บทที่ 4 ชีวิตแลกชีวิต

ทว่าท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและกฎเกณฑ์อันโหดร้าย จู่ๆ ใบหน้าหวานที่เชิดขึ้นอย่างหยิ่งทะนงของใครบางคนก็ผุดขึ้นมาในหัว พร้อมกับดวงตากลมโตที่จ้องมองเขาด้วยความรังเกียจ และน้ำเสียงสั่นเครือที่ตวาดใส่หน้าเขาที่หน้าศาลเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

"คุณมันก็แค่ทนายโจร... ทนายปีศาจที่ขายวิญญาณให้ความเลว"

ยศภัทรแค่นยิ้มหยันให้ตัวเอง นัยน์ตาสีนิลทอประกายบางอย่างเมื่อนึกถึงหญิงสาวปากกล้าคนนั้น ชายหนุ่มหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานของบอสสิงห์ มุ่งหน้ากลับสู่เพนท์เฮาส์หรูของตัวเอง... กลับสู่นรกอันโดดเดี่ยวและมืดมิดที่เขาคุ้นเคย โดยไม่คาดคิดเลยสักนิดว่า อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ผู้หญิงที่เพิ่งตราหน้าว่าเขาเป็นปีศาจร้าย จะเป็นฝ่ายพาตัวเองเดินเข้ามาเหยียบในรังของเขาด้วยความจำยอม

ฝนหลงฤดูเทลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟากฟ้ากำลังพิโรธ

ที่ปัดน้ำฝนหน้ารถเก๋งคันเก่าทำงานหนักจนเกิดเสียงดัง เอี๊ยด... อ๊าด... บาดหู แต่มันแทบจะไล่น้ำออกจากกระจกไม่ทัน ทัศนวิสัยเบื้องหน้าพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำ เหมือนกับอนาคตของ อลิชา ในตอนนี้ที่มืดมนจนมองไม่เห็นทาง

สองมือเรียวกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

‘ทนายยักษ์... ยศภัทร วรินทร’

ชื่อนี้วนเวียนอยู่ในหัวพร้อมกับที่อยู่ของเพนท์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ซึ่งเธอจำได้แม่นจากเอกสารคัดค้านการประกันตัวในคดีเก่าที่เธอเคยทำ... เอกสารที่เธอเคยอ่านด้วยความรังเกียจว่าทนายคนนี้ใช้อิทธิพลและที่อยู่หรูหราข่มขู่คู่ต่อสู้ทางอ้อม

ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้... ที่อยู่แห่งความอัปยศนั้นกลับเป็นจุดหมายเดียวที่เธอต้องไป

รถคันเล็กเลี้ยวเข้าไปจอดในลานจอดรถของคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชูรี ท่ามกลางรถสปอร์ตและลีมูซีนราคาหลายสิบล้าน รถของเธอดูเหมือนเศษเหล็กบุบสลายที่หลงเข้ามาในงานเลี้ยงของราชา

ยามรักษาความปลอดภัยมองเธอด้วยสายตาสงสัย แต่เมื่อเธอแจ้งชื่อและจุดหมายปลายทางที่ได้มาจากความทรงจำอันแม่นยำ เขาก็ยอมเปิดทางให้...

อลิชาเปิดประตูรถก้าวลงไป ทันทีที่เท้าแตะพื้น ลมกรรโชกแรงก็หอบเอาน้ำฝนสาดซัดเข้าใส่ร่างบางอย่างไม่ปรานี ร่มคันเล็กในมือแทบไร้ความหมาย เพียงไม่กี่ก้าวที่เดินจากลานจอดเข้าสู่ตัวตึก เสื้อเชิ้ตทำงานสีครีมก็เปียกชุ่มแนบไปกับผิวเนื้อ ความเย็นเฉียบของน้ำฝนซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก แต่มันยังหนาวไม่เท่าความรู้สึกในใจ

เธอกอดตัวเองแน่น เดินผ่านล็อบบี้หรูหราที่ปูด้วยหินอ่อนเย็นเฉียบ พนักงานต้อนรับมองสภาพมอมแมมของเธอด้วยสายตาเคลือบแคลง แต่เมื่อเธอยืนยันว่าจะขอพบเจ้าของเพนท์เฮาส์ชั้นบนสุด พนักงานก็กดลิฟต์ให้อย่างเสียไม่ได้

ติ๊ง

ลิฟต์ความเร็วสูงพาเธอขึ้นสู่ชั้น 45 ในเวลาไม่กี่วินาที แต่สำหรับอลิชา... มันยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์

ประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงทางเดินส่วนตัวที่เงียบสงัด มีเพียงประตูบานใหญ่สีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันดูทะมึนและน่าเกรงขามเหมือนปากทางเข้านรก

อลิชายืนตัวสั่นเทิ้ม น้ำหยดจากชายเสื้อลงบนพรมราคาแพงเป็นดวงๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นเสียงสะอื้นและความกลัว ภาพน้องชายที่เกาะลูกกรงร้องไห้เมื่อกี้ผลักดันให้เธอยกมือที่สั่นระริกขึ้นมา

ก๊อก... ก๊อก...

​เสียงเคาะประตูดังฝ่าความเงียบสงัด... ทว่ากลับไร้ซึ่งสรรพเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงก้อนเนื้อในอกซ้ายของเธอที่เต้นระรัวจนปวดหนึบ

​อลิชารู้ดีแก่ใจว่าเขาอยู่หลังประตูบานนั้น พนักงานล็อบบี้เพิ่งต่อสายตรงถึงเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน... เขาย่อมรู้เต็มอกว่าเธอกำลังยืนหนาวสั่นและหวาดกลัวอยู่ตรงนี้ ทว่าเขากลับจงใจทอดเวลา ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินหัวใจเธออย่างเลือดเย็น ราวกับนายพรานที่กำลังหยอกล้อให้เหยื่อตื่นตระหนกจนถึงขีดสุดก่อนจะลงมือขย้ำ

​ช่างเป็นการรอคอยที่ทรมาน และตอกย้ำความพ่ายแพ้ของเธอได้อย่างเจ็บแสบเหลือเกิน...

แกร๊ก

เสียงปลดล็อคระบบดิจิทัลดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ประตูบานหนักจะค่อยๆ เปิดออก

ลมหายใจของอลิชาสะดุดกึกเมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าของห้อง

ยศภัทร ยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดที่ต่างจากภาพจำในศาลอย่างสิ้นเชิง ไม่มีสูทเนี้ยบกริบ ไม่มีเนกไท มีเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อดีที่ปลดกระดุมบนลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกำยำและรอยสักสีเข้มจางๆ ที่โผล่พ้นร่มผ้า มือข้างหนึ่งถือแก้วบรั่นดีทรงสวยที่มีของเหลวสีอำพันกลิ้งอยู่ก้นแก้ว

ดวงตาสีนิลคู่คมกวาดมองร่างเปียกปอนของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีความตกใจในแววตานั้น... มีเพียงความเรียบนิ่งที่อ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังดูละครฉากหนึ่งที่เขารู้ตอนจบอยู่แล้ว

"ผมบอกแล้วใช่ไหม..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แข่งกับเสียงฝนที่สาดกระทบกระจกด้านหลัง "ว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน"

คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าฉาดใหญ่ อลิชากำหมัดแน่น พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ

"ฉัน... ฉันต้องการจ้างคุณ" เสียงของเธอสั่นเครือ แข่งกับเสียงฟันที่กระทบกันเพราะความหนาว "ช่วยน้องชายฉัน... ป่นถูกใส่ร้าย คุณน่าจะรู้ดีที่สุดว่าใครทำ"      ยศภัทรยกแก้วขึ้นจิบช้าๆ รสชาติขมปร่าของแอลกอฮอล์คงไม่ต่างจากรสชาติชีวิตของเธอในตอนนี้ เขาเบี่ยงตัวเล็กน้อยเป็นการอนุญาตให้เธอเข้ามา

"เข้ามาสิ ยืนตัวเปียกตรงนั้น เดี๋ยวแม่บ้านผมจะบ่นว่าพรมเปื้อน"

อลิชาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปข้างใน ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศปะทะผิวเปียกชื้นจนเธอหนาวสะท้านยิ่งกว่าเดิม

ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หนังสีเข้ม หรูหราและกว้างขวางจนน่าใจหาย แต่มันกลับดูอ้างว้างเหมือนถ้ำของสัตว์ร้ายที่ขังตัวเองอยู่ตามลำพัง

ยศภัทรเดินนำไปนั่งที่โซฟาหนังสีดำตัวยาว เขาวางแก้วลงบนโต๊ะกระจก แล้วนั่งไขว่ห้างมองเธอที่ยืนตัวลีบ น้ำหยดติ๋งๆ ลงบนพื้นหินอ่อน

"ว่ามาสิ" เขาพูดเหมือนกำลังฟังเรื่องดินฟ้าอากาศ สายตาจับจ้องไปที่เสื้อเชิ้ตสีครีมที่เปียกแนบเนื้อจนเผยให้เห็นสัดส่วนและสีของชุดชั้นในรางๆ "ทำไมผมต้องช่วยคนที่เพิ่งด่าผมหน้าศาลเมื่อสิบชั่วโมงที่แล้ว?"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป