บทที่ 8 วาจาที่เจ็บช้ำ 4/1

สุริเยนทร์เคลื่อนคล้อยเหนือบุปผาธาราเหล่าดอกไม้งามผลิบานประดับกิ่งก้านแว่วเสียงนกร้องเพลงขับขานเคลื่อนคอยตามสายลม พินิจดูน่าชื่นชมแต่หาใช่สำหรับแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้จิตใจของเขาวุ่นวายและร้อนรน ภายในใจได้แต่คิดว่าจะหาหนทางช่วยรองแม่ทัพคนสนิทได้อย่างไร

“นี่เจ้ากำลังเหม่อลอยถึงชายใดอยู่หานเฟิง อย่าลืมสถานะตัวเองในยามนี้ เจ้าเป็นพระสนมของเราไม่มีสิทธิ์จะคิดถึงชายใดนอกจากเราเพียงผู้เดียว” ถ้อยคำของจ้าวอี้เทียนทำเอาหานเฟิงอยากจะเอากระบี่ฟันคอเจ้าลูกเต่าเสียจริง คิดได้อย่างไรว่าเขานั้นคิดถึงชายอื่นอยู่ถึงมันจะเป็นเรื่องจริงก็ตามที

หานเฟิงถอนหายใจเฮือกยาว เขาไม่อยากจะเสวนากับอีกฝ่ายให้มากความ จ้าวอี้เทียนซึ่งเป็นคนที่อารมณ์ร้อนต้องขุ่นข้องใจในทันที ฮ่องเต้หนุ่มเดินมากระชากแขนบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเต็มแรง

“อย่าอวดดีกับเราให้มากนัก ถ้าเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่” เสียงทรงอำนาจเอ่ยออกมา มือหนาก็บีบเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายไว้ แม่ทัพหนุ่มนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดแต่ต้องข่มอารมณ์เอาไว้ สองตาประสานเสมือนมีเพลิงลุกโชน ถึงแม้อีกอีกฝ่ายจะพูดจาดูถูกดูแคลนเขาสักเพียงใดแต่คนอย่างหานเฟิงมีหรือจะสะทกสะท้านกับคำพูดเหล่านั้น เขาก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่แคว้นฉีไยต้องยอมให้เจ้าฮ่องเต้วิปลาสนี้กัน!

“อวดดีนัก” มือหนาของจักรพรรดิจ้าวบีบเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลา ของผู้เป็นแม่ทัพใหญ่เสียเต็มแรง จนอีกฝ่ายใบหน้าเหยเก แต่หานเฟิงก็ไม่ยอมปริปากพูดอันใด กลับจ้องมองผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นจนตาขวาง

“บังอาจนัก!! มานี่”

หวืด!! หานเฟิงถูกจักรพรรดิหนุ่มยกจนตัวลอย นี่เขาตัวเบาอย่างนั้นเชียวหรือ

“ปล่อยข้า! เจ้าจะพาข้าไปไหน ปล่อยข้า!” หานเฟิงโวยวายทุบตีอีกฝ่ายอย่างหนักหน่วงแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ระคายผิวของจ้าวอี้เทียนแม้แต่น้อย

เพียะ!! ฝ่ามือหนาตีเข้าที่ก้นงอนงามของผู้เป็นสนมอย่างไม่เบามากนัก

“โอ๊ย! เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!” อีกฝ่ายไม่ฟังคำห้ามปรามสองเท้าเยื้องย่างมาจนถึงตำหนัก

โครม! ร่างสูงของผู้เป็นเชลยหนุ่มถูกโยนลงก้นกระแทกพื้นทำให้รู้สึกเจ็บปวดช่องทางด้านหลังที่บอบช้ำ จักรพรรดิหนุ่มไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งสติ รีบเดินมากระชากผมแม่ทัพหนุ่มเสียเต็มแรงจนหานเฟิงรู้สึกหนังหัวของเขาจะหลุดติดมืออีกฝ่ายไปเสียให้ได้

“อย่าอวดดีกับเรา เจ้าเป็นของเราเพียงผู้เดียว ผู้เดียวเท่านั้น!!” จ้าวอี้เทียนตวาดเสียงสั่น

“อึก…เจ้ามันชั่ว! เจ้ามัน…โอ๊ย” ไม่ทันที่หานเฟิงจะพูดจบอีกฝ่ายก็กระชากผมเขาจนเกือบหงายหลัง

“คิดว่าเจ้าทำได้คนเดียวหรือจ้าวอี้เทียน!” ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ให้เกียรติเขาแล้วมีหรือเขาจะต้องยอมให้คนอย่างจ้าวอี้เทียนอีกต่อไปมือหนาของแม่ทัพหนุ่มคว้าหมับเข้าที่ผมดำขลับของอีกฝ่ายในทันที

“โอ๊ย! นี่เจ้า! บังอาจนัก! กล้าจิกหัวเราหรือ”

“ทำไมข้าจะไม่กล้า เจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ”

“บังอาจ! เจ้านั่นแหละที่ต้องปล่อยเรา”

“ไม่!” หานเฟิงตอบเสียงเด็ดขาด เรื่องอะไรที่เขาจะยอมให้อีกฝ่ายรังแกอยู่ฝ่ายเดียว ฝ่ามือหนายังคงจับที่เส้นผมของผู้เป็นฮ่องเต้ไม่ยอมปล่อย เสียงวิวาทของผู้มีอำนาจทั้งสองดังออกไปนอกตำหนักแต่ก็มิมีผู้ใดกล้าห้ามปราม พระสนมเชลยผู้นี้ช่างหาญกล้าไม่เกรงกลัวพระอาญาหรืออย่างไร ไม่รู้หรือว่าที่ตนทำอยู่เป็นการลบหลู่เบื้องสูงมีโทษถึงตาย

ปัง! หานเฟิงเดินออกมาจากตำหนักด้วยท่าทีฟึดฟัดผมเผ้ายุ่งเหยิง ทำให้นางกำนัลและขันทีในตำหนักมองกันอย่างไม่เชื่อสายตา พระสนมผู้นี้รอดเงื้อมมือเจ้านรกมาได้เช่นไร

“นั่นเจ้าจะไปไหนหานเฟิง!” ฮ่องเต้จ้าวตรัสถามขณะเดินตามร่างสูงของอีกฝ่ายมาได้เพียงไม่กี่ก้าว แม่ทัพหนุ่มหยุดเดินก่อนที่จะหันมาตั้งคำถามกับอีกฝ่ายแทน

“ที่นี่มีลานฝึกทหารหรือไม่” คำถามของหานเฟิงทำให้จ้าวอี้เทียนแปลกใจไม่น้อย

“มี ทำไมหรือ”

“ข้าอยากไปดูพวกทหารฝึก เจ้าพาข้าไปหน่อยสิ” เมื่อถูกอีกฝ่ายรบเร้า จ้าวอี้เทียนก็ไม่อยากจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่จึงเดินนำอีกฝ่ายไปยังลานฝึกทหาร เหล่าข้าราชบริพารเห็นเช่นนั้นต่างมองพวกเขาด้วยความงงงวย เมื่อครู่ทั้งสองพระองค์ไม่ได้ทะเลาะกันอยู่หรืออย่างไร เหตุจึงเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วเช่นนี้

“รอข้าด้วยสิ” เสียงทุ้มของหานเฟิงตะโกนไล่หลังฮ่องเต้หนุ่ม หานเฟิงเร่งฝีเท้าจ้ำเดินตามจ้าวอี้เทียนให้ทันจนมาถึงจุดหมายที่ตนต้องการ จึงได้พบกับเหล่าทหารมากมายที่กำลังต่อสู้กัน ทหารเหล่านี้มีร่างกายกำยำ สูงใหญ่สมกับที่เป็นกองทัพแคว้นจ้าวหากแคว้นฉีมีคนมากความสามารถและแข็งแกร่งเช่นนี้ก็คงไม่แพ้สงครามจนตกเป็นเชลย

“ฝ่าบาทเสด็จ!” เมื่อสิ้นเสียงประกาศของหัวหน้าขันที พวกทหารเหล่านั้นก็พากันหยุดมือลง

“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น ๆ ปี” ทหารทุกนายทำความเคารพจ้าวอี้เทียนด้วยความนอบน้อมจนเสียงเซ็งแซ่ทำให้หานเฟิงต้องเบะปากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

หึ! ใหญ่โตเสียจริง

“ซ้อมต่อเถอะเราแค่พาพระสนมมาดูพวกเจ้าซ้อม”

พวกทหารต่างมองหน้ากันอย่างฉงน พระสนมอย่างนั้นหรือ นี่ไม่ใช่แม่ทัพหานเฟิงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉีหรอกหรือ พวกเขาต่างก็อยากถามสิ่งที่ตนข้องใจแต่เมื่อมองไปยังเบื้องหน้าก็พบกับร่างทรงอำนาจของ

องค์จักรพรรดิแล้วก็มิมีผู้ใดกล้าปริปาก

“พอใจหรือยัง” เสียงทรงอำนาจเอ่ยถามผู้ที่อยู่ข้างกาย แม่ทัพหนุ่มหันมามองเขาเพียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ตอบอันใด สายตาก็จ้องมองไปยังเหล่าทหารที่ฝึกซ้อมกันอย่างแข็งขันภายในใจคอยเก็บข้อมูลต่าง ๆ ของแคว้นศัตรูไว้อย่างรอบคอบหากมีโอกาสเขาจะหนีจากนรกแห่งนี้ให้จงได้

“จ้องอะไรของเจ้า หรือเจ้าอยากมีสามีเพิ่มกัน มานี่พอได้แล้ว” ลำแขนแกร่งถูกผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกระชากเสียเต็มแรงให้เดินตามไป

“ปล่อยข้า! ข้าเดินเองได้” หานเฟิงพยายามสะบัดมือให้หลุด

จากการบังคับที่บ้าอำนาจนี้ คิดได้เช่นไรว่าเขาอยากจะมีสามีเพิ่ม เพียงเท่านี้มันก็อัปยศเพียงพอสำหรับชายชาติทหารเยี่ยงเขาแล้ว

“ก็เดินไปสิหรือจะให้เราอุ้มเจ้าไป” ฮ่องเต้หนุ่มเอ่ยจริงจังไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย

บัดซบ! เจ้าลูกเต่า

“เจ้ามัน!” แม่ทัพหนุ่มชี้หน้าอีกฝ่ายพร้อมทั้งพยายามสรรหาคำด่าทอมาเปรียบเปรยกับการกระทำและคำพูดที่หยาบโลนเช่นนี้

“เรามันทำไมหรือหานเฟิง” จ้าวอี้เทียนไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังได้กลั่นแกล้งเจ้าคนอวดดีเช่นนี้ถือเป็นเรื่องน่าอภิรมย์อีกอย่างหนึ่งก็ว่าได้

“เจ้ามันบ้าอำนาจ! เผด็จการที่สุด”

“แล้วอย่างไร” หน้ากวนบาทาของอีกฝ่ายทำให้แม่ทัพแคว้นฉีโกรธจัดยิ่งกว่าเก่า ซ้ำยังได้ยินเสียงก่นออกจากปากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระสนมขององค์จักรพรรดิ ทำเอาบรรดาข้าหลวงที่ได้ยินคำด่าทอเหล่านั้นพากันเสียวสันหลังวาบกลัวว่าฮ่องเต้จะทรงกริ้วแล้วสั่งประหารคนผู้นี้เสีย แต่ดูเหมือนว่าพระพักตร์ไม่ทุกข์ร้อนของฮ่องเต้จะเป็นเครื่องหมายบอกได้อย่างดีว่าพระสนมผู้นี้คงจะมีชีวิตรอดไปอีกพักหนึ่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป