บทที่ 9 ความหวาดกลัวของอสูร

"ตอนนี้... ทนายกำลังจัดการเรื่องทั้งหมดอยู่ คงไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วล่ะ แกไม่ต้องคิดมากนะ"

เธอฝืนยิ้มบางๆ ให้เพื่อนสนิท ก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงเข้าห้องทำงานส่วนตัว ปิดประตูลงกลอนแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง ถอนหายใจยาวเหยียดขณะที่ความรู้สึกขยะแขยงตัวเองแล่นขึ้นมาจุกอก

บนโต๊ะทำงานเต็มไปด้วยแฟ้มคดี... คดีของเด็กสาวที่ถูกล่อลวง คดีภรรยาที่ถูกสามีทำร้ายร่างกาย เธอเป็นนักสังคมสงเคราะห์ หน้าที่ของเธอคือบอกคนเหล่านี้ว่า 'อย่ายอมแพ้' 'ร่างกายเป็นของเรา' 'ศักดิ์ศรีซื้อไม่ได้'

แต่วันนี้... เธอกลับกลายเป็นคนที่ทำตรงข้ามกับคำสอนตัวเองทุกอย่าง เธอยอมแพ้... เธอขายร่างกาย... และเธอเพิ่งทิ้งศักดิ์ศรีไว้ที่หน้าประตูเพนท์เฮาส์นั่นเพื่อแลกกับอิสรภาพของน้องชาย

ครืด... ครืด...

โทรศัพท์มือถือสั่นเตือนข้อความเข้า อลิชาหยิบขึ้นมาดู เป็นข้อความจากเบอร์แปลก แต่เนื้อหาทำให้เธอรู้ทันทีว่าใครส่งมา

[ วันนี้เลิกงานผมต้องเห็นคุณอยู่ที่บ้าน]

ไม่มีคำลงท้าย แต่คำสั่งเผด็จการแบบนี้มีอยู่คนเดียว อลิชาวางโทรศัพท์ลง คว่ำหน้าจอไว้เหมือนไม่อยากรับรู้โลกความจริง เธอหลับตาลง พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอีกครั้ง

ชีวิตของเธอนับจากนี้... ถูกแบ่งออกเป็นสองโลกอย่างสมบูรณ์ โลกกลางวันที่เธอต้องเป็น 'นางฟ้าแป้งหอม' ผู้ใจดีและเข้มแข็ง กับโลกกลางคืนที่เธอเป็นเพียง 'นางบำเรอ' ไร้ชื่อของซาตานในคราบมนุษย์

18:00 น. บ้านพักของอลิชา

บรรยากาศในบ้านเงียบเหงาจับใจ อลิชาลากกระเป๋าเดินทางใบเก่าออกมาเก็บเสื้อผ้า มือเรียวพับชุดทำงานและของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังจะเดินเข้าคุก

เธอเดินไปที่ห้องนอนของ พริกป่น น้องชาย ลูบรูปถ่ายครอบครัวที่วางอยู่บนหัวเตียง "อดทนหน่อยนะป่น... พี่จะพาแกกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม"

หญิงสาวปาดน้ำตา สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความเข้มแข็ง ก่อนจะหิ้วกระเป๋าเดินออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ล็อคกุญแจรั้วบ้าน... ขังความสุขในอดีตไว้ข้างหลัง แล้วขับรถมุ่งหน้าสู่กรงขังทองคำของปีศาจ

19:30 น. เพนท์เฮาส์

อลิชาไขคีย์การ์ดเข้ามาในห้องชุดสุดหรูอีกครั้ง ครั้งนี้เธอมาในฐานะผู้อยู่อาศัย... หรือพูดให้ถูกคือ นักโทษ ห้องกว้างขวางเงียบกริบ ยศภัทรยังไม่กลับมา

หลังจากจัดเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้ Walk-in Closet ที่เขาแบ่งพื้นที่เล็กๆ ไว้ให้เสร็จ อลิชาก็เดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น เธอเหลือบไปเห็นนาฬิกาบอกเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว ‘เขาจะกลับมากินข้าวไหมนะ?’

เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความกลัวที่ว่าถ้าทำตัวไม่ดีแล้วเขาจะไม่ช่วยน้องชายมีมากกว่า อลิชาตัดสินใจเดินเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็นดูวัตถุดิบ ในตู้เย็นขนาดใหญ่มีของสดครบครันราวกับมีแม่บ้านมาเติมไว้ทุกวัน เธอหยิบกุ้งสดและข้าวสวยที่แช่เย็นไว้ออกมา

"ทำข้าวต้มแล้วกัน... ง่ายสุด"

เธอบอกตัวเอง พลางลงมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมของน้ำซุปเริ่มอบอวลไปทั่วห้องครัว ช่วยลดทอนความเย็นชาของสถานที่แห่งนี้ลงได้บ้าง

ติ๊ด... แกร๊ก

เสียงปลดล็อคประตูดังขึ้นทำให้อลิชาสะดุ้งสุดตัว เธอรีบปิดแก๊ส ตักข้าวต้มใส่ชาม แล้วเดินออกมาต้อนรับตามหน้าที่

ยศภัทรเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาถอดสูทพาดไว้ที่แขน เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นลวกๆ ดูเหนื่อยล้ากว่าเมื่อเช้ามาก

สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะมาหยุดที่ร่างเล็กในชุดลำลองที่ยืนประสานมือรออยู่หน้าโต๊ะอาหาร

"มาแล้วเหรอ..." เขาถามเสียงเรียบ

"ค่ะ... ฉันย้ายของมาหมดแล้ว" อลิชาตอบเสียงเบา "คุณทานอะไรมารึยังคะ? ฉันทำข้าวต้มกุ้งไว้..."

ยศภัทรเลิกคิ้วเล็กน้อย เหมือนแปลกใจที่เห็นเธอทำหน้าที่ 'แม่บ้าน' ได้ดีเกินคาด "ยัง... ยกมาสิ"

เขานั่งลงที่หัวโต๊ะ อลิชารีบยกชามข้าวต้มร้อนๆ มาวางตรงหน้า พร้อมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว ยศภัทรลงมือทานเงียบๆ อลิชานั่งลงฝั่งตรงข้าม ลอบมองใบหน้าคมคายที่ดูเครียดขึ้งตลอดเวลา

"เอ่อ... เรื่องคดี..." เธอตัดสินใจถามเสี่ยงๆ "เป็นยังไงบ้างคะ?"

"ศาลให้ประกันตัว แต่หลักทรัพย์สูงมาก" เขาตอบโดยไม่เงยหน้า "ผมจัดการวางเงินไปแล้ว ภายในสัปดาห์นี้น้องชายคุณน่าจะได้ออกมา"

"จริงเหรอคะ!" อลิชายิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรก ดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ "ขอบคุณ... ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะคุณยศภัทร"

ยศภัทรเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่ดูใสซื่อและจริงใจจนเขาเผลอชะงักไปชั่วครู่ แต่แล้วเขาก็รีบดึงหน้านิ่ง วางช้อนลง

"ไม่ต้องขอบคุณ... มันคือหน้าที่ ตามสัญญา" เขาลุกขึ้นยืน "ผมอิ่มแล้ว... คุณไปอาบน้ำซะ คืนนี้ผมเหนื่อย อยากพักผ่อน"

อลิชาหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็โล่งใจที่คืนนี้เขาดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์ทำเรื่องอย่างว่า เธอรีบเก็บชามไปล้าง แล้วแยกตัวไปอาบน้ำ

กลางดึกคืนนั้น

อลิชานอนตัวเกร็งอยู่ที่ขอบเตียงอีกฝั่ง หันหลังให้เจ้าของห้องที่หลับสนิทไปนานแล้ว ความเจ็บระบมตามร่างกายยังคงอยู่ แต่ความดีใจที่น้องชายจะได้ประกันตัวทำให้เธอพอจะข่มตาหลับได้บ้าง

แต่แล้ว... เสียงครางต่ำๆ จากคนข้างกายก็ปลุกให้เธอลืมตาขึ้น

"อย่า... ไม่ได้ทำ... พ่อครับ..."

อลิชาพลิกตัวกลับมามอง ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากตึกสูงด้านนอกที่ส่องเข้ามา เธอเห็นยศภัทรกำลังนอนกระสับกระส่าย คิ้วเข้มขมวดมุ่นเป็นปม เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายเต็มหน้าผาก มือหนากำผ้าปูที่นอนแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

"ผมไม่ได้ทำ... ปล่อยพ่อผม..."

เขากำลังฝันร้าย... 'ทนายยักษ์' ผู้ยิ่งใหญ่และไร้หัวใจที่เธอเกลียดชัง ตอนนี้กลับดูเปราะบางเหมือนเด็กหลงทางที่กำลังหวาดกลัวสุดขีด

อลิชาจ้องมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกประหลาด ความเกลียดชังในใจปะทะกับสัญชาตญาณนักสังคมสงเคราะห์ที่ทนเห็นคนเจ็บปวดไม่ได้ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะที่ท่อนแขนแกร่งที่สั่นเทาของเขาเบาๆ

"คุณยศภัทร... คุณคะ..."

สัมผัสอบอุ่นนั้นทำให้ร่างสูงกระตุกเฮือก ก่อนจะค่อยๆ สงบลง ลมหายใจที่หอบถี่เริ่มกลับมาสม่ำเสมอ แต่คิ้วเข้มยังคงขมวดมุ่น

อลิชาถอนหายใจเบาๆ เธอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมไหล่ให้เขา มองดูใบหน้ายามหลับที่ไร้พิษสง ‘คนอย่างคุณ... ก็มีเรื่องให้กลัวด้วยเหรอ?’

เธอถามในใจ ก่อนจะล้มตัวลงนอน โดยไม่รู้เลยว่า 'ฝันร้าย' ของเขา เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมที่เขาเกลียดชัง... และมันกำลังจะกลายเป็นชนวนสำคัญในชีวิตของเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป