บทที่ 4 จักรพรรดิวิปลาส 2/2
ตุบ! โครม!
“โอ๊ยย! เจ้า! เจ้ากล้าถีบเรา!”
“เหตุใดข้าจะไม่กล้า ถ้าเจ้าไม่ปล่อยข้า ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้
จ้าวอี้เทียน!”
“อย่างหวังว่าเราจะปล่อยเจ้าหานเฟิง” เส้นผมดำขลับถูกอีกฝ่ายกระชากอย่างแรง ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มเงยขึ้นไปตามแรงกระชาก
ทำให้หานเฟิงต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแต่เขาก็ไม่แสดงอาการอะไรไปมากกว่านี้
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! เจ้า…อื้อ” ยังไม่ทันที่จะเอ่ยจบปากของเขาก็ถูกอีกฝ่ายปิดด้วยจุมพิตอันเร่าร้อน ลิ้นเรียวพยายามรุกเร้าเข้ามาใน
โพรงปาก ตวัดเลียหยอกเย้าพัวพันกับลิ้นอุ่นอย่างอ้อยอิ่ง มือก็ไม่อยู่นิ่งขยำสะโพกแกร่งไปมา
แม่ทัพหนุ่มพยายามดิ้นหนีจากการกระทำบ้า ๆ ของอีกฝ่าย เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ถึงแม้ยามนี้จะถูกจับมาเป็นเชลยแต่อีกฝ่ายก็ไม่ควรทำกับเขาเยี่ยงนายคณิกาเช่นนี้
“ทำไมอยากเป็นสนมของเราใจจะขาดอย่างนั้นเชียว” เมื่อละปากออกจากนั้น จ้าวอี้เทียนก็กล่าววาจาชวนโมโหโกรธาอีกครั้ง
“เจ้ามันชั่วช้าจ้าวอี้เทียน!”
“หึ! จะด่าอะไรก็เชิญแต่จงรู้ไว้ว่าฮ่องเต้วิปลาสผู้นี้คือผัวของเจ้าหานเฟิง!”
ฝ่ามือแกร่งบีบเข้าที่ใบหน้าหล่อของบุรุษตรงหน้าให้เผยอออกจากกัน ก่อนจะที่แก่นกายใหญ่พอดีตัวจะถูกยัดเข้าไปด้านในปากของผู้เป็นแม่ทัพใหญ่
ปากของหานเฟิงอ้าออกกว้างกลิ่นกายของบุรุษเพศที่ฉุนกึกทำให้หานเฟิงแทบจะอาเจียนออกมา จ้าวอี้เทียนจับศีรษะของหานเฟิงขึ้นลงตามแรงราคะ แก่นกายใหญ่คับแน่นเต็มปาก น้ำลายเหนียวไหลจากมุมปากอย่างไม่ขาดสาย ภายในใจร้อนรุ่มดั่งเพลิงโลกันตร์คอยแผดเผา หานเฟิงอยากจะฆ่าเจ้าฮ่องเต้ชั่วที่กระทำกับเขาเยี่ยงชายคณิกาให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อกระทำจนพอใจฮ่องเต้หนุ่มก็ปล่อยให้เขาเป็นอิสระแต่ไม่นานหานเฟิงก็ต้องตกใจอย่างสุดตัวเมื่ออีกฝ่ายจับแก่นกายของตนจ่อเข้าที่ช่องทางด้านหลังของเขา ไม่รอช้าฮ่องเต้หนุ่มจับมันยัดเข้าไปในช่องทางสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังขมิบเชิญชวนเขาอยู่
“อื้อ…โอ๊ยย” แม่ทัพหนุ่มร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดปานจะขาดใจ เลือดแห่งความบริสุทธิ์ไหลรินเนื่องด้วยช่องทางด้านหลังของหานเฟิงไม่เคยถูกผู้ใดสัมผัสมาก่อน
ฮ่องเต้หนุ่มไม่รอให้อีกฝ่ายได้ปรับตัวเขาขยับสะโพกเข้าออกเนิบ ๆ แต่เน้นเข้าไปยังจุดเสียวทุกครั้งที่ขยับ หานเฟิงพยายามกลั้นเสียงร้องอันน่ารังเกียจของตนเอาไว้ ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ส่ายหน้าไปมาด้วยความเจ็บปวด เขาไม่มีอารมณ์ร่วมแม้เพียงสักนิดมีเพียงแต่ความเจ็บแสบจากช่องทางด้านหลังเท่านั้นที่พึงจะสัมผัสได้ในตอนนี้
จ้าวอี้เทียนโน้มกายลงสัมผัสยอดอิงเถาตรงหน้าจนเริ่มชูชัน ลิ้นร้อนไล่เลียสัมผัสยอดอกทั้งสองจนชุ่มฉ่ำ ฟันขาวขบเม้มไปตามอกแกร่งเพื่อสร้างรอยรัก สะโพกงามก็ขยับเข้าออกตามแรงราคะ ช่องทางของ
หานเฟิงที่คับแน่นตอดรัดแก่นกายของฮ่องเต้หนุ่มจนปวดหนึบแต่มันช่างเป็นความรู้สึกที่สุขสมอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่เคยเสพสังวาสกับบุรุษมาก่อนไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะทำให้เขาสุขสมเช่นนี้
“อึก…เจ้ามันเดรัจฉาน!”
จ้าวอี้เทียนไม่สนคำด่าทอของอีกฝ่าย ซ้ำยังกดสะโพกเข้าไปยังจุดเสียวเน้นย้ำอยู่หลายครั้งจนได้ยินเสียงครางกระเส่าจากผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ หน้าอกกำยำแน่นของหานเฟิงขยับขึ้นลง ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ
“เราอยากฟังเสียงเจ้า ครางออกมาสิหานเฟิง…อืมม”
“มะ…ไม่! เจ้ามันเลว สัตว์เดรัจฉานยังดีกว่าเจ้า!”
เพียะ!
ร่างแกร่งถูกฝ่ามือใหญ่ตบจนมุมปากจนเห็นโลหิตสีแดงฉานซึมออกมา ฮ่องเต้หนุ่มโน้มกายลงจุมพิตริมฝีปากได้รูป ช่วงชิงลมหายใจของอีกฝ่ายอย่างหนักหน่วง หานเฟิงรู้สึกว่าตนกำลังจะตายจากรสจูบที่อีกฝ่ายมอบให้ ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นมัจจุราชมาคร่าวิญญาณเขาให้ออกจากร่าง
จ้าวอี้เทียนละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่งก่อนจะเอ่ย “เลือดของเจ้าหวานดีนะหานเฟิง”
“เจ้า! เจ้ามัน…”
“เรียกเราดี ๆ นะ ไม่อย่างนั้นอย่าว่าเราไม่เตือน”
ได้ยินเช่นนั้นหานเฟิงจึงรีบกลืนคำด่าลงคอทันที แต่ไม่ทันที่แม่ทัพหนุ่มจะพูดให้มากความไปกว่านั้น จ้าวอี้เทียนก็จับเขาพลิกกายทั้งที่ร่องสวาทยังเชื่อมต่อกันอยู่ เขาถูกจับให้ก้นลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ไม่ทันที่เขาจะได้ขยับหนีร่างสูงก็โหมกระหน่ำสะโพกเข้าใส่ แรงของจ้าวอี้เทียนดั่งม้าศึกที่หื่นกระหาย
“อึกอื้อ…เจ้ามันชั่ว!” จักรพรรดิหนุ่มไม่สนใจคำด่าทอ ซ้ำยังเร่งสะโพกเข้าออกถี่รัวจนหน้าอกแกร่งของแม่ทัพหนุ่มเสียดสีไปกับเตียงนุ่ม เกิดเสียงเนื้อกระทบดังไปทั่วบริเวณ
“อือ...อะ” แม่ทัพหนุ่มครางเสียงกระเส่า เส้นผมเงางามถูกอีกฝ่ายดึงให้เชิดหน้าขึ้น สะโพกผายโยกย้ายตามจังหวะที่อีกฝ่ายสอดใส่ ฝ่ามือใหญ่จับเข้าที่หน้าอกของแม่ทัพหนุ่มพร้อมเคล้นคลึงอย่างเพลินมือเสมือนกับว่าเขานั้นมีหน้าอกดั่งสตรีเพศก็มิปาน
“อืม…เราจะเสร็จแล้ว” ว่าแล้วจักรพรรดิหนุ่มก็เร่งสะโพกเข้าออกสองสามครั้งก่อนจะปล่อยสายธารขาวขุ่นเข้าไปภายในร่องสวาทของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพแคว้นศัตรู
รุ่งสางชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาเมื่อลมเย็นกระทบเข้าผิวหน้า หานเฟิงพยายามขยับลุกแต่ก็ต้องนิ่วหน้าจากการเสียดสีจากช่องทางด้านหลังที่เริ่มระบม เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็เห็นเป็นตำหนักเมื่อคืนที่เจ้าเดรัจฉานนั้นมันกระทำย่ำยีเขา คิดแล้วก็เจ็บปวดใจยิ่งนัก ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะถูกบุรุษเพศด้วยกันกระทำเยี่ยงเขาเป็นเพียงเครื่องมือระบายความใคร่เช่นนี้ แล้วแบบนี้แม่ทัพหนุ่มจะเอาหน้าที่ไหน หากตายไปพบบรรพชนบนสวรรค์คงถูกชี้หน้าต่อว่าเป็นแน่
“ว้ายย…พระสนมฟื้นแล้วหรือเพคะ” นางกำนัลนางหนึ่งร้องโวยวายขึ้นเมื่อเห็นเขา
“ข้าไม่ใช่พระสนม ห้ามเรียกข้าแบบนั้น”
“ไม่ได้เพคะ พระสนมเป็นพระสนมขององค์จักรพรรดิ” นางตอบก่อนจะวางกะละมังลงข้างหัวเตียง
“เจ้าจะทำอะไร”
“หม่อมฉันจะทำความสะอาดให้เพคะ พระสนมลุกไหวหรือไม่
เพคะ”
“ไม่ต้องข้าทำเองได้” เขาเป็นบุรุษไยต้องมาให้สตรีที่อ่อนแอกว่าปรนนิบัติเช่นนี้กัน แม่ทัพหนุ่มดันตัวลุกขึ้นด้วยความลำบาก
“พระสนมให้หม่อมฉันช่วยเถอะเพคะ” นางเข้ามาประคองร่างของชายหนุ่มเอาไว้ เป็นเช่นนั้นหานเฟิงก็ไม่ได้ว่าอะไรอีกหากนางอยากจะช่วยก็ช่วยไปเขาไม่ขัดอยู่แล้ว
“พระสนมรอที่นี่ประเดี๋ยวนะเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันจะส่งคนไปบอกฝ่าบาทว่าพระองค์ฟื้นแล้ว”
“เจ้าอยากจะทำอะไรก็ทำ ในเมื่อข้าไม่มีทางห้ามเจ้าได้”
“โถ่พระสนม อย่าตรัสแบบนั้นสิเพคะ” นางว่าออกมาด้วยสีหน้าหนักใจ
“เจ้าไปเถอะ” หานเฟิงบอกออกไป เขาไม่อาจทนเห็นสตรีอย่างนางมาทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะเขา
“เพคะ” นางเอ่ยรับคำ
“เดี๋ยวก่อน”
“พระสนมประสงค์สิ่งใดเพ หม่อมฉันจะจัดหาให้เดี๋ยวนี้”
“ข้าไม่ต้องการอะไร เพียงแค่อยากรู้ว่าฮ่องเต้ของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน”
“ฝ่าบาททรงออกว่าราชการแต่เช้าตรู่แล้วเพคะพระสนม”
“อืม…เจ้าไปได้แล้ว”
“เพคะ”
หน้าท้องพระโรงวันนี้บรรยากาศผิดกับครั้งก่อน ๆ มากนักนั่นเป็นเพราะฮ่องเต้จ้าวอี้เทียนผู้ที่มีพระพักตร์บึ้งตึงและเคร่งขรึม บัดนี้กลับแย้มพระสรวลออกมาเล็กน้อย ๆ ซ้ำยังเหม่อลอย คล้ายกำลังมีความสุขอย่างเหลือล้น ทั้งที่ในท้องพระโรงวันนี้มีแต่เรื่องที่ทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้าด้วยเหตุนี้บรรดาขุนนางต่างพากันสงสัยว่าเรื่องเกิดอะไรขึ้นกับฮ่องเต้ของพวกเขากันแน่
ไม่นานกงกงคนสนิทก็กระซิบบอกอะไรบางอย่างข้าง ๆ พระกรรณ พระองค์พยักหน้ารับไปมาเพื่อเป็นการบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าพระองค์ทรงทราบแล้วก่อนจะกล่าววาจาออกมา
“เรื่องที่ต้องส่งเสบียงไปแจกจ่ายหัวเมืองทางใต้ เราขอมอบหน้าที่ให้ท่านเสนาบดีกรมคลังไปจัดการก็แล้วกัน”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางตอบรับ
“ดี! อย่างนั้นวันนี้ก็พอเท่านี้” พอตรัสจบก็รีบก้าวลงจากบัลลังก์อย่างรีบร้อน สร้างความงุนงงให้กับขุนนางหน้าท้องพระโรงไปตาม ๆ กัน คล้อยหลังองค์จักรพรรดิพวกขุนนางต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับเจ้าเหนือหัว
“ท่านว่าฝ่าบาททรงแปลกไปหรือไม่”
“ใช่ ๆ ข้าว่าวันนี้ฝ่าบาททรงอารมณ์ดีแปลก ๆ ข้าไม่เคยเห็นพระองค์ยิ้มกว้างเพียงนี้มาก่อนเลย”
“จริงด้วย ท่านว่าฝ่าบาททรงเป็นอะไรหรือ”
“ข้าก็ไม่รู้”
“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืน เจ้าเชลยจากแคว้นฉีอยู่ในห้องบรรทมกับฝ่าบาททั้งคืน” ทุกคนมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด หากทราบมาก่อนว่าฮ่องเต้ชมชอบบุรุษ พวกเขาก็จะเอาบุตรชายของตนถวายให้โดยไว
“ไม่ทราบว่าเชลยคนนี้เป็นผู้ใดหรือ” ขุนนางคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เห็นว่าเป็นแม่ทัพใหญ่แคว้นฉี” ทุกคนพากันพยักหน้าเข้าใจพลางคิดว่าบุรุษผู้นี้จะถูกฝ่าบาทสั่งประหารเมื่อใดก็ได้ หากแต่ยามนี้พระองค์เพียงได้ของเล่นชิ้นใหม่เท่านั้น
