บทที่ 13 พยาบาลจำเป็น (1)
“สร้อยก็เข้าไปคุยเล่นกับน้องบ้างสิลูก”
สร้อยสนที่กินไปฟังไปอย่างเงียบๆ ที่แทบสำลักเมื่อจู่ๆ เรื่องราวทั้งหมดก็โยงเธอเข้าไปเกี่ยวซะอย่างนั้น
“ไม่ดีมั้งคะ” เรื่องอะไรเธอต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกัน หมอนั่นเหม็นหน้าเธอจะตาย ขืนปล่อยให้เธอเข้าไปมีหวังอาการได้ทรุดหนักยิ่งกว่าเดิมหรอก “สร้อยดูแลใครไม่เป็น แม่ก็รู้นี่นา”
นางอรุณถอนหายใจ… “ดีไม่ดีไม่รู้ล่ะ แม่เองก็จนปัญญา อย่างที่เห็นว่าใครก็เข้าหน้าไม่ติดสักคน”
“แล้วสร้อยจะเข้าติดเหรอแม่ สร้อยกับวิชไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ”
“ก็ลองดูก่อน หรือไม่ก็แค่เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนน้องก็ได้”
คนเป็นแม่พูดพร้อมกับถลึงตาใส่ อยากให้ลูกสาวมีบทบาทในเรื่องนี้บ้าง อยากให้ลูกมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไหนๆ ก็มีโอกาสได้อยู่ในครอบครัวของนักธุรกิจที่รวยระดับพันล้าน แต่กลับเก็บตัวเงียบ วันๆ พูดคุยแต่กับเด็กในบ้าน แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน
“ลุงเห็นด้วยกับแม่หนูนะ” จู่ๆ ประมุขของบ้านก็ออกความเห็น สร้อยสนที่กำลังจะอ้าปากเถียงเลยต้องหุบฉับด้วยความไม่เข้าใจ “วิชมันเกลียดโรงพยาบาล ไม่แน่หรอกว่ามันก็อาจจะเกลียดพวกหมอพวกพยาบาลด้วย”
ดังนั้นถ้าเป็นเพื่อนหรือคนใกล้ตัว ก็อาจจะเข้าหาเขาได้... คงจะดีหากว่ามีใครเข้าไปพูดคุยกับลูกบ้าง ซึ่งคนเป็นพ่อได้แต่อ่อนใจ เขาจะหาคนพวกนั้นมาจากไหน เพราะตั้งแต่ที่พรนับพันประสบอุบัติเหตุกลับมา คนที่มันออกไปเที่ยวด้วยทุกคืน อย่างพวกเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัย ยังไม่มีใครโผล่หน้ามาเยี่ยมเยียนมันเลยสักคน
“แต่ว่าสร้อย…”
“ลองดูหน่อยเถอะหนูสร้อย ช่วยเข้าไปคุยกับคุณวิชให้หน่อย” นุ่มก็เอ่ยปากขอร้องอีกคน สร้อยสนก็ได้แต่น้ำท่วมปาก ไม่อยากบอกเลยว่าเธอนี่แหละคู่อริ อาการของน้องชายคงดีขึ้นหรอกถ้าหากได้ปะทะกัน
“แค่ชวนคุยก็ได้สร้อย บอกให้น้องกินข้าวกินยา ยอมรักษาตัวแต่โดยดี” แม่เธอให้กำลังใจ โดยหารู้ไม่ว่าเท่านี้ก็หนักหนาสาหัสแล้ว กับคนอื่นหมอนั่นยังไม่เกรงใจ ร้ายสุดถึงขั้นทำร้ายร่างกาย แล้วกับคนที่เขาหมั่นไส้ตั้งแต่แรกแบบเธอ จะไปทำอะไรได้
เซ็งนัก... กำลังกินข้าวอร่อยๆ แท้ๆ กลับต้องมาถูกกดดันจากผู้ใหญ่ทั้งสามคน ซึ่งมันน่าสงสัยนักว่าทำไมต้องเป็นเธอด้วย นี่ก็อยู่คนเดียวไม่มีปากมีเสียงกับใครแล้วแท้ๆ
“ลองดูก็ได้ค่ะ”
แค่ลองดูนะ แต่ไม่รับปากว่าจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด มันใช่เรื่องของเธอที่ไหน ทำไมความลำบากใจมันต้องตกมาอยู่ที่เธอแบบนี้
แล้วดูสายตาที่แต่ละคนมองมาสิ... ทำราวกับว่าหน้าที่นี้มันจะสำเร็จลุล่วงไปได้เพราะเธอเพียงเท่านั้น ทั้งที่กับพรนับพันก็ไม่ได้นับว่าใกล้ชิดกัน และอย่าพูดถึงความสนิทเลย แค่เจอหน้ากันสองครั้ง แต่ละครั้งก็มีเรื่องให้มีปากเสียงกัน แบบนี้จะเอาความหวังที่ไหนมามั่นใจว่าเธอจะสามารถพูดคุยกับเขาได้
จริงอยู่ที่เธอเป็นคนแช่งเขาให้หายไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เดี้ยงกลับบ้านมาเป็นภาระของทุกคนแบบนี้หรือเปล่า
สร้อยสนตกเป็นความหวังของคนแก่ทั้งสามโดยไม่รู้ตัว เธอแทบยกเท้าขึ้นมาก่ายหน้าผากตอนที่แม่กับป้านุ่มเดินมาส่งถึงหน้าห้องนอนของพรนับพัน พร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจ บอกให้เธอสู้ ใจเย็น และอดทน ทั้งที่ตัวของพวกท่านเองไม่กล้าที่จะย่างกายเข้าไปในนั้นเลยด้วยซ้ำ
ป้านุ่มเองเคยเข้าไปเสนอหน้าอยู่หนึ่งครั้ง แต่ก็อย่างเดิมคือโดนเจ้าของห้องไล่ออกมาเหมือนวันนั้น ส่วนแม่ของเธอไม่ต้องพูดถึง แค่เจอหน้ากันชายหนุ่มก็ปากคว่ำ ถึงแม้ไม่พูดอะไรออกมาแต่ก็รับรู้ได้ ว่าเขาไม่พอใจที่จะเห็นหน้าแม่เลี้ยงคนใหม่ ระหว่างที่ยังเจ็บป่วย
ซึ่งกรรมก็ตกมาเป็นของลูกสาวอย่างเธอ สร้อยสนไม่กลัว แต่ก็แอบถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย คอยดูนะเธอจะเข้าไปให้เห็นหน้า อยู่สักห้านาทีค่อยร้องไห้ออกมา วางแผนไว้ละว่าจะทำตัวให้น่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้ไม่ถูกใช้ให้เข้าใกล้เขา ไม่ต้องหนักใจที่ต้องเป็นความคาดหวังของใครแบบนี้
ขาเรียวจึงก้าวเข้าไป ยิ้มเซียวๆ ให้สองคนที่เดินมาส่งอย่างดี ก่อนจะกลอกตามองบนเมื่อประตูบานใหญ่ปิดตัวลง แต่เธอก็ต้องเดินมายืนเคว้งอยู่กลางห้อง ภาพที่เห็นทำให้จิตใจที่มืดดำหายวาบ สร้อยสนมองคนบนเตียงที่นอนจมอยู่บนนั้น ทั้งที่ไม่เจอกันแค่สามวัน แต่รูปร่างสูงใหญ่ของน้องชายในนามกลับดูเล็กลงจนน่าใจหาย
พรนับพันผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ยามเขาหลับยิ่งดูน่าสงสารจับใจ ไม่น่าเชื่อว่ามันส่งผลให้เธอก้าวไปข้างหน้า ไปยืนข้างเตียงใหญ่ ด้วยความรู้สึกที่แปลกไปกว่าเดิม
ยังดูหล่อเหลาจนน่าหมั่นไส้ ใบหน้าใสไร้สิวดูไม่มีพิษไม่มีภัยยามเมื่อหลับลึกลงไปเช่นนี้ แต่ต่อให้หลับไป ชายหนุ่มก็ยังคงไว้ซึ่งความเอาแต่ใจที่มี จมูกรั้นเชิดขึ้นราวกับผู้หญิง แสดงชัดถึงรัศมีของลูกคุณหนู คือประกายของคนที่เกิดมาพร้อมกับช้อนเงินช้อนทอง
ปากคว่ำสีชมพูนั้นก็ทำเอาสร้อยสนอิจฉาจนอยากจะเอื้อมมือเข้าไปดีดให้เจ็บนัก แต่ก็ยั้งไว้เพราะความสงสาร อีกทั้งยังเกิดความรู้สึกบางอย่าง... มันเป็นความรู้สึกเหมือนตอนที่เธอเจอพระเอกเกาหลีที่ถูกใจ
“จะจ้องอีกนานไหม”
สร้อยสนสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ คนที่หลับตาอยู่ก็พูดขึ้นมา เธอผงะและกำลังจะก้าวถอย แต่ก็ช้ากว่าคนที่รอคอยจังหวะอยู่แล้ว
