บทที่ 1 ปฐมบท 0/0

ความขัดแย้งเรื่องอำนาจและการล่าอาณาเขตทำให้สองแคว้นต้องห้ำหั่นกัน ด้วยเหตุที่จักรพรรดิแคว้นจ้าวต้องการขยายอำนาจทางทหาร พระองค์จึงต้องบุกเข้าตีแคว้นใกล้เคียงอย่างแคว้นฉีเพื่อที่ตนจะได้เรืองอำนาจ ‘หานเฟิง’ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉีจึงทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาบ้านเมืองจากคนโฉดชั่วอย่างฮ่องเต้วิปลาสจากแคว้นจ้าว

เดือนซานเยวฺ่[1]กองทัพเรือแคว้นฉีถูกถล่มราบที่เมืองฉือกวน กองทัพแคว้นจ้าวรุกคืบอย่างไร้ความปรานีจนสามารถบุกยึดจุดยุทธศาสตร์ได้สองแห่ง

ในเดือนซื่อเยว่[2]หานเฟิงรวบรวมผู้คนเพื่อต่อต้านกองทัพแคว้นจ้าวที่เมืองหนานฉู่ หลังจากการสู้รบแม่ทัพหนุ่มรวบรวมกำลังพลที่รอดชีวิตได้จำนวนหนึ่ง กองทัพของเขาห่างจากเมืองต้าเหลียงที่กองทัพแคว้นจ้าวตั้งฐานทัพอยู่ ขณะนั้นเองกองทัพแคว้นจ้าวกำลังวางแผนโจมตีกองทัพแคว้นฉี พวกเขามีกำลังทหารถึงสองแสนนาย ต่างจากกองทัพแคว้นฉีที่มีกำลังทหารเพียงสี่หมื่นนายเท่านั้น

สองกองทัพประจันหน้า ณ สนามรบ ที่รุกโชนด้วยแสงเพลิง กองทัพแคว้นจ้าวนับแสนนำโดย ‘พระเจ้าอี้จง’ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ

‘จ้าวอี้เทียน’ เข้าตีทัพหน้าแคว้นฉีซึ่งนำทัพโดยหานเฟิงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉี สองแคว้นห้ำหั่นกันอย่างไม่ลดละ เหล่าทหารล้มตายเป็นจำนวนมากจนไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ใด

“พวกเราจะทำเช่นไรดีขอรับท่านแม่ทัพ!” เสียงตะโกนของ ‘หลิงจิ้ง’ รองแม่ทัพที่กำลังต่อสู้กับข้าศึกดังอยู่ไม่ไกลนัก หานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังอาชาสีดำสนิทก็เคลื่อนกำลังพลรุดหน้าเข้าโจมตีกองทัพแคว้นจ้าว แม่ทัพหนุ่มใช้ทวนของตนแทงทหารของศัตรูอย่างไร้ความปรานีแต่

ดูเหมือนว่าศึกคราวนี้กองทัพแคว้นจ้าวจะได้เปรียบกองทัพแคว้นฉีอยู่มากนัก

“ยอมแพ้เสียเถอะหานเฟิง แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า” เสียงอัน

ทรงอำนาจดังขึ้นจากหลังม่านหมอกก่อนที่จะปรากฏร่างอันน่าเกรงขาม แม่ทัพหนุ่มหันไปตามเสียงนั้นก็พบกับฮ่องเต้จ้าวอี้เทียนที่นั่งอยู่บนหลังอาชาเช่นเดียวกับตน

หานเฟิงไม่รอช้ารีบควบม้าเข้าโจมตีอีกฝ่ายในทันที แม่ทัพหนุ่มใช้ทวนของตนแทงเข้าไปในอากาศหวังให้โดนตัวจักรพรรดิแคว้นจ้าวแต่อีกฝ่ายก็ใช้อาวุธของตนรับการโจมตีจากหานเฟิงไว้ได้ทันท่วงที ทั้งสองต่อสู้กันอย่างไม่ลดละ ด้านกำลังทหารก็ดูเหมือนว่ากองทัพแคว้นฉีจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเนื่องด้วยกำลังทหารที่น้อยกว่าอยู่ถึงหนึ่งแสนหกหมื่นนายจึงยากที่จะเอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งได้

“อวดดีเสียจริงหานเฟิง” ฮ่องเต้หนุ่มกล่าวออกมาอย่างเยาะเย้ย ทำให้หานเฟิงยิ่งทวีความโกรธแค้นมากขึ้น

แม่ทัพใหญ่แคว้นฉีจับอาวุธของตนอย่างมาดมั่นมุ่งตรงเข้าหาฮ่องเต้แคว้นศัตรูในทันที แต่ด้วยความโชคดีของอีกฝ่ายจึงสามารถรับการโจมตีของหานเฟิงได้อย่างทันท่วงทีและเพียงชั่วอึดใจฮ่องเต้หนุ่มก็ใช้ง้าวของตนฟันเข้าที่ไหล่ของแม่ทัพหนุ่มทำให้ชุดเกราะของเขาขาดออกจากกัน จากนั้นจึงใช้วิชาตัวเบากระโดดลงจากหลังม้าควงง้าวไปรอบตัวพุ่งเข้าหาแม่ทัพใหญ่แคว้นฉี ทันใดนั้นแม่ทัพหนุ่มจึงใช้ทวนของตนดันเอาไว้และผลักอีกฝ่ายให้พ้นตัว ทำให้ร่างสูงของพระเจ้าอี้จงกระเด็นออกไป

หานเฟิงไม่รอช้ามุ่งแทงเข้าไปที่อีกฝ่าย แต่ด้วยความมีไหวพริบทำให้ฮ่องเต้หนุ่มหลบได้ทันแต่ก็โดนทวนของหานเฟิงเฉียดเข้าที่หน้าท้อง

ไม่ทันที่พระเจ้าอี้จงจะเสียเปรียบไปมากกว่านี้ พระองค์ทรงใช้วรยุทธ์ที่

ร่ำเรียนมาควงง้าวไปรอบตัวอีกครั้ง ทำให้หานเฟิงที่ไม่ทันตั้งตัวพลาดท่าลงไปกองกับพื้นและยังไม่ทันที่จะฉุดตัวขึ้น ง้าวของจักรพรรดิจ้าวก็มาอยู่ที่หน้าของตนเสียแล้ว

“เจ้าแพ้แล้ว”

ไม่นานก็มีเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะดังไปทั่วบริเวณ ทหารแคว้นฉีถูกต้อนไปเป็นเชลยรวมถึงหานเฟิงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น เขาถูกคุมขังไว้ที่คุกในฐานทัพของแคว้นจ้าวโดยมีหลิงจิ้งถูกคุมขังไว้ด้วยเช่นกัน

“ท่านแม่ทัพขอรับ พวกเราจะออกไปจากที่นี่ได้เช่นไรขอรับ ข้ามิเห็นทาง กองทัพของเราคงแตกพ่ายแล้วจริง ๆ เห็นทีคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียแล้ว” รองแม่ทัพหนุ่มเริ่มตัดพ้อออกมา

เมื่อหานเฟิงหันไปดูสภาพของสหายข้างกายที่เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยโลหิตจากการศึกก็อนาถใจยิ่งนัก หากองค์จักรพรรดิของพวกเขาไม่หลงใหลในกามราคะจนไม่ใส่ใจในการปกครองบ้านเมือง พวกเขาก็คงไม่มีสภาพเช่นนี้ จะโทษกองทัพแคว้นจ้าวที่มารุกรานอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะหากแคว้นไหนที่กษัตริย์อ่อนแอนั้นมีหรือที่อีกแคว้นจะไม่โจมตี แต่เอาเถิดเขาเป็นเพียงแม่ทัพจะริอาจไปกล่าวร้ายองค์จักรพรรดิได้เช่นไร มีแต่เพียงหน้าที่ที่ต้องรักษาบ้านเมืองเอาไว้เท่านั้น แต่บัดนี้เขาไม่สามารถรักษามันได้อีกต่อไปแล้ว

“เจ้าอย่าพึ่งกังวลไปหลิงจิ้ง ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่ให้ได้”

“ด้วยวิธีใดเล่าขอรับ”

“ข้าก็ไม่รู้ แต่ข้าคาดว่าเวลานี้ฮ่องเต้แคว้นจ้าวคงจะตัดหัวฮ่องเต้ของเราไปแล้ว”

ด้านแคว้นจ้าวเมื่อมีชัยเหนือแคว้นฉีจึงฉลองชัยชนะ เหล่าทหารรินสุราอย่างสำราญพร้อมทั้งร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานหลังจากที่ทำศึกมานาน คราวนี้พวกเขาจะได้กลับบ้านเมืองไปหาลูกเมียเสียที

“ฝ่าบาทนี่คือหัวของจักรพรรดิแคว้นฉีพ่ะย่ะค่ะ” ทหารนายหนึ่งกล่าวในมือก็ถือกล่องไม้เอาไว้ ฮ่องเต้หนุ่มไม่รอช้ารีบสั่งทหารให้เปิดกล่องไม้ทันทีพร้อมหยิบหัวจักรพรรดิแคว้นฉีขึ้นมาแล้วชูขึ้นเพื่อประกาศชัยชนะของตน

เมื่อเหล่าทหารได้เห็นเช่นนั้นต่างโห่ร้องดีใจดังกึกก้อง เพราะการยึดแคว้นฉีได้ในครั้งนี้ถือเป็นการประกาศว่ากองทัพแคว้นจ้าวนั้นยิ่งใหญ่หาผู้ใดต่อกรได้อีกต่อไป

การฉลองชัยชนะในครั้งนี้นั้นจัดอยู่สามวันสามคืน ทหารแคว้นจ้าวต่างเมามายด้วยฤทธิ์สุราซ้ำร้ายพวกเขายังจับทหารแคว้นฉีมาทรมานกันอย่างสนุก พระเจ้าอี้จงมองการกระทำของทหารของตนอย่างไม่ทุกข์ร้อน พลางนึกถึงใบหน้าอันเย่อหยิ่งของแม่ทัพหนุ่มผู้เป็นเชลย หากตนได้อีกฝ่ายมาครอบครองเขาจะยังเย่อหยิ่งอยู่อีกหรือไม่

สองวันหลังจากกองทัพแคว้นจ้าวยกทัพกลับเมืองหลวง ข่าวการกลับมาของกองทัพแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ชาวเมืองต่างพากันมาชม

ขบวนเสด็จและเชลยกันอย่างคึกคัก แต่เมื่อมาถึงขบวนเสด็จพวกเขา

ต่างพากันก้มหน้าติดพื้นไม่กล้าที่จะมองพระพักตร์เจ้าเหนือหัว

ครั้นขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านไปพวกเขาต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงความเหี้ยมโหดขององค์จักรพรรดิ บ้างว่าองค์จักรพรรดิไร้หัวใจฆ่าคนเป็นผักปลา สมัยเป็นองค์ชายก็เข่นฆ่าพี่น้องเพื่อแย่งชิงบัลลังก์มังกร ปราบปรามขุนนางกังฉิน และมากไปกว่านั้นพระองค์ทรงสั่งประหาร

พระชายาของตนขณะขึ้นครองราชย์ได้เพียงวันเดียวเท่านั้น

แต่ก็นับเป็นโชคดีของชาวเมืองแคว้นจ้าวเพราะถึงพระเจ้าอี้จงจะเหี้ยมโหดสักเพียงใดพระองค์ก็ปกครองบ้านเมืองจนมีความเจริญรุ่งเรือง ด้านการค้าก็มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ทำให้ชาวเมืองรักและเคารพพระองค์เป็นอย่างมาก

ขบวนเสด็จเดินทางมาถึงวังหลวง จ้าวอี้เทียนสั่งให้ทหารกลับไปพักผ่อนด้วยเห็นว่าพวกเขาเหนื่อยล้าจากการสู้รบและการเดินทางอยู่

ไม่น้อย พระองค์เองก็เหนื่อยล้าเต็มทีจึงต้องการจะพักผ่อน

ฮ่องเต้หนุ่มจึงนั่งแช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำใบใหญ่โดยมีเหล่านางกำนัลคอยปรนนิบัติ ไอน้ำร้อนเกาะอยู่เต็มใบหน้าของผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้น ฮ่องเต้หนุ่มมีใบหน้าที่งดงาม ร่างกายกำยำ อีกทั้งยังสูงโปร่ง ดวงตากลมเรียว จมูกโด่งเป็นสัน เส้นผมดำสนิทขับกับคิ้วเรียวงาม ผิวแม้ต้องแสงแดดก็ไม่ทำให้พระองค์หม่นหมอง ซ้ำยังทำให้น่าหลงใหลเสียกว่าเก่า

“ฝ่าบาทจะทรงให้ยกเครื่องเสวยมาเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

‘รุ่ยอัน’ เอ่ยถามในขณะจัดฉลองพระองค์ให้เข้าที่

“อืม...ก็ดีเหมือนกัน เราก็ชักจะหิวแล้ว”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“จริงสิ เจ้าว่าเราควรมีสนมดีหรือไม่” คำถามของฮ่องเต้ทำเอากงกงน้อยชะงักงันในทันที พลันคิดไปถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นถึงแม้เขาจะมีอายุเพียงสิบสามหนาว (สิบสามปี) ก็พอได้ยินมาบ้างว่าองค์จักรพรรดิสั่งประหารพระชายาขณะขึ้นครองราชย์ได้เพียงวันเดียวเท่านั้น

“ทำไมหรือว่าเจ้าคิดว่ามันไม่ดี”

“หามิได้ฝ่าบาท หากแต่กระหม่อม...เอ่อ...”

“แต่อะไร”

“เปล่า เปล่าพ่ะย่ะค่ะ”

“อย่างนั้นก็ดี บอกทหารให้นำตัวแม่ทัพแคว้นฉีมาพบเราที่ตำหนักในคืนนี้”

“แม่ทัพแคว้นฉีหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ทำไม เจ้ามีอะไรสงสัย”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”

ด้านหานเฟิงที่ถูกคุมขังก็ไม่นิ่งนอนใจ แม่ทัพหนุ่มพยายามคิดหาแผนการหลบหนีตลอดเวลา แต่ดูเหมือนฮ่องเต้วิปลาสผู้นั้นจะสั่งทหารคุ้มกันที่นี่อย่างหนาแน่นจนมิอาจเห็นหนทางที่จะออกไปได้เลย หานเฟิงคิดว่าคนอย่างจ้าวอี้เทียนอีกไม่นานก็คงจะสั่งประหารชีวิตตนเป็นแน่ หากเขาไม่หลบหนีคงจะตายอยู่ที่แคว้นจ้าวแห่งนี้

“มีรับสั่งจากฝ่าบาทให้นำตัวเชลยไป” ทหารนายหนึ่งที่ดูคล้าย

ผู้คุมกล่าวกับทหารเฝ้าประตูก่อนที่ประตูคุกจะถูกเปิดออก แม่ทัพหนุ่มมาที่นี่ได้ไม่ถึงวันจะถูกประหารเสียแล้วหรือนี่

“พวกเจ้าจะพาท่านแม่ทัพของข้าไปไหนพวกทหารชั่ว!” หลิงจิ้งโวยวาย ทหารนายหนึ่งจึงใช้ด้ามดาบฟาดเข้าไปที่หน้ารองแม่ทัพแคว้นเชลยอย่างเต็มแรงจนทำให้โลหิตสีแดงชาดไหลออกมา

“หลิงจิ้ง!” หานเฟิงเมื่อเห็นภาพนั้นก็สะบัดทหารจนหลุดพ้นพลันรีบเข้าไปช่วยรองแม่ทัพของตนในทันที แต่ด้วยเหตุที่ถูกจับใส่ขื่อไว้

แม่ทัพหนุ่มจึงไม่สามารถช่วยรองแม่ทัพของตนที่ถูกทหารซ้อมอยู่ได้

“พวกทหารชั่ว! ข้าจะฆ่าเจ้า!”

“หุบปาก! เจ้าเป็นแค่เชลยจะมาทำอะไรพวกข้าได้” นายทหารนายหนึ่งพูดก่อนจะลากตัวหานเฟิงไป

[1] เดือนซานเยวฺ่ (เดือนมีนาคม)

[2] เดือนซื่อเยว่ (เดือนเมษายน)

บทถัดไป