเพราะตื่นเต้นกับงานแต่งราวกับงานของตัวเองก็ไม่ปาน ทำให้หญิงสาวลืมอาการเจ็บไปชั่วคราว 

“โรส แต่งตัวเสร็จหรือยังลูก”

คุณรสรินตะโกนถามบุตรสาวอยู่หน้าห้อง โดยมีสาวร่างอวบในชุดโจงกระเบนสีเขียว เสื้อด้านบนเป็นเสื้อลูกไม้แขนพองสีขาว มีระบายที่ช่วงอกกับปลายแขนรวมทั้งชายเสื้อ ที่เอวคาดเข็มขัดหัวนพเก้า ยืนอยู่ข้างๆ

“จะให้ฉันเข้าไปช่วยแต่งไหมจะได้เสร็จไวๆ” 

“ไม่ต้องหรอก เสร็จแล้ว”

สิ้นเสียงประตูห้องก็ถูกเปิดออก คนที่ยืนรออยู่หน้าประตูถึงกับเบิกตากว้างเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่หลังประตู ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่นชมในเวลาต่อมา

“สวยจัง”

กรองขวัญอุทานเสียงสูง เมื่อเห็นร่างสูงเพรียวของผู้เป็นเพื่อนในชุดโจงกระเบนสีเขียวอมฟ้า สวมเสื้อลูกไม้สีขาวเข้ารูป คอเสื้อค่อนข้างลึกจนมองเห็นเนินอกรำไร มีระบายกรุยกรายตรงหน้าอก ช่วงเอว และปลายแขนซึ่งมีความยาวเสมอข้อศอก ลำคอระหงประดับสร้อยมุก ผมยาวปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง

“แกพูดแบบนี้ฉันก็เขินแย่สิ” คนถูกชมทำหน้าระรื่นไม่ได้มีท่าทีเขินอย่างที่บอกเลยแม้แต่น้อย

“ฉันพูดจริง แกแต่งแบบนี้อย่างกับหลุดออกมาจากสมัยโบราณเลยนะยายโรส แต่ทำไมแต่งตัวเร็วจัง ฉันคิดว่าอย่างน้อยต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง”

คำพูดของเพื่อนสนิททำให้รสิกาถึงกับอึ้ง เพราะระหว่างแต่งตัวเธอก็อดนึกถึงการะเกดนางเอกนิยายเรื่องนั้นไม่ได้ และไม่รู้เป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าเธอจึงแต่งได้อย่างคล่องแคล่ว แถมใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิดทั้งที่เพิ่งเคยแต่งเป็นครั้งแรก

“มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนี่นา โจงกระเบนก็เป็นแบบสำเร็จรูป ไม่ได้สวมยากเย็นอย่างโจงกระเบนสมัยก่อนเสียหน่อย แล้วชุดของแกกับฉันก็ไม่ได้ต่างกันเลยนะยายขวัญ”

รสิกาบอกพลางมองชุดของกรองขวัญที่ไม่ได้แตกต่างกับของเธอแต่อย่างใด ยกเว้นสีของโจงกระเบนเท่านั้นที่ของผู้เป็นเพื่อนเป็นสีเขียว ซึ่งทั้งสองชุดตกลงเช่ามาจากร้านแถวสยาม ราคาก็ไม่ได้แพงมากอย่างที่คิด ส่วนสร้อยมุกน้ำงามที่คอเธอหยิบยืมมาจากผู้เป็นแม่

“ชุดไม่ต่างกันก็จริงแต่แกใส่สวยจนฉันอิจฉา ฉันใส่ชุดแบบนี้ยิ่งดูอ้วน”

แม้ปากจะบอกว่าอิจฉาแต่น้ำเสียงของคนพูดไม่ได้ฉายแววอย่างนั้นเลยสักนิด

“ใครบอกว่าหนูขวัญอ้วนล่ะ แม่ว่าใส่ชุดแบบนี้ยิ่งเน้นให้รูปร่างดูเพรียวมากกว่าเดิมอีกต่างหาก”

คุณรสรินบอกยิ้มๆ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากความจริงไปนัก เพราะกรองขวัญที่แม้รูปร่างจะดูท้วมแต่เพราะเป็นคนค่อนข้างสูง เมื่อมองโดยรวมจึงไม่ได้ดูอ้วนอย่างที่เจ้าตัวชอบพูดอยู่ปาวๆ

“แม่พูดแบบนี้ขวัญค่อยมีกำลังใจหน่อยค่ะ”

กรองขวัญพูดด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะหรี่ตามองเพื่อน

“โรส เมื่อกี้ฉันได้ยินแกพูดว่าโจงกระเบนสมัยก่อนนุ่งยาก แกพูดอย่างกับเคยนุ่งโจงกระเบนมาก่อนอย่างนั้นแหละ”

รสิกาอึ้งไปครู่หนึ่งแต่มีหรือคนที่มีไหวพริบปฏิภาณดีอย่างเธอจะจนมุม

“ฉันเคยอ่านจากหนังสือนิยาย ว่าโจงกระเบนนุ่งยากถ้าไม่ชำนาญจริงจะนุ่งได้ไม่งาม เอ่อ...ไม่สวย”

นิยายที่ว่าก็ไม่พ้นเรื่องที่เธอเพิ่งอ่านจบไปนั่นเอง แล้วฉับพลันใบหน้าของชายหนุ่มผู้มีหน้าตาละม้ายพระเอกในเรื่องดังกล่าวก็วาบเข้ามาในสมองทันทีราวกับสั่งได้ ซึ่งไม่รู้ว่าจู่ๆ ก็ไปคิดถึงเขาทำไม

หญิงสาวยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองแรงๆ เพื่อไล่ภาพนั้นออกไปจากห้วงความคิด ทำเอากรองขวัญมองอย่างสงสัย

“แกเป็นอะไรไปยายโรส ตบหน้าผากตัวเองทำไมกัน”

“เปล่า ใครบอกว่าตบล่ะ ฉันแค่เกลี่ยครีมที่หน้าผาก” คนเอาสีข้างเข้าถูสั่นหน้าปฏิเสธเสียงแข็งแล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่องพูดทันที “ฉันว่าเรารีบไปกันเถอะวันนี้วันศุกร์แห่งชาติด้วย แล้วแกเป็นน้องสาวเจ้าบ่าว ไม่ต้องไปช่วยรับแขกในงานเลยหรือไง”

น้องสาวเจ้าบ่าวส่ายหน้า

“เรื่องนั้นให้ทางฝ่ายเจ้าสาวรับผิดชอบไปทั้งหมด คืนนี้ฉันขอสอดส่องหนุ่มหน่อเนื้อเชื้อขุนนางทั้งหลายซะหน่อย ว่าใครจะแต่งกายได้เหมาะสมที่สุด” พูดพลางจ้องหน้าผู้เป็นเพื่อนเขม็งแล้วยิ้มกริ่ม “ส่วนชุดแต่งกายผู้หญิงฉันคิดว่าคงไม่มีใครสวยเกินหน้าเกินตาแกไปได้หรอกแม่หญิงรสิกา”

คนถูกชมยิ้มกว้างจนตายิบหยีเผยลักยิ้มบุ๋มสองข้างแก้ม แล้วโค้งกายให้คนชมอย่างล้อเลียนมากกว่าจะคิดจริงจังตามคำพูด

“แน่นอนอยู่แล้วฉันต้องสวยที่สุดในปฐพี”

“แหม...ไม่คิดจะถ่อมตัวเองบ้างเลยนะแก” กรองขวัญพูดด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ “แต่จะว่าไปรูปร่างหน้าตาของแกก็เหมาะกับชุดแบบนี้จริงๆ ตกลงแกเป็นคนสมัยโน้นกลับชาติมาเกิดหรือไงยะ”

“ช่าย” รสิกาเชิดหน้าตอบน้ำเสียงยานคางจุดประสงค์เพื่อแกล้งเพื่อน “ฉันคือ...แม่หญิงการะเกดกลับชาติมาเกิดและกำลังตามหาท่านชายก้อง”

คำพูดสุดท้ายหลุดออกไปจากปากโดยไม่รู้ตัว

“แม่หญิงการะเกดที่แกพูดถึงคือนางเอกนิยายอีกละสิ”

กรองขวัญถามพลางส่ายหน้าไปมาอย่างหน่ายๆ เพราะรู้ว่าผู้เป็นเพื่อนเป็นคนชอบอ่านหนังสือนิยายเป็นชีวิตจิตใจ แต่จะว่าไปแล้วเพื่อนของเธอก็ใช่ว่าจะชอบอ่านแต่นิยายอย่างเดียว เรียกว่าอ่านหนังสือแทบจะทุกชนิดเลยก็ว่าได้ สมกับตำแหน่งครีเอทีฟมือฉมังของบริษัท

“ถูกต้องแล้วย่ะ การะเกดเป็นนางเอกนิยายเรื่องล่าสุดที่ฉันเพิ่งอ่านจบและกำลังฟินมากถึงมากที่สุด”

“แล้วท่านชายก้องที่แกบอกว่ากำลังตามหาคือใครกัน”

คำถามของเพื่อนทำเอารสิกานึกก่นด่าตัวเอง นี่เธอเผลอหลุดพูดชื่อนี้ออกไปได้อย่างไร แต่มีหรือคนอย่างเธอจะจนด้วยคำถาม

“ท่านชายก้องที่ฉันพูดถึงก็เป็นพระเอกในนิยายเรื่องเดียวกันนั่นแหละ”

“แกนี่มันบ้าเข้าขั้นเลยนะยายโรส แต่ไม่แน่นะท่านชายก้องที่แกพูดถึงอาจจะไปเจอกันในงานแต่งงานพี่กันต์ก็ได้ใครจะรู้” กรองขวัญพูดเสียงกลั้วหัวเราะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป