บทที่ 3 จักรพรรดิวิปลาส 2/1

สมัยเป็นองค์ชาย จ้าวอี้เทียนมีชายาอยู่ถึงสามคน พวกนางเป็นลูกสาวตระกูลขุนนางในราชสำนักที่ต้องการให้ตนมีอำนาจ แต่ครานั้นจ้าวอี้เทียนยังเป็นเพียงองค์ชายที่เกิดจากสนมเล็ก ๆ ซ้ำยังถูกบรรดา

องค์ชายและองค์หญิงคนอื่น ๆ กลั่นแกล้งอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังอยู่

นอกสายตาของฮ่องเต้และบรรดาพี่น้องทั้งหมด จ้าวอี้เทียนจึงไม่เป็นที่สนใจแก่บรรดาชายาและทุกคนในวังหลวงอันแสนโหดร้ายแห่งนี้ ด้วยเหตุที่แม่ของเขาเป็นหญิงสาวชาวบ้านเลยไม่เป็นที่โปรดปราน ซ้ำร้ายนางยังถูกกลั่นแกล้งจากบรรดาสนมของฮ่องเต้คนอื่นๆ จนถูกลงโทษให้ไปอาศัยอยู่ที่ตำหนักเย็นและเพียงไม่นานนางก็ถูกพวกเดรัจฉานนั้นทำร้ายอีกครั้ง

         ความทุกข์ระทมเข้าเกาะกุมหัวใจเด็กหนุ่มที่อายุเพียงแค่

สิบเจ็ดหนาว (สิบเจ็ดปี) เท่านั้น เหตุใดเขาจึงต้องมาเสียมารดาผู้ซึ่งเป็นที่พึ่งเดียว เหมือนดั่งฟ้ากลั่นแกล้งหรือสวรรค์ลงทัณฑ์ให้จ้าวอี้เทียนต้องพบชะตากรรมอันน่าอัปยศเช่นนี้ แต่ก็เอาเถิดเขานี่แหละคือผู้ที่จะกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง

ไม่นานโอกาสของจ้าวอี้เทียนก็มาถึงฮ่องเต้เสด็จสวรรคตด้วยโรคพิษสุราเรื้อรังอีกทั้งองค์รัชทายาทก็เป็นพวกขี้โรค ทำให้บรรดา

องค์ชายอีกสามพระองค์คิดจะก่อกบฏและคิดเข่นฆ่ากันเองจึงเป็นโอกาสให้จ้าวอี้เทียนได้พบช่องโหว่ในการกำจัดองค์ชายทั้งสามรวมทั้ง

องค์รัชทายาท ไม่มีใครคาดว่าองค์ชายหางแถวและอ่อนแออย่างเช่น

จ้าวอี้เทียนจะลงมือกระทำการโหดเหี้ยมเข่นฆ่าพี่น้องภายในระยะเวลาเพียงคืนเดียวเท่านั้น!!

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นจ้าวโดยมีพระนามว่า ‘พระเจ้าอี้จง’ และเมื่อแรกขึ้นบัลลังก์พระองค์ก็สั่งตัดแขนขาองค์หญิงทั้งสี่แล้วนำตัวไปใส่ไว้ในไหใบใหญ่กลายเป็นมนุษย์ครึ่งท่อนแล้วจึงขับไล่ออกจากวังไป ซ้ำยังประหารสนมของตนหลังขึ้นครองราชย์ได้เพียงวันเดียวเท่านั้นด้วยว่าตระกูลของพวกนางจะได้ไม่มาพึ่งอำนาจของตนในภายภาคหน้า และพระองค์ยังทรงปราบปรามทุจริตและจัดเก็บภาษีอาณาประชาราษฎร์อย่างเป็นธรรม

เหตุเพราะรัชกาลก่อนที่ปกครองโดยเสด็จพ่อของเขานั้น พระองค์ปล่อยให้บ้านเมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของขุนนางกังฉิน จนแผ่นดินเกิดกบฏลุกฮือหลายต่อหลายครั้งแต่พระองค์ก็หาได้ใส่พระทัย

อีกทั้งในราชสำนักมีแต่พวกประจบสอพลอ ชิงดีชิงเด่นกัน ด้วยฮ่องเต้มัวลุ่มหลงในสตรีทั้งยังมีชีวิตติดหรู สุขสำราญไปกับการผลาญเงินในท้องพระคลัง ซ้ำยังทรงติดสุราและใช้ชีวิตอย่างขาดศีลธรรม ในบางคราวทรงดื่มจนเมามายร้องรำทำเพลงได้ทั้งวัน มีหนหนึ่งฮ่องเต้ได้หลับนอนกับสนมผู้หนึ่ง รุ่งขึ้นพระองค์ก็ทรงสั่งตัดหัวนางซ้ำยังเอาไปแขวนไว้ในงานเลี้ยงเป็นที่สยดสยองแก่เหล่าขุนนางทั้งราชสำนัก

หลายปีมานี้จ้าวอี้เทียนต้องยกทัพไปปราบกบฏตามหัวเมืองต่าง ๆ ทรงสังหารศัตรูอย่างเหี้ยมโหด เพื่อที่พระองค์จะได้เป็นใหญ่ในใต้หล้าหาผู้ใดต่อกร ด้วยเหตุนี้เองจ้าวอี้เทียนจึงถูกขนานนามว่า ‘จักรพรรดิวิปลาส’ การศึกในหลายครั้งกินเวลานานนับปี จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่รัชศกที่เจ็ดแห่งการปกครอง จ้าวอี้เทียนจึงจำเป็นต้องหาสนมหรือฮองเฮาไว้เคียงข้างกาย

แต่ดูเหมือนว่าพวกขุนนางจะยังคงสอพลอคอยเสนอบุตรสาวของตนอยู่บ่อยครั้ง จนย่างเข้าสู่ปีที่แปดฮ่องเต่หนุ่มก็ยังคงไม่มีฮองเฮาหรือสนมข้างกายแม้แต่คนเดียว

“เจ้า! กล้าว่าเราวิปลาสอย่างนั้นหรือหานเฟิง”

จ้าวอี้เทียนกระชากแขนหานเฟิงเต็มแรงแต่อีกฝ่ายก็หาได้เกรงกลัวฮ่องเต้หนุ่มซ้ำยังมองด้วยสายตาอาฆาตแค้นปานจะกินเลือดกินเนื้อ

ทั้งสองจ้องมองกันอย่างไม่มีใครคิดจะยอมแพ้ บรรยากาศภายในตำหนักเริ่มร้อนระอุจากสายตาของทั้งสองที่เหมือนมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ตลอดเวลา

“ทำไมข้าจะว่าเจ้าไม่ได้ เจ้ามันก็แค่เดรัจฉานเท่านั้นทำไมข้าต้องสนใจเจ้าด้วยเล่า” คำตอบของหานเฟิงทำให้สัตว์ร้ายที่อยู่ภายในใจของผู้เป็นฮ่องเต้ได้ตื่นขึ้นมา

จ้าวอี้เทียนกระชากแขนหานเฟิงเข้าหาตัว มือก็บีบเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง ทำให้ใบหน้าเย่อหยิ่งของแม่ทัพหนุ่มเหยเกไปตามแรงบีบ “เดรัจฉานอย่างนั้นหรือแล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเดรัจฉานอย่างเราทำสิ่งที่เจ้าคาดไม่ถึงได้”

“ปล่อยข้า! เจ้าจะพาข้าไปไหนปล่อยข้า!” หานเฟิงพยายามหลบหนีจากการกุมตัวของอีกฝ่าย ทั้งที่ตัวพอ ๆ กันเหตุใดอีกฝ่ายถึงมีกำลังมากมายลากแขนเขาจนตัวลอย เห็นทีวรยุทธ์ของคนผู้นี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว

“ข้าบอกให้ปล่อยข้า!” หานเฟิงสะบัดแขนอีกฝ่ายออกจนหลุดพ้นจากการกุมตัวที่เขาไม่เต็มใจนัก จากนั้นเขาจึงถอยออกมาตั้งหลักเพียงเล็กน้อย เพียงเสี้ยววิก็เข้าโจมตีอีกฝ่ายอย่างไม่ให้ทันได้ตั้งตัว ทำให้ฮ่องเต้หนุ่มถลาไปติดกับผนังในตำหนัก การโจมตีเมื่อครู่ทำให้เสาตำหนักถึงกับสั่นคลอน ท่ามกลางความมืดหม่นภายในทั้งสองเริ่มต่อสู้กันอย่าง

ไม่มีใครยอมแพ้ใคร

จ้าวอี้เทียนซัดฝ่ามือเข้าที่หานเฟิงหลายครั้งแต่แม่ทัพหนุ่มหลบการโจมตีได้ทุกครั้งไป เห็นทีเขาคงประมาทอีกฝ่ายไม่ได้แล้ว ฮ่องเต้หนุ่มรวบรวมลมปราณไว้ที่ฝ่ามือพร้อมร่ายรำกระบวนท่าวรยุทธ์ที่ตนฝึกฝนมาจนชำนาญแล้วจึงซัดมันออกไปทำให้หานเฟิงโดนฝ่ามือนั้นอย่างเต็มแรง

“เจ้า! แค่ก ๆ” ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวอันใดต่อไปหานเฟิงก็สำลักเอาโลหิตออกมาหนึ่งคำใหญ่

“หานเฟิง!” จ้าวอี้เทียนรีบมาประคองหานเฟิงให้ลุกจากพื้นแต่อีกฝ่ายก็สลัดเขาออกอย่างไม่ไยดี

“ปล่อยข้า! เจ้าคนสารเลว”

“หึ! เราเลวได้มากกว่าที่เจ้าคิดเสียอีกหานเฟิง มานี่อย่าทำเป็นสำออย” จ้าวอี้เทียนฉุดร่างอีกฝ่ายจนตัวลอย จากนั้นฮ่องเต้หนุ่มผลักให้ร่างที่บาดเจ็บจากการต่อสู้เมื่อครู่เซถลาไปตามแรง

“เจ้ามันทรราช!”

เพียะ!

ฝ่ามือใหญ่กระทบเข้าใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มทำให้หน้าของเขาหันไปตามแรงตบ มุมปากมีเลือดซึมออกมาน้อย ๆ หานเฟิงหันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง อยากจะเอาดาบฟันคอคนตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด เหมือนทั้งร่างของเขามีไฟโชติช่วงแผดเผาอยู่

“ปากดียิ่งนัก มานี่!”

“ปล่อยข้า!” หานเฟิงสะบัดแขนหลุดออกจากการจับกุมด้วยแววตาโกรธขึง เขามองไปที่คนตรงหน้า เจ้าทรราชผู้นี้มันคิดจะทำอะไรเขากันแน่ หรือแค่ต้องการทำร้ายเขา นี่เป็นสิ่งเดียวที่หานเฟิงคิดได้ ภูเขาเคลื่อนคล้อย ทะเลแห้งเหือดแต่นิสัยอย่างจ้าวอี้เทียนไม่มีทางที่จะหวังดีกับเขาเป็นแน่

“อย่าดื้อ” ร่างสูงโปร่งของหานเฟิงถูกอีกฝ่ายอุ้มจนตัวลอย เขาทั้งดิ้นหนีทั้งทุบหลังเจ้าคนโฉดแต่ฮ่องเต้หนุ่มก็ไม่มีท่าทีเจ็บเลยสักนิด

ซ้ำยังอุ้มเขาเข้ามาที่ห้องบรรทมของตนอย่างง่ายดายจากนั้นเขาก็ถูกอีกฝ่ายจับมัดมือไว้กับหัวเตียง

“เจ้า เจ้าจะทำอะไรข้า”

“เสพสังวาส” จ้าวอี้เทียนตอบหน้าตาย

“เจ้ามันวิปลาสไปแล้ว ข้าเป็นบุรุษ เจ้าเป็นบุรุษจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร หากเจ้ากำหนัดมากนักก็ไปหาสนมมาปรนเปรอตัณหาเสีย

แล้วปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”

“เจ้าอย่างไรเล่า สนมของเรา” จ้าวอี้เทียนตอบด้วยหน้าตาเรียบเฉยก่อนจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางถอดชุดของบุรุษตรงหน้าออกจนเหลือเพียง

ผ้าผืนบางปกปิดกายไว้เท่านั้น ฝ่ามือใหญ่ไล่สัมผัสแผงอกแกร่ง ลูบไล้ เคล้นคลึงอย่างมันมือ การกระทำหยาบช้าของเขานี้ได้รับเสียงด่าทอจากคนใต้อาณัติอย่างไม่ขาดสาย

ตุบ! โครม!

“โอ๊ยย! เจ้า! เจ้ากล้าถีบเรา!”

“เหตุใดข้าจะไม่กล้า ถ้าเจ้าไม่ปล่อยข้า ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้

จ้าวอี้เทียน!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป