บทที่ 13 หลบหนี 6/1

กินเวลาไปหลายวันกว่าที่ร่างกายของหานเฟิงจะฟื้นคืนสภาพดังเดิม นับตั้งแต่ครานั้นฮ่องเต้จ้าวอี้เทียนก็ไม่ได้เสด็จมาที่ตำหนักแห่งนี้

อีกเลย นับว่าเป็นโชคดีในความโชคร้ายก็ว่าได้

ความเจ็บช้ำหลอมรวมให้เป็นความเกลียดชัง ในยามเดียวกันหานเฟิงอยากที่จะทวงคืนความเป็นธรรมให้กับตนเองจากเจ้าคนโฉดชั่วนั้น แต่เพียงขยับกายใจก็บอบช้ำขึ้นมาอีกครา ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดที่เขาจะต้องทนเป็นนกน้อยในกรงทองเช่นนี้

“กุ้ยเฟยเพคะ ได้เวลาเสวยแล้วเพคะ” ดารุณีน้อยเอื้อนเอ่ยอย่างนอบน้อม หานเฟิงที่พึ่งจะสงบใจได้ก็หันมาสนใจตามเสียงบอกกล่าวนั้นแล้วเอ่ยขึ้น

“ข้าทราบแล้ว แม่นาง…ไม่สิ เจ้าชื่ออันใดข้าจะได้จำเอาไว้” หานเฟิงเอ่ยถามเนื่องด้วยจำได้ว่านางคือคนที่มาช่วยตนอาบน้ำแต่งตัวในครั้งนั้น

นางเพียงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ “หม่อมฉันเสี่ยวเหมี่ยนเพคะ”

“ที่แท้แม่นางเสี่ยวนี่เอง ครั้งนั้นข้าต้องขออภัยที่เสียมารยาทกับแม่นาง” หานเฟิงว่าออกมาอย่างเป็นมิตร ใบหน้าหล่อก็เพียรส่งยิ้มให้นางอย่างจริงใจ เขาถือคติที่ว่าผูกมิตรย่อมดีกว่าก่อศัตรู

“กุ้ยเฟยกล่าวเกินไปแล้วเพคะ มันเป็นหน้าที่ของหม่อมฉันอยู่แล้วที่ต้องทำตามคำสั่งฝ่าบาท”

“แต่ถึงอย่างไรเสียข้าก็ต้องขออภัยแม่นางด้วย ต่อจากนี้ข้าก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับแม่นางด้วยนะ” หานเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างไรเสียเขาก็ต้องหาพรรคพวกเขาไว้บ้าง

“กุ้ยเฟยทรงกล่าวเกินไปเพคะ หม่อมฉันจะบังอาจรับได้อย่างไร พระองค์สูงศักดิ์นัก” นางตอบรับอย่างนอบน้อม

หานเฟิงที่ได้ฟังเช่นนั้นก็นึกขันยิ่งนัก “สูงศักดิ์หรือ”

“เพคะ ทรงเป็นถึงพระสนมเอกในองค์จักรพรรดิ”

“จริงสินะ” หานเฟิงยกยิ้มเย้อหยั่นให้กับโชคชะตาชีวิตของตน หากเป็นผู้อื่นที่ได้ขึ้นมาอยู่ตำแหน่งนี้คงดีใจจนเนื้อเต้น แต่เขาไม่ต้องการ ไม่ต้องการมันเลยสักนิด...

หานเฟิงเมื่อขึ้นเป็นสนมเอกนั้นก็หาได้จิตใจสงบไม่ ภายในใจของชายหนุ่มกระวนกระวายคิดจะหาทางหนีออกจากกรงทองนี้อยู่ตลอด โชคดีที่หลายวันมานี้ฮ่องเต้แคว้นจ้าวผู้นั้นไม่ได้เสด็จมาหานับตั้งแต่เขาเป็นสนม เขาเลยมีเวลาคิดแผนการที่จะหลบหนีแต่ที่สำคัญต้องช่วย

หลิงจิ้งให้ได้

“แม่นางเสี่ยว”

“เพคะกุ้ยเฟย อย่าทรงเรียกบ่าวเช่นนั้นสิเพคะ บ่าวต่ำต้อยนัก” นางว่าออกมาอย่างวางตน

“เจ้าช่วยอะไรข้าสักอย่างได้หรือไม่ ถือว่าข้าขอร้องเจ้าเถอะนะแม่นาง” หานเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง หากนางจะต้องให้เขาคุกเข่าอ้อนวอนเขาก็จะทำมันโดยไม่คิดทีเดียว ขอเพียงนางยอมช่วยก็เป็นพอแล้ว

“กุ้ยเฟยอย่าตรัสเช่นนี้สิเพคะ พระองค์มีพระประสงค์จะใช้บ่าวเรื่องใดหรือเพคะ” นางถามออกไปด้วยความใคร่รู้ เพราะตรัสเช่นนี้ต้องมีเรื่องสำคัญเป็นแน่

“เจ้าช่วย…”

“ฮะ! อะไรนะเพคะ” นางร้องออกมาด้วยความตกใจหลังจาก

ฟังความนั้น ใบหน้างามเริ่มวิตกเพราะความกลัวอย่างเห็นได้ชัด เรื่องนี้ทำให้เสียงของเสี่ยวเหมี่ยนเงียบหายไป ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงยอมพูดออกมา

“พระองค์คิดดีแล้วหรือเพคะ หากฝ่าบาททรงจับได้ขึ้นมาชีวิตของกุ้ยเฟยและหม่อมฉันรวมถึงท่านรองแม่ทัพหลิงจิ้งก็จะตกอยู่ในอันตรายนะเพคะ”

“ข้ามั่นใจว่าข้าจะสามารถหนีรอดไปได้ นะเสี่ยวเหมี่ยน เจ้าช่วยข้านะ ข้าขอร้อง หากเจ้าต้องการให้ข้าคุกเข่าขอร้องเจ้ายามนี้ข้าก็ยอม” เอ่ยจบก็เตรียมจะคุกเข่าลงจริง ๆ ดารุณีน้อยเห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปประคองร่างหนาเอาไว้ อีกฝ่ายเป็นถึงกุ้ยเฟยพระสนมเอกของฮ่องเต้จะให้มาคุกเข่าต่อหน้านางกำนัลผู้ต่ำต้อยอย่างนางได้เช่นไรกัน

“เจ้ายอมช่วยข้าแล้วหรือ” หานเฟิงถามย้ำให้แน่ใจอีกครั้งเพราะการนี้ใหญ่หลวงนักเกินกว่าที่นางกำนัลเล็ก ๆ อย่างนางจะรับไหว

“เพคะ หม่อมฉันจะช่วยกุ้ยเฟยเอง” นางตอบออกไป อันที่จริงแล้วนางก็เห็นใจแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ไม่น้อยที่ต้องมาเป็นพระสนมของฮ่องเต้จ้าวอี้เทียนที่อารมณ์ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย หากทรงกริ้วขึ้นมาไม่รู้ว่าจะสังหารพระสนมผู้นี้เมื่อใดกัน

“ข้าขอบน้ำใจเจ้ายิ่งนัก”

ภายในท้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ไม่มีแม้แสงตะวันหรือแสงจันทร์สาดส่องลงมา มีเพียงกลิ่นเหม็นคาวและความอับชื้นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ รองแม่ทัพหนุ่มแห่งแคว้นฉีใบหน้าบอบช้ำ ร่างกายซีดเซียว ผมเผ้ารุงรัง นั่งอยู่บนกองฟางเล็ก ๆ ภายในห้องขัง เป็นเวลาหลายวันแล้วหลังจากที่

เจ้าฮ่องเต้ชั่วใช้ให้ทหารจับท่านแม่ทัพของเขาไป ภายในใจได้แต่ภาวนาให้ท่านแม่ทัพนั้นปลอดภัยจากเจ้าคนโฉดชั่วนั้น

“พี่ชายทั้งสองอาหารมาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงเล็กของหญิงสาวคนหนึ่งดังออกมานอกห้องขัง หลิงจิ้งเดาว่าคงจะเป็นสาวใช้ที่นำอาหารมาให้เช่นทุกวัน เขาเลยเลือกที่จะไม่ใส่ใจเท่าไรนัก ชายหนุ่มนอนลงเหนือพื้นห้องขังอย่างไม่นึกรังเกียจ

“ท่านคือรองแม่ทัพหลิงจิ้งใช่หรือไม่เจ้าคะ” เสียงเล็ก ๆ เอ่ยถามขึ้นจากด้านหลังทำให้ผู้ที่ได้ยินชื่อของตนต้องหันไปตามเสียงเรียกนั้นโดยทันที

“เป็นข้าเอง แม่นางมีสิ่งใดหรือ” หลิงจิ้งถามออกไปสายตาก็จ้องมองนางหัวจรดเท้า แม่นางผู้นี้หาใช่สาวใช้ที่นำอาหารมาให้เขาเฉกเช่นทุกวันไม่ แล้วนางเป็นใครกัน เหตุใดจึงรู้จักชื่อของเขาได้

“ข้าน้อยเสี่ยวเหมี่ยนเป็นนางกำนัลของหานกุ้ยเฟยเจ้าค่ะ หานกุ้ยเฟยส่งข้าน้อยมาให้ช่วยท่านออกไป” นางตอบออกมาพลางยิ้มบางให้เขา

“หานกุ้ยเฟย?” หลิงจิ้งทวนคำนั้นอย่างไม่เชื่อหู ‘หานกุ้ยเฟย’ อย่างนั้นหรือเขาไม่ได้รู้จักเสียหน่อย เหตุไฉนนางถึงส่งคนมาหาเขากัน

“เป็นท่านแม่ทัพหานเฟิงเจ้าค่ะ” คำตอบของนางทำเอาหลิงจิ้งแทบลมจับ ท่านแม่ทัพน่ะหรือคือหานกุ้ยเฟย เจ้าฮ่องเต้ชั่วช้าผู้นั้นมัน

ย่ำยีท่านแม่ทัพอย่างนั้นหรือ หลิงจิ้งกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้นยากที่จะเอ่ยออกมาให้ผู้ใดรับรู้ได้

‘มันผู้นั้นกล้าดีเช่นไรถึงทำกับท่านแม่ทัพเยี่ยงนี้!’

“เรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ กุ้ยเฟยทรงรอท่านอยู่ด้านนอกแล้ว” ว่าจบเสี่ยวเหมี่ยนก็เอาลูกกุญแจที่พึ่งขโมยมาไขเข้าไปในที่คุมขัง

ครั้นเมื่อออกมาได้ หลิงจิ้งก็เห็นสองนายทหารที่เฝ้าที่แห่งนี้สลบอยู่ตรงหน้าประตู คาดการณ์ว่าคงจะเป็นฝีมือของนางกำนัลข้างกายเป็นแน่ สายตาคมจ้องไปไปยังความมืดมิดในยามราตรีเห็นร่างใหญ่ดำทมิฬ

ซ่อนกายอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นั้นต้องเป็นท่านแม่ทัพของเขาเป็นแน่

“หลิงจิ้งพวกมันกล้าทำกับเจ้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ช่างชั่วช้านัก” หานเฟิงกล่าวออกมาอย่างเหลืออด มองสำรวจร่างที่บอบช้ำของสหายเพียงคนเดียวที่ยามนี้ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากการเฆี่ยนตี

“ท่านแม่ทัพ” รองแม่ทัพหนุ่มครั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใครอย่างเต็มตาก็คุกเข่าประสานมือขึ้นในทันที พลันน้ำตาแห่งบุรุษก็ไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หลายวันที่ไม่ได้พานพบไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นตายร้ายดีเช่นไรได้มาเห็นท่านแม่ทัพอีกครั้งเขาก็เบาใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง

“เจ้ารีบลุกขึ้นเถิดเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์เอาได้” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมประคองร่างหนาของรองแม่ทัพหนุ่มให้ลุกขึ้นตาม

“ท่านแม่ทัพนางบอกข้าว่าท่านเป็นกุ้ยเฟย เรื่องมันเป็นเช่นไรกันแน่ขอรับ”

“เรื่องนั้นข้าไม่อยากจะกล่าวถึงอีก” หานเฟิงตอบปัด เรื่องเช่นนั้นผู้ใดเล่าอยากที่จะกล่าวถึงกัน

“กุ้ยเฟยเพคะนี่เป็นเงินเก็บของหม่อมฉัน ได้โปรดรับไว้ด้วยเถอะนะเพคะ” กล่าวจบนางก็นำถุงเงินยัดใส่มือของเขาในทันที

“เสี่ยวเหมี่ยนข้ารับไว้ไม่ได้หรอกแค่นี้ก็เป็นพระคุณมากแล้ว” เขารีบตอบปฏิเสธแล้วยื่นถุงเงินคืนนางไปแต่นางกำนัลน้อยกลับทำเพียงส่ายศีรษะไปมาเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยวาจาว่า

“รับไว้เถอะนะเพคะ บ่าวคงช่วยเหลือพระองค์กับท่านรองแม่ทัพได้เท่านี้จริง ๆ”

“ขอบใจเจ้ามากนะเสี่ยวเหมี่ยนหากมีวาสนาข้าคงได้ตอบแทนบุญคุณในครั้งนี้” หานเฟิงกล่าวออกมาอย่างซาบซึ้ง ไม่คิดว่าการเป็นเชลยศึกครั้งนี้จะได้พบเจอคนดี ๆ เช่นนาง

“รีบไปกันเถิดขอรับท่านแม่ทัพ เดี๋ยวพวกทหารจะตามมา” หลิงจิ้งเร่งเร้าเพราะเกรงว่าจะไม่ทันการณ์

“อืม เสี่ยวเหมี่ยนข้าขอบน้ำใจเจ้าอีกครั้งนะหากไม่ได้เจ้าข้าก็คงไม่รู้จะพึ่งใครอีกแล้ว”

“เพคะ ขอให้กุ้ยเฟยและท่านรองแม่ทัพเดินทางปลอดภัยนะ

เพคะ” นางกล่าวออกมาน้ำตาก็ไหลรินอาบสองแก้มใส ไม่รู้เหตุใดทั้งที่พึ่งเคยเจอกันไม่กี่วันแต่นางกลับรู้สึกสงสารและอยากช่วยเหลือบุรุษผู้นี้ให้พ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชอย่างฮ่องเต้จ้าวอี้เทียนเสียเหลือเกิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป