บทที่ 12 หน้าที่ของนางบำเรอ
16:00 น. ร้านกาแฟใต้อาคารมูลนิธิ
กลิ่นกาแฟคั่วหอมกรุ่นไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกหนักอึ้งในใจของอลิชาเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย เธอนั่งเหม่อมองแก้วชาเขียวเย็นที่น้ำแข็งละลายจนเจือจางมาพักใหญ่แล้ว
"ยายแป้ง เลิกทำหน้าเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวได้แล้ว"
มีน เอื้อมมือมาหยิกแก้มเพื่อนสนิทเบาๆ เพื่อเรียกสติ "ฉันอุตส่าห์ลากแกลงมาพักสมองนะเว้ย วันนี้แกเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านแฟ้มคดีจนไม่ได้กินข้าวเที่ยง รู้ตัวไหมเนี่ย"
"ฉันกินไม่ลงจริงๆ ว่ะมีน..." อลิชาถอนหายใจยาว ฝืนยิ้มบางๆ ให้เพื่อนรักที่มองมาด้วยความเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด "ขอบใจแกมากนะที่คอยอยู่ข้างๆ ฉันตลอด" "ไม่ต้องมาซึ้งเลย เราเป็นเพื่อนกันนะเว้ย มีอะไรแกก็ต้องเล่าให้ฉันฟัง... ห้ามปิดบัง เข้าใจไหม?" มีนชี้หน้าคาดโทษด้วยท่าทางเอาเรื่อง แต่แววตากลับอ่อนโยน
"แล้วนี่คุยอะไรกันอยู่ หน้าดำคร่ำเครียดเชียวสองสาว"
เสียงทุ้มอบอุ่นที่คุ้นเคยดังขึ้นแทรกวงสนทนา พร้อมกับร่างสูงโปร่งของ ดนัย ที่เดินเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาสว่างไสวและจริงใจเสมอ ในมือของชายหนุ่มมีกล่องเค้กใบเล็กๆ ติดมาด้วย
"พี่ดนัย..." อลิชาเงยหน้ามองรุ่นพี่แสนดีของเธอ
"พี่แวะไปธุระข้างนอกมา ผ่านร้านเบเกอรี่ร้านโปรดของแป้ง เลยซื้อเค้กส้มมาฝาก" ดนัยวางกล่องเค้กลงตรงหน้าเธอ ก่อนจะถือวิสาสะเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างๆ "เห็นน้องฝึกงานบอกว่าวันนี้แป้งไม่ได้ทานข้าวเที่ยง พี่เป็นห่วงแทบแย่... กินเค้กรองท้องหน่อยนะ"
"ขอบคุณมากค่ะพี่ดนัย... พี่ดนัยใจดีกับแป้งตลอดเลย" อลิชารับกล่องเค้กมาถือไว้ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากความปรารถนาดีของเขาทำให้กระบอกตาของเธอร้อนผ่าว
ดนัยมองใบหน้าหวานที่ดูอิดโรยและซีดเซียวด้วยความสงสาร เขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบศีรษะเธอเบาๆ อย่างทะนุถนอม สัมผัสของดนัยนั้นนุ่มนวลและให้เกียรติ ผิดกับฝ่ามือร้อนผ่าวของใครบางคนที่มักจะบีบคั้นและกักขังเธอด้วยความเอาแต่ใจ
"เรื่องของป่น... ถ้าแป้งมีอะไรให้พี่ช่วย บอกพี่ได้เลยนะ" ดนัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง "พี่มีเพื่อนเป็นทนายอยู่หลายคน เผื่อว่าทนายความที่แป้งจ้างมาเขาดูแลคดีให้ไม่เต็มที่ พี่จะหาคนเก่งๆ มาช่วยสู้คดีให้ ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายนะ พี่เต็มใจช่วยแป้งเสมอ"
"ใช่ๆ ยายแป้ง! ให้พี่ดนัยช่วยเถอะ ทนายยักษ์อะไรนั่น ฉันว่าดูหน้าตาไม่น่าไว้ใจเลย ท่าทางเหมือนพวกมาเฟียมากกว่าทนายอีก" มีนรีบผสมโรงสนับสนุนทันที
คำพูดของเพื่อนสนิทและรุ่นพี่ที่แสนดี ทำให้อลิชาต้องก้มหน้าหลบสายตา ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก เธออยากจะบอกพวกเขาสะท้านใจว่า... ทนายมาเฟียคนนั้นไม่ได้ต้องการเงิน แต่เขาเรียกร้อง 'ตัวและหัวใจ' ของเธอไปเป็นข้อแลกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว
"ขอบคุณพี่ดนัยกับมีนมากนะคะ..." อลิชาสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น "แต่แป้งตกลงเงื่อนไขกับทนายคนนี้ไปแล้ว เขา... เขาเก่งมากค่ะ แป้งเชื่อว่าเขาจะช่วยป่นได้ พี่ดนัยเก็บความหวังดีนี้ไว้เถอะนะคะ แป้งเกรงใจจริงๆ"
"แป้งเกรงใจพี่ทำไม เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลซะหน่อย" ดนัยยิ้มละมุน แววตาที่มองมาสื่อความหมายลึกซึ้งที่ใครๆ ก็ดูออก ยกเว้นตัวอลิชาที่พยายามปิดกั้นตัวเอง "เย็นนี้ให้พี่ไปส่งที่บ้านนะ แป้งดูเหนื่อยมาก พี่ไม่อยากให้ขับรถกลับเอง"
"เอ่อ... ไม่เป็นไรค่ะพี่ดนัย!" อลิชารีบปฏิเสธเสียงหลงจนดนัยและมีนชะงัก เธอรีบเก็บกระเป๋าสะพายและกล่องเค้กขึ้นมาถือไว้ "แป้ง... แป้งมีธุระต้องไปทำต่อน่ะค่ะ คืนนี้แป้งไม่ได้กลับไปนอนบ้าน... แป้งต้องขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณสำหรับเค้กส้มค่ะ!"
อลิชารีบเดินจ้ำอ้าวออกจากร้านกาแฟไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ดนัยและมีนมองตามด้วยความงุนงงและเป็นห่วง
เมื่อเดินพ้นระยะสายตาของคนทั้งคู่ อลิชาก็ทิ้งตัวพิงกำแพงอาคารอย่างหมดแรง มือเรียวกำสายกระเป๋าสะพายแน่น โลกของพี่ดนัยช่างสว่างไสว อบอุ่น และปลอดภัย... ทว่าตอนนี้เธอไม่มีสิทธิ์ก้าวเดินในแสงสว่างนั้นอีกต่อไปแล้ว
เพราะทันทีที่เข็มนาฬิกาบอกเวลาเลิกงาน เธอต้องสลัดคราบ 'นางฟ้าแป้งหอม' ทิ้งไป และสวมบทบาทเป็น 'นางบำเรอ' เพื่อเดินกลับเข้าสู่กรงขังของปีศาจที่กำลังรอคอยเธออยู่ที่เพนท์เฮาส์
21:00 น. เพนท์เฮาส์
เสียงประตูห้องเปิดออกเรียกความสนใจจากอลิชา ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือรออยู่ที่โซฟา เธอลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของยศภัทรเดินเข้ามา วันนี้เขากลับดึกกว่าปกติ ใบหน้าคมคายดูเหนื่อยล้าและเคร่งเครียดกว่าทุกวัน
"ทานอะไรมารึยังคะ?" เธอถามตามหน้าที่ พยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ที่สุด
"ยัง" เขาตอบสั้นๆ พลางปลดเนกไทออกแล้วโยนมันลงบนโซฟาอย่างไม่ไยดี "มีอะไรกินบ้าง?"
"ฉันทำซุปไก่ไว้ค่ะ เดี๋ยวไปอุ่นให้"
อลิชารีบเดินเข้าครัวไปจัดการอุ่นอาหาร เพียงไม่นานอาหารร้อนๆ ก็ถูกวางลงตรงหน้าเขาที่โต๊ะอาหาร ยศภัทรนั่งกินเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร อลิชานั่งมองเขาอยู่ฝั่งตรงข้าม ใจจดจ่ออยู่กับคำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวมาทั้งวัน
"เอ่อ... เรื่องคดี..."
เธอตัดสินใจเอ่ยปากถามเสียงเบา
"วันนี้ฉันโทรไปถามที่ศาลเขาบอกว่าเรื่องประกันตัวเรียบร้อยแล้ว ป่นจะได้ออกมาวันศุกร์นี้ ขอบคุณนะคะ"
ยศภัทรชะงักช้อนในมือ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ
"ใช่ ผมบอกแล้วว่าผมจัดการได้"
"แล้ว... เรื่องคนร้ายตัวจริงล่ะคะ?"
เธอถามต่อด้วยความหวัง
"คุณบอกว่าจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดเจออะไรบ้างไหมคะ?"
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารตึงเครียดขึ้นมาทันที ยศภัทรวางช้อนลงเสียงดัง เคร้ง! เขาเจอ... เจอเต็มๆ ตาว่าใครทำ แต่เขาบอกเธอไม่ได้ เพราะยิ่งเธอรู้ เธอจะยิ่งตกอยู่ในอันตราย
"เรื่องนั้นคุณไม่ต้องรู้"
"ทำไมล่ะคะ?"
อลิชาขมวดคิ้ว
"นั่นน้องชายฉันนะ ฉันมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าใครทำร้ายเขา หรือว่าคุณรู้อะไรแล้วแต่ปิดบังฉัน?"
"ผมบอกว่าไม่ต้องรู้ ก็คือไม่ต้องรู้!"
ยศภัทรตวาดเสียงดังจนอลิชาสะดุ้ง เขาเดินอ้อมโต๊ะเข้ามากระชากแขนเธอ ดึงร่างเล็กเข้าหาตัวจนชิด ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดหน้าผากมน
"หน้าที่ของคุณคือเชื่อฟังผม ไม่ใช่ตั้งคำถาม"
