บทที่ 9 9
9
ลัลรินคลี่ยิ้มที่คิดว่าสวยที่สุดออกไป แม้อยากจะทำตัวสนิทสนมด้วยการเรียกชื่อเล่นของชายหนุ่มตรงหน้า ทว่าดาราสาวก็ยังไม่ค่อยกล้านักก่อนจะปลอบใจตัวเองให้ใจเย็นเข้าไว้ ค่อยๆ คืบคลานเข้าหาน่าจะดีกว่า เพราะตามที่รู้มาชายหนุ่มผู้นี้ค่อนข้างถือตัวกับเพศตรงข้าม และที่สำคัญผู้ชายอย่างภีมวัจน์ไม่ได้หาได้ดาษดื่นตามท้องตลาด
“ผมรู้มาว่าคุณน้ำผึ้งเป็นเพื่อนเจ้าสาวด้วยไม่ใช่หรือครับ” กรวิชญ์ชวนหญิงสาวคุยเพราะถ้าขืนรอให้เพื่อนสนิทผู้ปากหนักของเขาพูดคงต้องรอง้างกันอีกนานเป็นแน่
“ค่ะ พี่เมย์ขอให้น้ำผึ้งมาช่วยเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้น่ะค่ะคุณวิชญ์”
นางเอกคนสวยบอกเสียงอ่อนหวานทั้งที่ความเป็นจริงเธอเป็นคนอาสาเองต่างหาก ทั้งนี้ถ้าไม่เป็นเพราะมีจุดมุ่งหมายสำคัญบางอย่าง มีหรือคนอย่างเธอจะเสนอตัว เพราะใจยังนึกขุ่นเคืองเจ้าบ่าวในวันนี้ไม่หาย เพราะตอนแรกก็ทำท่าจะมาติดพันเธออยู่พักหนึ่ง แต่จู่ๆ ดันตาต่ำไปคว้านางร้ายอย่างเมธาวี แทนที่จะเป็นนางเอกอย่างเธอเสียนี่
เมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาลัลรินก็ยังรู้สึกเสียหน้าไม่หาย ดีที่เรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องมากนัก และเธอก็เชื่อว่าคนอย่างกันตภพเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่เอาไปพูดให้เธอเสียหาย
“แล้วคุณวิชญ์กับคุณภีมวัจน์ล่ะคะทำไมถึงมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวได้” ลัลรินถามเพราะความไม่รู้จริงๆ
“อ๋อ ไอ้กันต์เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกับผมสองคนมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้วครับ เพื่อนแต่งงานทั้งทีผมสองคนก็ต้องมารับหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวสิครับ”
กรวิชญ์บอกยิ้มๆ แต่ทำเอาคนฟังแทบยิ้มไม่ออก นางเอกสาวไม่เคยคิดมาก่อนว่าชายหนุ่มทั้งคู่จะเป็นเพื่อนสนิทของกันตภพ หวังว่าเขาคงไม่เอาไปพูดอย่างที่เธอกลัวหรอกนะ แต่จะว่าไปแล้วถึงจะเอาไปพูดเธอก็ไม่จำเป็นต้องแคร์ และเป็นการดีเสียอีกที่อีกฝ่ายไปคว้าเอานางร้ายอย่างเมธาวีมาแต่งงานด้วย เพราะถ้าให้เลือกระหว่างกันตภพกับภีมวัจน์เธอคิดว่าฝ่ายหลังมีภาษีดีกว่าอยู่แล้ว ลัลรินคิดเองเออเองเสร็จสรรพในใจ
“ฉันว่าเราเข้าไปที่ห้องจัดเลี้ยงดีกว่า” ภีมวัจน์ตัดบท
“อืม ฉันก็กำลังจะบอกอยู่พอดี ป่านนี้ไอ้กันต์มันคงมองหาเราแล้ว” กรวิชญ์พูดยิ้มๆ ก่อนจะหันไปทางนางเอกสาว “คุณน้ำผึ้งจะเข้าไปพร้อมกับผมสองคนเลยไหมครับ”
คนถูกถามส่ายหน้า “เดี๋ยวน้ำผึ้งขอเข้าไปดูความเรียบร้อยในห้องน้ำก่อนค่ะ แต่งชุดไทยแบบนี้น้ำผึ้งก็ไม่ถนัดซะด้วยสิคะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” กรวิชญ์พูดจบก็เดินตรงไปยังห้องจัดเลี้ยงพร้อมกับภีมวัจน์ โดยมีนัยน์ตาคู่สวยของลัลรินมองตามไปจนลับตา
รถบีเอ็มดับบลิวสปอร์ตสีน้ำเงินคันงาม ที่ขับปาดซ้ายปาดขวาวิ่งทะยานไปบนท้องถนน ขับผ่านไปทางไหนก็มีแต่คนมองจนเหลียวหลัง เพราะเครื่องแต่งกายของหญิงสาวผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ ไม่ได้เข้ากับสภาพของรถเลยแม้แต่น้อย
แต่นั่นคงไม่น่าตกใจเท่ากับรถคันดังกล่าวเพิ่งฝ่าไฟแดงตรงสี่แยกมาสดๆ ร้อนๆ
“แกฝ่าไฟแดงอีกแล้วนะยายโรส”
กรองขวัญพูดเสียงละล่ำละลักพร้อมกับยกมือขึ้นทาบอกอวบๆ อย่างขวัญหนีดีฝ่อ กับฝีเท้าการขับรถของเพื่อนที่ฝ่าไฟแดงถึงสองครั้งติดๆ กัน
“ฝ่าไฟแดงที่ไหนกันนั่นมันไฟเหลืองต่างหาก” สารถีสาวเถียงเพื่อนยิ้มๆ “แกไม่รู้หรือไงว่าสัญญาณไฟเหลืองคือการให้เรารีบเร่งเหยียบไม่งั้นจะไม่ทันไฟแดง แล้วถ้าฉันเบรก รับรองว่ารถของแกต้องถูกคันหลังชนท้ายอย่างแน่นอน หรือแกว่าไม่จริง”
รสิกาพูดพลางชะลอความเร็วของรถลง เมื่อเห็นโรงแรมที่หมายอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้รู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองเลยสักนิด ก็มันเป็นช่วงจังหวะที่จะต้องตัดสินใจ ใช่ว่าอยากจะทำผิดกฎจราจรเมื่อไรกันเล่า
“ยังจะมาเถียงข้างๆ คูๆ อีก ดีนะที่เวลานี้รถยังไม่ติดเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าสี่แยกที่ผ่านมามีกล้องบันทึกไว้หรือเปล่า แกนะแกขับรถไม่เข้ากับชุดหรือหน้าตาเลย ไม่สงสัยเลยว่าทำไมพี่จูดี้เรียกแกว่า โรสตีนผี”
“เดี๋ยวฉันจะบอกพี่จูลี่ว่าแกเปลี่ยนชื่อนางเป็นจูดี้ ยายขวัญ”
เจ้าของฉายาโรสตีนผีพูดเสียงกลั้วหัวเราะ พี่จูลี่ที่ถูกพูดถึงเป็นหัวหน้าเออีที่บริษัท ซึ่งสนิทสนมกับเธอมากเพราะต้องประสานงานกันอยู่บ่อยครั้ง
“แกไม่ต้องทำเป็นเอาพี่จูลี่มาเปลี่ยนเรื่องเลยนะยายโรส ทำอะไรตรงกันข้ามกับหน้าตาเสียจริง”
เจ้าของรถบ่นเสียงดังพลางมองค้อนเพื่อนสนิทจนตาแทบกลับ เพราะตั้งแต่เธอส่งกุญแจให้ อีกฝ่ายก็ขับปรู๊ดปร๊าดปาดซ้ายป่ายขวาแซงรถคันอื่นมาตลอดทาง รวมทั้งฝ่าไฟแดงถึงสองครั้งติดๆ กัน จนอาการปวดหัวของเธอหายราวกับถูกปลิดทิ้ง ไม่น่าคิดผิดให้ขับเลยจริงๆ
“แกจะให้ฉันขับช้าๆ เป็นเต่าคลานให้เข้ากับชุดหรือยายขวัญ แค่นี้ยังตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นไม่พอหรือไง”
ที่รสิกาพูดก็ไม่ได้เกินความจริงไปนัก เพราะตั้งแต่ขับออกมาจากบ้านย่านบางลำพู ก็ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมาโดยตลอด แค่ลำพังรถสปอร์ตคันงามก็สะดุดสายตาผู้คนอยู่แล้วยังบวกกับชุดที่สวมใส่อีก โชคดีที่นั่งอยู่บนรถ ถ้าเดินอยู่บนถนนคงถูกมองว่าบ้าเป็นแน่
“แต่แกขับอย่างกับอยู่ในสนามแข่ง”
คนถูกว่ายิ้มแป้นจนแก้มบุ๋ม “แกลืมไปหรือไงว่ารถแกน่ะมันเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะเยี่ยม ไม่ใช่รถม้าจะได้ขับกินลมชมวิว”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรทำให้รสิกาพูดถึงรถม้าขึ้นมา ทว่าคนฟังกลับทำท่าพยักพเยิดเห็นด้วย
“จริงสินะ ถ้าเปลี่ยนจากรถสปอร์ตเป็นรถม้าท่าจะดีเหมือนกันจะได้เข้ากับชุดที่ใส่ แกเคยเล่าให้ฉันฟังไม่ใช่หรือว่าพวกเจ้าขุนมูลนายสมัยก่อนจะต้องมีรถม้ากันแทบทุกบ้าน แต่ฉันสงสัยว่านั่งเข้าไปได้ยังไงไม่หัวสั่นหัวคลอนหรือเมื่อยกันแย่หรือ”
คำพูดของกรองขวัญทำให้รสิกาหวนนึกถึงเหตุการณ์ในหนังสือขึ้นมา คนปากไวเท่าความคิดจึงพูดโพล่งออกไป
“ทำไมจะนั่งไม่ได้ รถม้าทุกคันน่ะมีคนบังคับอยู่ด้านหน้าแล้วม้าเองก็วิ่งเหยาะๆ ไม่ได้วิ่งเร็วเหมือนอยู่ในสนามแข่ง ไม่อย่างนั้นจะวิ่งบนถนนได้ยังไง”
“แกพูดคล่องอย่างกับเคยนั่งรถม้าอย่างนั้นแหละ”
“อ้าว ฉันก็อ่านมาจากหนังสือนั่นแหละ แกอย่าขี้สงสัยนักเลยน่า” รสิกาบอกก่อนจะขับรถเข้าไปจอดหน้าโรงแรมดังซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน
“ดีนะที่เรามาถึงก่อนเวลาไม่งั้นคงหาที่จอดรถลำบาก”
“นั่นสิ” รสิกาเห็นด้วยแต่ขณะจะบิดกุญแจดับเครื่อง ดวงหน้างดงามก็มีอาการเหยเกพร้อมกับสะบัดเท้าขวาเร่าๆ จนผู้เป็นเพื่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
