บทที่ 4 แรกพบสบตา 3
กลับบ้านได้หรือเปล่า? หญิงสาวคิดในใจ... แต่คงไม่ได้
เพราะเพียงไม่นานรถคันใหญ่ก็มาจอดเทียบที่หน้าร้านอาหาร ทันทีที่ประตูเปิดออก สร้อยสนก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อภาพที่เธอเห็นมันเป็นยิ่งกว่าความฝัน หญิงสาวขาสั่น รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันทีที่เห็นเพียงโคมไฟระย้าห้อยอยู่เต็มร้าน นอกเหนือไปจากนั้นการมาเยือนของเธียรยังเว่อร์มาก เพราะยังไม่ทันก้าวลงจากรถ ก็มีผู้ชายใส่สูท แต่งตัวราวกับเจ้าของร้านเดินมาต้อนรับ
สร้อยสนพยายามอ้อนวอนให้แม่หันมา อยากบอกท่านว่าเธออยากกลับ ปล่อยเธอไปเถอะนะเพราะเธอกินข้าวเย็นในร้านแบบนี้ไม่เป็นจริง ๆ
“นี่ ลงไปก่อนสิ”
เธออยากร้องไห้ แต่ก็ต้องเก็บสีหน้าไว้เมื่อเสียงของคนข้างกายดังขึ้น “อะไร”
“ลงไปก่อน” พรนับพันเอ่ยย้ำ เขาผายมือให้เธอลงไปก่อนทั้งที่ตัวเองนั่งติดกับประตูด้วยซ้ำ
“นายก็ลงไปก่อนสิ” ตอนนี้ขาเธอยังไม่พร้อม ทำตัวไม่ถูกจริง ๆ ... เกิดมายังไม่เคยมาร้านไหนที่ใหญ่เท่านี้เลย
“ฉันเป็นสุภาพบุรุษพอ Lady first น่ะ รู้จักไหม”
อ่อ อย่างนั้นเหรอ... ถึงแม้จะหน้ายุ่ง แต่สร้อยสนก็ยอมทำความเข้าใจ หญิงสาวเลยเบี่ยงตัวออกไป และระหว่างที่ก้าวผ่านหน้าเขา เธอก็อุทานออกมาเสียงดังลั่น “เอ๊ะ!”
เธอหันขวับไปมองหน้าเขาอย่างไม่พอใจ เพราะรู้สึกได้ว่าเมื่อกี้พรนับพันเอื้อมมือมาจับหมับเข้าที่ตูดให้
“เป็นอะไรสร้อย” คนเป็นแม่ไถ่ถามอย่างสงสัย สร้อยสนอยากจะพูดความจริงออกไป แต่เมื่อมองดูสายตายียวนที่มองมาพร้อมกับการเลิกคิ้วถาม เธอก็เปลี่ยนใจ
“ไม่มีอะไรค่ะแม่” เพราะขืนพูดไปคงได้เป็นเรื่องใหญ่ หรืออีกอย่างคงไม่มีใครเชื่อคนอย่างเธอหรอก เพราะดูจากสภาพที่เป็นกันอยู่ตอนนี้ น่าจะเป็นเธอมากกว่าที่เผลอไปแตะต้องเนื้อตัวเขา
เพราะในขณะที่เธอเชยเฉิ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า ชายหนุ่มที่ลงมายืนเคียงอยู่ข้าง ๆ กลับดูดีราวกับราชนิกุล รูปร่างหน้าตา รสนิยมเขาดีมากจนเธอไม่อยากเดือดร้อนให้อับอายมากไปกว่าเดิม จึงได้แต่เก็บไว้ในใจ และท่องไว้ว่าจากนี้ห้ามเข้าใกล้เขาอีก หรือถ้ามันจำเป็นก็หาทางย้ายออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นเลยยิ่งดี
จากที่คิดว่าเขาคงจะหยุดเพียงเท่านั้น สร้อยสนก็คิดผิด
รอบแรกเธอคิดว่าเขาแกล้งเล่น เพราะคงเห็นว่าเธอเป็นลูกของเมียใหม่พ่อที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน รอบสองหญิงสาวก็คิดว่ามันคงสบโอกาส เมื่อมีช่องทางให้เขาได้ทำชั่วเขาก็เลยทำ
แต่รอบที่สามมันเกินไป และเธอเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วนะ เพราะหลังจากที่นั่งอยู่บนโต๊ะ โดยที่เธอกับเขาจำเป็นต้องนั่งข้างกัน เธอนั่งอยู่ด้านในติดกระจก ในขณะที่เขานั่งกั้นทางออกไว้ พอจัดการสั่งอาหารเรียบร้อย บรรยากาศภายในร้านเริ่มหรี่เป็นเพียงไฟส้มสลัว จู่ ๆ ไอ้คนชั่วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เอื้อมมือเข้ามา
เริ่มแรก เขาเพียงวางมือไว้บนหน้าขา สร้อยสนชะงักกึกก่อนจะตัดสินใจสู้ด้วยการหยิกไปอย่างแรงบนหลังมือใหญ่อย่างจัง ซึ่งมันได้ผลเพราะพรนับพันรีบสะบัดมือกลับ แต่ก็เจ็บใจนักที่เขาไม่ส่งเสียงร้องหรือว่าแสดงสีหน้าออกมาแม้แต่น้อย
หลังจากนั้นลูกๆ ทั้งสองก็นั่งฟังพ่อแม่คุยกันด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย พรนับพันมองไปที่พ่อตัวเองกับแม่ใหม่ด้วยแววตาเฉยเมย สร้อยสนเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรยามที่ท่านทั้งสองแสดงความรักด้วยการส่งสายตาหวานซึ้งขนาดนั้น ซึ่งคนข้างๆ เธอก็เหมือนกัน เขาทำเพียงนั่งตัวตรง มองไปข้างหน้าและรออาหารอย่างสง่างาม
และพออาหารทยอยเข้ามาเสิร์ฟ เธอก็โล่งใจว่าเขาคงจะไม่ว่างมาแกล้งเธออย่างเดิมแล้ว ซึ่งก็เป็นอย่างนั้น เพราะทันทีที่เริ่มทาน พรนับพันก็จ้วงเอาจ้วงเอา แต่ถึงแม้จะเป็นการกินเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจผู้อื่น แต่ชายหนุ่มก็ทำอย่างมีมารยาท ทุกกิริยาของเขาเป็นไปอย่างงดงาม ดูดีราวกับคนที่ได้รับการบ่มเพาะมาอย่างดี จนบางครั้งเธอเองต่างหากที่ต้องเรียนรู้จากการลอบมองเขารับประทานของเหล่านั้น
เพราะมัวแต่มอง เอาแต่ละเมียดละไม ท้ายที่สุดจึงกลายเป็นว่าเธออิ่มไม่พร้อมเขา ตอนนี้อาหารมากมายที่ผู้ใหญ่สองคนตักมาไว้ในจานของเธอยังเหลือพูน ในขณะที่ชายหนุ่มนับจิบไวน์กับคนเป็นพ่อ และดูเหมือนว่าคราวนี้เขาจะเริ่มพูดคุยกับคนอื่นได้บ้าง
สร้อยสนพยายามทานคำเล็ก ๆ เผื่อว่ามันจะทำให้เธอดูดีขึ้นมา ระหว่างนั้นเธอเลยไม่ทันได้ระวัง ไม่รับรู้เลยว่ากระโปรงผ้าเนื้อลื่นที่ยาวกรอมเท้าของตน ได้ถูกใครบางคนค่อย ๆ ดึงขึ้นมากองไว้ที่หน้าขาเรียบร้อยแล้ว
เธอกินอย่างอร่อย ผ่อนคลายขึ้นมาเมื่อเริ่มคุ้นเคย แต่ก็ต้องชะงักค้าง รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มีสัมผัสบางอย่าง มีมือของบางคนลูบไล้ขึ้นลงอยู่บริเวณต้นขา ไอ้เด็กเวร... มันเป็นใครไปไม่ได้ ต้องเป็นเด็กจัญไรอย่างพรนับพันแน่ๆ
สร้อยสนอยากจะเอื้อมมือไปทำร้ายเขาอีก แต่ก็ติดที่ว่าตอนนี้ทั้งสองมือของเธอไม่ว่างจากการถือมีดและส้อมเลย หญิงสาวจึงได้แต่เกร็งตัว และหุบขาแทบไม่ทันเมื่ออีมือปลาหมึกนั้นมันไล้วนเข้าสู่ด้านใน
เธออยากจะโหวกเหวกโวยวาย อยากจะร้องไห้ออกมาให้เสียงดังลั่นร้าน แต่ก็ทำไม่ได้ด้วยบรรยากาศ ที่ตอนนี้ทุกคนกำลังดื่มด่ำอยู่กับเสียงเพลงที่ถูกบรรเลงไว้ ไหนจะผู้คนที่นี่ ดูก็รู้ว่าส่วนใหญ่มีแต่ผู้ดีทั้งนั้น แม้รู้ตัวว่าควรรักษาเกียรติของตัวเอง แต่พออยู่ตรงนี้มันก็ทำใจลำบาก เธอไม่ได้มีความกล้าขนาดนั้น ไม่อยากทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา
