บทที่ 14 หลบหนี 6/2
ฮ่องเต้จ้าวอี้เทียนในยามนี้วุ่นอยู่กับงานราชการและฎีกามากมาย ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขก็ต้องเร่งจัดการ สามวันก่อนเกิดน้ำป่าที่เมืองเซวียน เขาผู้เป็นฮ่องเต้จึงเร่งประชุมขุนนางเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของราษฎรโดยไว กินเวลาไปหลายวันปัญหาจึงคลี่คลาย
ร่างสูงของจ้าวอี้เทียนนั่งหลังตรงสง่าบนแท่นบัลลังก์ ใบหน้าหล่อในยามนี้เคร่งขรึมยามที่ขุนนางแถวหน้าสุดกล่าวฎีกาถวายรายงาน
ต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ กล่าวหาขุนนางอีกผู้หนึ่งที่บัดนี้นั่งคุกเข่าอยู่
ต่อหน้าพระพักตร์ โดยกล่าวว่าเจ้าเมืองเซวียนคดโกง รับสินบน ฉ้อโกงงบการก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำ ทำให้เขื่อนไม่สามารถรับแรงต้านทานฝนที่
ตกหนักมาตลอดหนึ่งเดือนจึงพังทลายลง สร้างความเสียหายให้กับเซวียนไม่น้อย ทำให้ราษฎรล้มตาย ไร้ที่อยู่อาศัย ต้องเป็นคนเร่ร่อน ครั้นเมื่อฟังจบพระหัตถ์งามก็ตบลงที่บัลลังก์มังกรอย่างเหลืออด ขุนนางกังฉินผู้นี้กล้าดีเช่นไรไม่รู้ว่าโทษของมันคือความตายเท่านั้น
“ฝ่าบาททรงเมตตาด้วย กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ!” ขุนนางร่างท้วมพยายามแก้ต่างให้กับตนเอง ร้องขอความเป็นธรรมจนน้ำตาท่วม
“ฝ่าบาท เจ้าเมืองเซวียนกระทำการเช่นนี้มาช้านานหาใช่
เลอะเลือนไปชั่วขณะไม่ ฝ่าบาททรงมีพระวินิจฉัยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาทกระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ ตลอดชีวิตกระหม่อมทำเพื่อบ้านเมือง ฝ่าบาทให้ความเป็นธรรมด้วยเถิด”
“ไม่จริงพ่ะย่ะค่ะ”
“เงียบ!” วาจาประกาศิตดังขึ้นสร้างความเงียบงันไปชั่วขณะหนึ่ง จ้าวอี้เทียนไม่อาจฟังต่อคำโต้เถียงของทั้งสองได้อีกต่อไป บรรดาขุนนาง
พากันเหงื่อตก หน้าดำคร่ำเครียด ไม่รู้ว่าครานี้ฮ่องเต้จะตัดสินประการใด
“ท่านเจ้าเมืองท่านบอกว่าตนถูกใส่ร้ายแล้วไหนเล่าหลักฐาน ผู้ใดเล่าจะสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายท่านกัน” จ้าวอี้เทียนกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“เอ่อ…กระหม่อม” ขุนนางเฒ่าใบหน้าซีดเผือดไม่กล้าที่จะเอ่ยอันใด จ้าวอี้เทียนเห็นดังนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดคงเป็นเรื่องจริง เจ้าขุนนางผู้นี้ชั่วช้านัก!
“บังอาจนัก! ทหารจับเจ้าเมืองเซวียนไปโบยสามสิบยก จากนั้นให้ปลดจากตำแหน่งขุนนาง ทรัพย์สินที่มีก็ให้ลิดรอนแจกจ่ายให้กับชาวเมือง ต่อแต่นี้ไปพระราชทานตำแหน่งขอทานหลวงห้ามทำอาชีพใดอีกนอกจากเป็นขอทานเท่านั้น!”
“ฝ่าบาททรงเมตตาด้วย ฝ่าบาท ฝ่าบาท…” เสียงเว้าวอนของขุนนางเฒ่าดังระงมไปทั่วท้องพระโรงในยามที่โดนทหารลากไป ขุนนางหลายคนเห็นเช่นนั้นต่างลอบกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก ฮ่องเต้ทรงเฉียบแหลมนัก การลงโทษเช่นนี้ไม่ตายก็เหมือนตาย น่าสงสาร
น่าสงสารเจ้าเมืองเซวียนนัก
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หานกุ้ยเฟยหนีไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารผู้ต้อยต่ำกระหืดกระหอบกล่าวออกมาด้วยความร้อนรน
“เจ้าว่าอะไรนะ!” ได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่อาจข่มอารมณ์ความเกรี้ยวโกรธของตนได้อีกต่อไป ชายแขนเสื้อปลิวไสวเร่งรีบออกไปจากท้องพระโรงในทันที
สร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ไม่น้อย เหตุใดแม่ทัพเชลยผู้นั้นช่างหาญกล้า ไม่รู้หรือว่าฮ่องเต้ในยามโกรธเคือง
ก็เหมือนกับมัจจุราชพร้อมที่จะคร่าชีวิต
‘โง่งมสิ้นดี’
หานเฟิงไม่อาจรอช้ารีบทำตามแผนการ ครั้นเมื่อจะออกจากกำแพงวังเขาไม่ลืมที่จะดึงความสนใจของทหาร เขาลอบวางเพลิง
หอหนังสือที่อยู่ไม่ห่างจากที่คุมขังมากนัก อาศัยช่วงชุลมุนที่พวกทหาร
วิ่งวุ่นอยู่กับการดับเพลิงปีนกำแพงวังด้านทิศทักษิณหลบหนีแต่การคุ้มกันของเหล่าทหารนับสิบหน้าประตูวังก็สร้างความลำบากให้เขาไม่น้อย
แม่ทัพหนุ่มอาศัยวรยุทธ์ของตนช่วยในการหลบหนี เมื่อผ่านพ้นประตูวังมาได้ก็ไม่ลืมที่จะสร้างความวุ่นวายภายในเมืองหลวงอีกคราเพื่อที่จะสกัดกั้นพวกทหารไม่ให้ตามทัน
กุบ กุบ กุบ
เสียงอาชาทมิฬเร่งควบไปยังทิศประจิมมุ่งหน้าสู่ป่าใหญ่ ข้างกายก็ตามมาด้วยรองแม่ทัพคนสนิท อาการบาดเจ็บของหลิงจิ้งทำให้การเดินทางล่าช้าลงไปมาก ร่างสูงของรองแม่ทัพหนุ่มไร้ซึ่งเรี่ยวแรงนอนทาบทับอยู่บนหลังอาชาตัวโต หานเฟิงเห็นเช่นนั้นไม่อาจที่จะทรมานสหายเพียงคนเดียวของเขาได้อีก ชายหนุ่มควบม้าช้าลงพร้อมบังคับให้มันหยุดลง หานเฟิงเข้าไปประคองร่างที่บอบช้ำลงจากอาชาตัวใหญ่อย่างเบามือ
“พักที่นี่ก่อนเถิด ข้าเดาว่าพวกนั้นยังตามมาไม่ทันหรอก”
“แต่ข้ายังไหวนะขอรับ เรารีบหนีกันเถอะข้าเกรงว่าพวกทหารจะตามมาทัน” หลิงจิ้งเอ่ยทั้งที่บาดแผลของเขาเริ่มมีโลหิตไหลซึมออกมา ยามนี้ไม่อาจวางใจไม่รู้ว่าป่านนี้เรื่องจะไปถึงหูฮ่องเต้วิปลาสผู้นั้นหรือยัง
“เชื่อข้าเถอะหลิงจิ้ง ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ไหวเจ้าอย่าฝืนตัวเองอีกเลย” ได้ยินเช่นนั้นรองแม่ทัพหนุ่มจึงขัดอะไรไม่ได้อีก
พวกเขาเลือกที่จะซ่อนตัวในป่าที่รกทึบเพื่อไม่ให้พวกทหารหาเจอได้ง่าย อีกทั้งม้าที่ขี่มาก็เริ่มอ่อนล้าปล่อยให้พวกมันหาอาหารกินแถวนี้ไปก่อนถือว่าเป็นการดีกว่าที่จะต้องดันทุรังเดินทางต่อ ยามนี้พวกเขาก็ห่างไกลจากเมืองหลวงมากแล้ว
“นี่น้ำ เจ้าดื่มเสีย” กล่าวจบก็ส่งผลน้ำเต้าที่มีน้ำดื่มอยู่ให้กับ
รองแม่ทัพหนุ่ม
“ท่านแม่ทัพขอรับพวกเราจะหนีไปไหนดี แคว้นฉีก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าฮ่องเต้ชั่วผู้นั้นแล้ว”
หานเฟิงฟังเช่นนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบออกไป “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าแม้เมืองหลวงจะถูกทำลายแต่บ้านเมืองเกิดของพวกเราก็หาได้โดนทำลายไม่”
“แต่ท่านจะไม่เป็นอะไรแน่หรือขอรับเพราะที่นั่นเอ่อ…” สายตาคมมองไปยังแม่ทัพหนุ่มด้วยความเป็นห่วง สถานที่เช่นนั้นเกรงว่าท่านแม่ทัพจะ…
“ข้าไม่เป็นอะไร อีกทั้งมันผ่านมาหลายปีข้าลืมมันหมดสิ้นแล้ว” หานเฟิงฝืนยิ้มตอบออกไป หากไม่ใช่ที่แห่งนั้นแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าตนจะหลบหนีไปที่ไหนได้อีกแล้ว
