บทที่ 1 กฎของคนชนะ

เสียงค้อนไม้กระทบแท่นบัลลังก์ดังกังวานขึ้นเพียงครั้งเดียว... หากแต่เป็นเสียงที่ตัดสินชะตากรรมทุกอย่างลงอย่างเฉียบขาดและเยือกเย็น มันดังก้องสะท้อนในความรู้สึกของอลิชา ราวกับเสียงค้อนที่ตอกตะปูลงบนฝาโลงศพแห่งความยุติธรรม

"...จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง"

ในชั่วพริบตาที่สิ้นเสียงอ่านคำพิพากษา ห้องพิจารณาคดีที่เคยเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของคนข้างกาย พลันแตกสลายออกเป็นภาพความแตกต่างอย่างสุดขั้ว

ฟากหนึ่ง... คือภาพของกลุ่มคนที่เปี่ยมด้วยความรื่นเริงพึงพอใจ เสียงกอดรัดรำพันถึงความโล่งอกของจำเลยหนุ่มผู้มั่งคั่งที่หมุนตัวกลับไปหาครอบครัวด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม รอยยิ้มที่กว้างขวางเสียจนมองไม่เห็นความเศร้าโศกของเพื่อนมนุษย์อีกกลุ่มที่เขาทิ้งรอยแผลไว้เบื้องหลัง

ทว่าอีกฟากหนึ่ง... กลับเป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับมวลอากาศทั้งหมดถูกสูบหายไป มีเพียงร่างที่สั่นเทาเล็กน้อย เล็บที่จิกลงบนฝ่ามือจนขาวซีด และดวงตาที่จับจ้องไปยังความว่างเปล่าด้วยความรู้สึกอัดอั้นเหลือประมาณ

อลิชา สิริวงษ์ นั่งนิ่งอยู่ในกลุ่มคนผู้พ่ายแพ้นั้น เธอไม่ร้องไห้... ไม่ใช่เพราะหัวใจดวงนี้แข็งกระด้าง แต่เธอเรียนรู้มานานแล้วว่า น้ำตาสำหรับความอยุติธรรมนั้นมักมีรสขมเกินกว่าจะหลั่งออกมาให้ใครเห็นได้ง่ายๆ

เธอหันไปมองหญิงชราผู้เป็นแม่ของผู้เสียหายที่นั่งพังพาบด้วยความสิ้นหวัง ความสงสารขยับขึ้นมาเป็นความโกรธขึ้งที่สุกงอมอยู่ในใจ จนเธอไม่อาจข่มกั้นอารมณ์ไว้ได้อีกต่อไป

สายตาของเธอตวัดไปมองร่างสูงในชุดสากลสีเทาเข้มที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้เธอรู้สึกถึงความผิดแปลกที่คุกคามหัวใจ

ยศภัทร วรินทร ไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง เขามีขบวนแถวที่จัดระเบียบมาอย่างประณีตประหนึ่งกองทัพขนาดย่อม

กวิน ชายหนุ่มท่าทางสุขุมในชุดสูทสีดำสนิทผู้เป็นมือขวา ก้าวเข้ามาประชิดกายพร้อมกับยื่นแท็บเล็ตและกระเป๋าหนังราคาแพงให้ด้วยกิริยานอบน้อม ทว่าแววตาของกวินกลับนิ่งเฉยและเย็นชาไม่ต่างจากเจ้านาย

นอกจากนั้นยังมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำอีกสองคนในชุดสูทสีเดียวกันยืนขนาบข้าง แววตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าเรียบเฉยนั้นกวาดมองไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง มือของพวกเขาประสานไว้ด้านหน้าในท่าทางที่พร้อมจะจู่โจมหรือป้องกันได้ในเสี้ยววินาที

นี่มันทนายความ... หรือมาเฟียกันแน่

อลิชาตั้งคำถามในใจด้วยความรู้สึกขยะแขยง แค่มาว่าความในศาล ยังต้องมีบอดี้การ์ดคอยคุมซ้ายขวาอย่างกับเจ้าพ่อ

ยศภัทรบรรจงกลัดกระดุมเสื้อสูทเม็ดสุดท้ายด้วยกิริยาที่สุขุมละเมียดละไม เขาพยักหน้าให้ลูกความเพียงนิดก่อนจะหันหลังเดินนำขบวนออกไปจากห้องพิจารณาคดี โดยมิได้พินิจดูร่องรอยความสูญเสียของอีกฝ่ายแม้เพียงหางตา

ความเมินเฉยนั้นเองที่ทำให้เลือดในกายของอลิชาเดือดพล่าน

"คุณยศภัทร!"

เสียงของเธอดังพุ่งผ่านความวุ่นวาย ยศภัทรหยุดก้าวเดินเพียงนิด ทันใดนั้นบอดี้การ์ดทั้งสองคนกลับขยับกายเข้าขวางหน้าเธอไว้ทันทีราวกับกำแพงมนุษย์ที่ไร้ความรู้สึก

"ถอยไป!" อลิชาสั่งเสียงกร้าว ทว่าชายร่างยักษ์กลับไม่ไหวติง จนกระทั่งกวินยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเชิงปราศรัย บอดี้การ์ดจึงยอมขยับออกเพียงพอให้เธอได้เผชิญหน้ากับชายหนุ่มผู้ทรงอำนาจ

ยศภัทรค่อยๆ เอี้ยวตัวกลับมามองช้าๆ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดูเรียบเฉยและเย็นชาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

"คุณอลิชา สิริวงษ์..." เขาขานชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ "จากมูลนิธิสังคมสงเคราะห์... มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?"

"ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีกับฉัน!" อลิชาก้าวเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้าเขา เธอต้องแหงนหน้ามองด้วยความสูงที่ต่างกัน "คุณรู้อยู่เต็มอกว่าใครเป็นคนผิด คุณเห็นหลักฐานวงจรปิดก่อนที่มันจะหายไปอย่างน่ามหัศจรรย์... แล้วคุณยังกล้ายืนทำหน้าตาเฉยชาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ได้ยังไง? หรือต้องมีบอดี้การ์ดล้อมรอบแบบนี้ถึงจะรู้สึกปลอดภัยเวลาที่ต้องเหยียบย่ำความถูกต้อง?"

ยศภัทรยิ้ม... แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มที่แสดงความยินดี หากแต่เป็นรอยยิ้มของคนที่มองเห็นความโสมมของโลกจนด้านชา

"ในกระบวนการยุติธรรม... อะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ เขาไม่เรียกความจริงหรอกครับคุณอลิชา" เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนได้กลิ่นน้ำหอมบุรุษราคาแพง "ในศาลเราคุยกันด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกมาตัดสิน... เก็บความเมตตาอันสูงส่งของคุณไว้ใช้ในโลกในฝันที่คุณอยากให้เป็นเถอะครับ"

"คุณมันไม่ใช่ทนายที่มีจรรยาบรรณ..." อลิชาได้ยินเสียงตัวเองสั่นพร่า "คุณมันก็แค่โจรใส่สูทที่หากินบนหยาดน้ำตาของคนที่เขาไม่มีอำนาจมาสู้กับทนายมาเฟียอย่างคุณ"

คำว่า 'โจร' และ 'มาเฟีย' ทำให้นัยน์ตาของกวินวาวโรจน์ขึ้นด้วยความไม่พอใจ ทว่ายศภัทรกลับยกมือขึ้นปรามคนของเขาไว้ด้วยท่าทางเรียบเฉย

แล้วเขาก็เป็นฝ่ายก้าวเข้าไปหาเธอเสียเอง... เพียงก้าวเดียวทว่ากลับคุกคามจนอลิชาสัมผัสได้ถึงรังสีแห่งอำนาจที่แผ่ออกมา

เธอถอยหลังโดยไม่รู้ตัวจนแผ่นหลังพิงเข้ากับเสาหินอ่อนต้นใหญ่ และพบว่าตนเองตกอยู่ในอาณาเขตที่เขาครอบคลุมไว้หมดสิ้น โดยมีชายฉกรรจ์ชุดดำยืนล้อมปิดทางถอยไว้ทุกด้าน

ยศภัทรโน้มใบหน้าลงมาจนอยู่ใกล้เพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นน้ำหอมบุรุษราคาแพงที่มีไอเย็นจางๆ ลอยมาปะทะจนอลิชาต้องกลั้นลมหายใจ

"อุดมการณ์ที่คุณหวงแหน..." เขาพึมพำช้าๆ นัยน์ตาสีนิลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างดูแคลน  "มันก็แค่เครื่องประดับของคนอ่อนแอ"

"..."

"ในโลกของผม... ผู้ชนะคือคนเขียนความถูกต้อง จำเอาไว้"

"แล้วคุณอยู่กับความมืดดำแบบนั้นได้ยังไง? โดยไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีเลยสักนิดเดียวเหรอ?"

ยศภัทรนิ่งไปอึดใจหนึ่ง อลิชาทันสังเกตเห็นประกายไฟบางอย่างวาบผ่านดวงตาคู่นั้นไป... มันรวดเร็วและลึกลับเกินกว่าจะอ่านออก ก่อนที่เขาจะเหยียดยิ้มเย็นชาออกมาอีกครั้ง

"รักษาความ 'โลกสวย' ของคุณไว้ให้ดีเถอะครับ" เขาขยับเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่รินรด

"ระวังเถอะ วันหนึ่งโลกสวยๆ ของคุณมันจะแตกสลายคามือจนมองหาชิ้นดีไม่ได้... และเมื่อถึงเวลานั้น คุณอาจจะเป็นฝ่ายที่ต้อง 'คลานเข่า' มาอ้อนวอนขอร้องโจรอย่างผมเอง"

บทถัดไป