บทที่ 8 8
8
สิ่งของที่มารดาถือมาเป็นหวีสับ ซึ่งทำจากมุกน้ำงามสลับกับเพชรส่องประกายวิบวับ บอกถึงความเลอค่าได้เป็นอย่างดี
“โรสไม่ยักรู้ว่าแม่มีของแบบนี้ด้วย อย่าบอกนะคะว่าเป็นของเก่าของคุณยายทวด”
“ใช่จ้ะ เป็นของเก่าที่ตกทอดมาจากคุณยายทวดจ้ะ แม่เก็บไว้นานแล้วไม่กล้าเอาออกมาใช้ ถ้าเกิดทำหล่นหายละเสียดายแย่เลย ของเก่าหาไม่ได้อีกแล้ว โรสดูแลดีๆ นะลูก” พูดพลางก็นำหวีดังกล่าวเสียบฉับไปที่ผมด้านหน้าของบุตรสาวแล้วเอียงซ้ายขวามอง
“ดีแล้วค่ะคุณแม่ เข้ากันกับสร้อยมุกที่ยายโรสใส่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ จะว่าไปแล้วหน้าตาของยายโรสก็ไม่เหมาะกับการเกล้ามวยจริงๆ” กรองขวัญออกความเห็น
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ โรสจะดูแลรักษาและสมบัติตกทอดของคุณยายทวดของแม่เท่าชีวิตเลยค่ะ” รสิการับปากมารดาเสียงใสแล้วจึงหันไปทางเพื่อน “เรารีบไปกันเถอะ ถึงแกจะบอกว่ามอบทุกอย่างให้ทางเจ้าสาวจัดการ แต่แกก็ไม่ควรไปพร้อมกับแขกทั่วไปนะยายขวัญ”
พูดจบก็เดินนำไปยังรถสปอร์ตคันงาม เจ้าของรถจึงต้องรีบเดินตามไปโดยเร็ว
“แกขับรถไหวหรือเปล่า ฉันรู้สึกปวดหัวนิดหน่อย เป็นเพราะฟังเรื่องเมื่อกี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ชีวิตจริงนี่มันยิ่งกว่านิยายอีกนะ” กรองขวัญพูดพร้อมกับส่งกุญแจรถให้อีกฝ่าย
“ฉันเจ็บสะโพกไม่ได้เจ็บขาหรือแขน ขับได้สบายมาก แต่แกห้ามมาด่าฉันทีหลังนะ” รสิกาพูดพลางอมยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ถ้าเราแต่งตัวแบบนี้ไปเดินตามท้องถนนคนก็คงนึกว่าเราหลุดมาจากโรงพยาบาลบ้าแน่ว่ะ จริงไหมวะไอ้ภาม” กรวิชญ์พูดออกมา ขณะก้มลงมองชุดโจงกระเบนสีเขียวอมฟ้ากับเสื้อราชประแตนสีขาว กระดุมทองห้าเม็ด
“อืม” ภีมวัจน์พยักหน้ารับ ชายหนุ่มแต่งกายอยู่ในชุดคล้ายเพื่อนราวกับคู่แฝด เพราะว่าทั้งคู่รับหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มที่ชิงแต่งงานไปก่อน
หลังพาจากัวร์คันงามเข้าไปจอดหน้าโรงแรมดังย่านถนนวิทยุ ที่ยังพอจะเหลือที่จอดบ้างเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงสง่าของภีมวัจน์ก็ก้าวนำเพื่อนสนิทตรงไปยังห้องจัดเลี้ยงที่จะต้องเดินผ่านบริเวณล็อบบีซึ่งเวลานี้โซฟาที่จัดตั้งไว้ตามมุมต่างๆ มีแขกของโรงแรมที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาตินั่งจับจองอยู่ ครั้นชายหนุ่มในชุดไทยสมัยโบราณทั้งสองคนเดินข้ามาจึงตกเป็นเป้าสายตาของใครหลายคนทันที
“ไอ้ภาม ที่นั่งๆ อยู่นั่นคงไม่มีคนของแกอยู่ด้วยนะโว้ย” กรวิชญ์หมายถึงแซมบอดีการ์ดของผู้เป็นเพื่อนที่มักจะคอยตามติดอยู่ห่างๆ
“ไม่น่ามีเพราะฉันขอไว้แล้วว่าสองสามวันนี้ไม่ต้องตาม”
ภีมวัจน์ตอบแต่ก็อดกวาดสายตามองหาคนที่ถูกพูดถึงไม่ได้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมักจะคอยตามติดเขาอยู่เสมอ ดีหน่อยที่เจ้าตัวคอยตามห่างๆ ไม่ได้เอิกเกริกเหมือนพวกลูกนักการเมืองบางคนที่เวลาไปไหนก็มีคนห้อมล้อม
“หวังว่าคงไม่ไปเจอคนของแกแต่งชุดไทยเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในงานนะ” กรวิชญ์บอกเสียงกลั้วหัวเราะ
“พูดมากน่า เข้าไปข้างในกันเถอะ”
ทว่ายังไม่ทันจะขยับเท้าก้าว พนักงานต้อนรับสาวสวยในชุดไทยงดงามก็ปราดเข้ามาค้อมกายถามพร้อมรอยยิ้มหวานหยด
“มางานแต่งงานที่ห้องเลิศวนาลัยหรือเปล่าคะ”
ผู้ที่ตอบคำก็ไม่พ้นเป็นกรวิชญ์ที่ถามออกไปตามมารยาททั้งที่รู้ที่หมายดีอยู่แล้ว
“ห้องจัดเลี้ยงไปทางไหนหรือครับ”
“เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวา ลงบันไดก็จะเจอห้องจัดเลี้ยงนะคะ” พนักงานสาวบอกน้ำเสียงหวานไม่แพ้รอยยิ้ม และดูเหมือนจะมอบให้แก่ชายหนุ่มอีกคนเป็นพิเศษ
“ขอบคุณครับ” กรวิชญ์เอ่ยก่อนจะเดินไปตามทางที่บอก แต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อได้ยินเสียงอ่อนหวานทักทายจากทางเบื้องหลัง
“คุณวิชญ์คะ”
เจ้าของชื่อหันกลับไปมองต้นเสียง ก็พบร่างค่อนข้างผอมของหญิงสาวผิวขาวหน้าตาสะสวยในชุดโจงกระเบนสีเขียวอมฟ้า เสื้อลูกไม้กรุยกรายสีขาวราวกับสาวชาววังยืนยิ้มหวานอยู่
“อ้าว...คุณลัลรินสวัสดีครับ”
กรวิชญ์ทักนางเอกชื่อดังแห่งยุคด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม หญิงสาวตรงหน้าอยู่ในชุดไทยแบบโบราณซึ่งเจ้าตัวแต่งได้น่ามองมากกว่าชุดในปัจจุบัน
“ตอนแรกน้ำผึ้งก็ไม่แน่ใจว่าใช่คุณวิชญ์หรือเปล่า แต่งชุดไทยแบบนี้แล้วจำแทบไม่ได้เลยค่ะ”
ลัลรินพูดพลางปรายตามองไปยังชายหนุ่มอีกคนที่ยืนนิ่งอยู่ราวกับเรียกร้องความสนใจ เจ้าของเอเจนซีชื่อดังมองสายตาดังกล่าวออก จึงกระตุกยิ้มออกมาอย่างขันๆ
“ผมเองก็ยังนึกว่าสาวชาววังที่ไหนมาเรียกเสียอีก แต่คุณลัลรินแต่งกายชุดไทยได้สวยนะครับ ว่าแต่ดาราดังอย่างคุณมาปรากฏตัวแบบนี้ไม่ถูกแฟนๆ รุมทึ้งแย่หรือครับ”
สีหน้าของคนถูกถามเกือบจะแสดงความเบื่อหน่ายออกมาแต่ก็เก็บไว้ได้ทัน
“ก็ต้องทำใจ น้ำผึ้งเป็นคนของประชาชนนี่คะ ถ้าไม่ได้แฟนๆ พวกนี้ช่วยสนับสนุน น้ำผึ้งก็คงไม่ได้เกิดหรอกค่ะ”
“ถ้าแฟนคลับคุณลัลรินมาได้ยินแบบนี้ก็ปลื้มแย่สิครับ สมกับเป็นนางเอกขวัญใจมหาชนจริงๆ”
“ขอบคุณค่ะคุณวิชญ์ แต่เรียกน้ำผึ้งดีกว่านะคะเรียกลัลรินแล้วฟังดูห่างเหิน” นางเอกสาวคลี่ยิ้มรับคำชมก่อนจะข่มกลั้นความอายเอ่ยถามออกไป “เอ่อ...แล้วคนข้างๆ คุณวิชญ์ใช่คุณภีมวัจน์หรือเปล่าคะ”
“อ๋อ...ใช่ครับ ผมก็ลืมแนะนำ”
กรวิชญ์พูดยิ้มๆ แล้วจึงหันไปหาเพื่อนสนิทที่ยืนเก๊กหล่ออยู่เพื่อแนะนำให้รู้จักกับดาราสาว ที่เขามั่นใจว่าคงอยากจะรู้จักเพื่อนของเขาเต็มแก่แล้ว
“ภาม คุณลัลรินหรือคุณน้ำผึ้งเป็นนางเอกเจ้าบทบาทที่ใครๆ ก็รู้จัก”
“สวัสดีครับคุณลัลริน”
ภีมวัจน์ค้อมศีรษะทักทายพร้อมกับมองสาวร่างบางตรงหน้า คำพูดของเพื่อนที่ว่าใครๆ ก็รู้จักคงต้องยกเว้นเขาสักคน วูบหนึ่งชายหนุ่มคลับคล้ายเห็นร่างของใครบางคนซ้อนทับขึ้นมาจนต้องกะพริบตาไล่ภาพดังกล่าวออกไป หงุดหงิดกับสายตาของตัวเองไม่น้อย ที่คอยแต่จะเห็นภาพของผู้หญิงคนนั้นตามมาหลอกหลอนอยู่ร่ำไป
“สวัสดีค่ะคุณภาม เอ่อ คุณภีมวัจน์”
