บทที่ 5 ถามใจตัวเอง

ฉันนั่งทบทวนสิ่งที่ซานพูดทิ้งท้ายมาทั้งวันจนทำให้ฉันไม่มีสมาธิเรียนเลยสักวิชา แต่จะให้ฉันลบเรื่องพวกนี้ออกจากหัวไปง่าย  ๆ  มันก็ไม่ใช่ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคำพูดพวกนั้นของซานมันถึงได้ดังวนอยู่ในหัวของฉันตลอดเวลาให้ฉันคิดหนักและพยายามหาคำตอบให้ตัวเอง

“ยังไง ถึงกับเหม่อทั้งวัน” ครีมทักขึ้นหลังจากหมดคาบเรียนวิชาสุดท้ายกับอาการที่ฉันเป็น

“หรือว่าสิ่งที่กูพูดจะถูก” พอฉันไม่ตอบ ซานก็พูดพร้อมกับหรี่ตามองฉันอย่างจับผิด

“พวกมึงเลิกไร้สาระได้ไหม” เสียงของไวน์พูดออกมาอย่างไม่เห็นด้วย และก็ไม่เห็นด้วยตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วเช่นกัน

“พวกกูไม่ได้ไร้สาระ แต่พวกกูแค่อยากช่วยให้อีมีนมันรู้ตัวแค่นั้น” ครีมเถียงกลับในสิ่งที่อยากให้ฉันรู้ชัดเจนกว่าที่เป็น

“กูไม่รู้ว่ะ แต่สิ่งที่กูเป็นมันก็เป็นมาตั้งแต่เด็ก  ๆ  แล้ว มันไม่ได้ต่างจากตอนนี้เลย” จะเปลี่ยนก็แค่มันมีมากขึ้นกว่าเดิม มันรู้สึกมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งไม่ชอบ ทั้งหวง ทั้งโกรธง่ายขึ้น ยิ่งเวลาเขาอยู่กับยัยณิชา และให้ความสำคัญกับยัยนั่นมากกว่าฉัน นั่นเลยทำให้ฉันไม่สามารถหาความต่างหรือสิ่งที่ชัดเจนได้

“แต่ดูจากอาการของมึงตอนนี้ กูฟันธงได้เลย ว่ามึงรักพี่เจ้าคุณมากกว่าพี่ชาย และรักมานานแล้วแต่มึงไม่รู้ตัว” ซานพูดออกมาด้วยความมั่นใจในความคิดของตัวเอง

แต่ฉันกลับไม่มั่นใจอะไรเลยสักอย่าง

“เลิกพูด แล้วลุกได้แล้ว” ไวน์พูดพร้อมกับจับแขนฉันดึงให้ลุกขึ้น ฉันเลยลุกตามมันไปเหมือนกับคนไม่มีวิญญาณอยู่กับตัว

“มึงนี่ขัดทุกเรื่องเลยนะไอ้ไวน์!” ซานพูดขึ้นอย่างไม่พอใจให้ไวน์ พร้อมกับเก็บของลงกระเป๋าแล้วลุกตามมา เพราะพวกฉันนัดกันว่าจะไปหาอะไรกินหลังเลิกเรียน

“ไม่ได้ขัด แต่พวกมึงเริ่มจะไร้สาระกันเกินไป ไอ้มีนมันคิดกับพี่คุณแค่พี่น้องแค่นั้นแหละ พวกมึงก็ไปทำให้มันเขวอยู่ได้ แล้วถ้ามันทำให้ลำบากใจแล้วทุกอย่างแย่ขึ้นล่ะ”

ไวน์ว่าให้ครีมกับซานออกไปอย่างจริงจังพร้อมเหตุผลให้พวกมันคิดตาม

แต่ทำไมฉันกลับรู้สึกว่าคำพูดของไวน์มันไม่ถูกไปทั้งหมด ทำไมฉันรู้สึกว่าคำพูดของซานกับครีมมันกลับทำให้ฉันสนใจได้มากกว่า

“มึงก็มองโลกในแง่ดีเกินไป ถ้าเกิดอีมีนมันไม่ได้คิดอะไรจริง  ๆ  กูพูดแบบนี้มันคงพูดออกมาได้เต็มปากแล้วว่าไม่ใช่ แต่นี่มันลังเลอย่างเห็นได้ชัด นั่นหมายความว่ามันก็ไม่แน่ใจในตัวมันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”

ครีมเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ และคำพูดของครีมมันก็พุ่งเข้าในใจฉันอีกครั้งทันที มันเหมือนกับทะลุเป้าพอดีเป๊ะ

หรือว่าฉันจะคิดกับพี่เจ้าคุณมากกว่าพี่น้องอย่างที่พวกมันพูดกันจริง  ๆ  แต่อีกใจหนึ่งฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน ก็บอกแล้วว่าอาการนี้ฉันเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไอ้ที่หวงพี่ชายมากแบบนี้ แล้วจะให้รักเป็นอื่นตอนไหน รักได้ยังไง

“พูดมาก ไปได้แล้ว” ไวน์พูดตัดบทขึ้นอย่างไม่อยากฟังแล้วจูงมือฉันเดินออกจากห้องทันที ก่อนจะตรงไปยังลานจอดรถ

ไม่นานพวกฉันก็มาอยู่กันที่ร้านเบเกอรี่ใกล้  ๆ  มหาวิทยาลัย ซึ่งที่นี่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยพวกฉัน แน่นอนว่าพอมาที่นี่ก็มักจะได้เจอแต่คนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเกือบทั้งร้าน

และหนึ่งในนั้นก็คงจะเป็นคนที่ฉันทั้งอยากเจอและไม่อยากเจอตอนนี้

และที่ทำให้ฉันเสียใจมากก็คงจะเป็นพี่เจ้าคุณที่เดินยิ้มแย้มมากับยัยณิชาทั้งที่ฉันยังโกรธเขาอยู่แท้  ๆ  มันทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้สนใจความรู้สึกของฉันแล้วจริง  ๆ  และเขาคงเบื่อน้องอย่างฉันแล้วจริง  ๆ  เลยไม่ต้องสนใจว่าฉันจะยังโกรธหรือรู้สึกยังไง ทั้งที่ฉันก็ยังโกรธเขาอยู่แต่เขากลับไม่รีบกลับห้อง ไม่มาหาฉัน แต่เลิกเรียนดันมาร้านนมกับแฟนของเขาอย่างมีความสุขแบบนี้

“เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกยังไง” เสียงของครีมชะโงกหน้ามาใกล้ฉันแล้วถามอย่างไม่ดังมากด้วยความอยากรู้

“โกรธ” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่เสียเวลาคิด มันโกรธจนอยากจะลุกขึ้นไปด่ายัยนั่นเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

“แค่นั้น?” ซานถามอีกคนเหมือนกับว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้

“แค่นั้นบ้าอะไร! ฉันอยากจะไปโวยวายให้ร้านแตกไปเลยด้วยซ้ำ!” ฉันตอบกลับไปตามนิสัยที่มักจะเป็นแบบนี้ตลอด แต่ติดที่ยังต้องรักษาฟอร์มอยู่ ไม่อยากเป็นฝ่ายไปคุยกับพี่เจ้าคุณก่อน

ฉันจะโกรธเขาและให้เขาง้อให้เข็ดถึงจุหาย แต่ถ้าเกิดฉันลุกขึ้นไปตอนนี้ นอกจากจะกลายเป็นตัวเองไปพูดกับเขาก่อน ฉันยังจะโดนดุอีกด้วยซ้ำ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ

“แล้วยังไง หัวใจของแกตอนนี้เป็นแบบไหน” ซานถามต่อด้วยคำถามที่ลึกกว่าเก่า

แต่หัวใจของฉันเหรอ

ฉันยกมือขึ้นทาบที่หน้าอกข้างซ้ายของฉันก่อนจะพบว่ามันเต้นแรงจนนับจังหวะแทบไม่ทัน แล้วไหนจะความรู้สึกชา  ๆ  เสียใจนั่นอีก เสียใจจนอยากโวยวาย อยากร้องไห้ ยิ่งเห็นเขายังยิ้มให้ผู้หญิงคนอื่นทั้งที่ฉันกับเขายังไม่ได้ดีกัน มันยิ่งเสียใจ

แต่มันก็เป็นความรู้สึกปกติของคนไม่พอใจไม่ใช่เหรอ

“ลองถามใจตัวเองดูว่าความรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่าอะไรกันแน่ แต่ถ้าจะให้ฉันตอบ ง่าย  ๆ  เลย แกหลงรักพี่ชายคนละท้องของแกแล้วล่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป