บทที่ 9 โลกสองใบที่สวนทาง
ห้องผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลเงียบกว่าที่คิด มีเพียงเสียงเครื่องมือทางการแพทย์ดังเป็นจังหวะ สลับกับเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเด็กน้อยบนเตียง
เทมส์กำลังหลับอยู่ระหว่างรับการให้เลือด แขนเล็ก ๆ ที่ซีดเซียวเต็มไปด้วยรอยช้ำจ้ำเขียว มีสายน้ำเกลือและถุงเลือดสีแดงระโยงระยางต่ออยู่
ใบชานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง มือที่เย็นเฉียบสอดประสานกอบกุมมือป้อม ๆ ของลูกเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าความตายจะมาพรากเด็กคนนี้ให้หลุดลอยหายไปจากชีวิตของเธอ
“อื้ออ หม่ามี้กั๊บ”
เสียงละเมอแหบพร่าของเด็กน้อยดังขึ้นเบา ๆ เทมส์ขยับตัวเล็กน้อย นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด เปลือกตาค่อย ๆ ปรือขึ้นมองแม่ด้วยแววตาอิดโรย
“ว่าไงครับคนเก่ง หม่ามี้อยู่นี่ครับ หม่ามี้จับมือเทมส์อยู่นะ”
“หม่ามี้กั๊บ เข็มมานจิ้มแขนเทมส์ เทมส์เจ็บจุงเยยกั๊บ เมื่อไหร่ฉายยางพวกนี้จาออกปายกั๊บ”
“ทนอีกนิดเดียวนะครับเทมส์ หยดน้ำสีแดง ๆ พวกนี้มันคือพลังวิเศษนะลูก พอมันเข้าไปในตัวเทมส์หมดถุง เทมส์ก็จะกลับมาแข็งแรง วิ่งเล่นได้เหมือนเดิมไงครับ อดทนหน่อยนะลูก”
“กั๊บ เทมส์จาทนกั๊บ เทมส์จารีบหาย”
เด็กน้อยพยายามสูดลมหายใจ มืออีกข้างที่ไม่ได้โดนเจาะสายน้ำเกลือพยายามเอื้อมมาแตะแก้มแม่
“หม่ามี้ย้องไห้ทามายกั๊บ หม่ามี้เจ็บตาหยอกั๊บ โอ๋ ๆ น้ากั๊บ”
“ฮึก... หม่ามี้ไม่ได้ร้องครับ ฝุ่นมันเข้าตาเฉย ๆ หลับต่อนะครับเด็กดี เดี๋ยวเลือดหมดถุงนี้เราก็ได้กลับบ้านแล้วนะ”
เทมส์พยักหน้าดุ๊กดิ๊ก ก่อนจะหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียจากฤทธิ์ยา ใบชาก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือของลูก ปล่อยให้น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบ ๆ
“ถ้าเป็นไปได้ หม่ามี้ก็อยากจะเป็นคนรับความเจ็บปวดพวกนี้แทนลูกนะ”
ครืด… ครืด…
พรีม
[อีชะนี! ถึงโรงพยาบาลแล้วใช่ไหม อาการหลานฉันเป็นยังไงบ้างยะ หมอว่าไง]
“ยังเหมือนเดิม ตอนนี้กำลังให้เลือดอยู่อีกถุง”
[แล้วแกล่ะ กินข้าวยังใบชา?]
ใบชานิ่งไป คำถามธรรมดา ๆ แค่นี้ แต่เธอกลับตอบไม่ออก เพราะตั้งแต่เช้าที่อุ้มลูกมาโรงพยาบาล ข้าวสักเม็ด น้ำสักหยดก็ยังไม่ตกถึงท้องเธอเลย เธอมัวแต่วิ่งวุ่นเป็นห่วงลูก จนลืมความหิวของตัวเองไปหมด
[เงียบ! เงียบแบบนี้คือยังไม่แดกอะไรเลยใช่ไหม! โอ๊ยยย ฉันล่ะปวดหัวกับแม่ชีอย่างแกจริง ๆ เดี๋ยวฉันกับอีซีลีนไปหา อย่าคิดมาก นั่งรออยู่ตรงนั้นแหละ ห้ามหายหัวไปไหนเด็ดขาดนะคะ!]
ก่อนที่สายจะตัดไปในที่สุด ใบชามองหน้าจอค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมันลงข้างตัว ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
โชคดีแค่ไหนนะ ที่ชีวิตเฮงซวยของเธอยังมีเพื่อนที่ดีแบบนี้
ไม่นานพรีมกับซีลีนก็เปิดประตูห้องพักฟื้นเข้ามา ในมือของทั้งคู่หอบหิ้วถุงพลาสติกใส่อาหาร ขนม และน้ำผลไม้มาเต็มไม้เต็มมือประหนึ่งย้ายบ้าน
“มาแล้วค่าคุณแม่ กองทัพเสบียงของตัวมารดามาเสิร์ฟแล้วค่ะ” พรีมชูถุงของกินขึ้น
ซีลีนเดินเข้ามาเงียบ ๆ วางถุงของทั้งหมดลงบนโต๊ะข้างเตียง สายตาของตัวแม่คณะแพทย์มองร่างของน้องเทมส์ที่นอนหลับอยู่ด้วยแววตาเป็นห่วงจับใจ
“หลานเป็นยังไงบ้างแก หมอว่าไงบ้าง” ซีลีนกระซิบถามเสียงเบา กลัวหลานตื่น
“ยังต้องดูอาการไปเรื่อย ๆ ค่าเลือดเทมส์ยังต่ำมาก”
“ก่อนอื่นแกหยุดเครียด แล้วมากินข้าวก่อน จะได้มีแรงมาสู้ต่อ” ซีลีนพูดเสียงจริงจัง ยื่นกล่องข้าวผัดปูแกะกล่องเรียบร้อยส่งให้เพื่อน
“ใช่! แดกเข้าไปค่ะ อย่ามัวแต่ห่วงลูกจนลืมดูแลตัวเอง ถ้าแกทรุดไปอีกคนแล้วหลานฉันจะอยู่กับใครฮะนังชา” พรีมเสริมต่อ พลางเปิดขวดน้ำส่งให้
ใบชามองอาหารในมือ ก่อนจะรับมาถือไว้เงียบ ๆ เธอตักข้าวเข้าปากคำแรก รสชาติของมันจืดชืดจนแทบไม่รับรู้รสอะไรเลย แต่เธอก็ยังต้องฝืนเคี้ยวและกลืนมันลงคอต่อไป เพื่อให้ร่างกายมีแรง
พรีมนั่งลงข้าง ๆ มองใบชาเคี้ยวข้าวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหลังเพื่อนแล้วตัดสินใจถามเข้าประเด็น
“นี่นังชา สรุปแล้วอาการจริง ๆ ของหลานตอนนี้เป็นยังไงกันแน่คะ”
“หมอบอกว่าเราต้องเตรียมปลูกถ่ายไขกระดูกให้เร็วที่สุด เพราะร่างกายเทมส์เริ่มไม่ตอบสนองต่อยาแล้ว ไม่งั้นเทมส์อาจจะ...” เธอพูดประโยคสุดท้ายไม่ออก
“แล้วค่าใช้จ่ายล่ะชา” ซีลีนเอ่ยถามเสียงแผ่ว
“ประมาณหนึ่งล้าน เฉพาะค่าเตรียมผ่าตัดนะ ยังไม่รวมค่ายาหายาก ค่าห้องพิเศษปลอดเชื้อหลังผ่าตัด และค่าอื่น ๆ อีก”
“ล้านนึง?! โอ๊ยยย อีชา! แกจะมานั่งหน้าเครียดทำไมเนี่ย นึกว่าร้อยล้าน!”
พรีมกระแทกเสียงแหลมปรี๊ด ล้วงหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูเตรียมกดเข้าแอปธนาคารทันที
“แค่ล้านเดียวเอง ขนหน้าแข้งฉันไม่ร่วงหรอกย่ะ เอาเลขบัญชีโรงพยาบาลมาเลย เดี๋ยวฉันกดโอนจ่ายให้หลานฉันเดี๋ยวนี้แหละ”
“เออ! แกไม่ได้อยู่คนเดียวนะชา ฉันกับอีพรีมรวยจะตาย แกจะมาแบกรับเรื่องบ้า ๆ พวกนี้ไว้คนเดียวทำไม”
ซีลีนเอื้อมมือไปกุมมือใบชาแน่น
“ขาดเหลือเท่าไหร่บอกฉันมาคำเดียว ฉันรูดการ์ดให้หมด”
ใบชามองเพื่อนรักทั้งสองคนด้วยความตื้นตันใจ น้ำตาที่เพิ่งแห้งไปรื้นขึ้นมาอีกครั้ง
เธอรู้ดีว่าเพื่อนสองคนนี้รวยระดับมหาเศรษฐี และพร้อมจะโยนเงินหลักล้านมาให้เธอโดยไม่หวังผลตอบแทนเลยสักนิด
แต่จะให้เธอยืมเงินเพื่อนเป็นล้าน ๆ เธอทำใจเป็นปลิงเกาะเพื่อนกินแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ
“ขอบใจพวกแกมากนะ แต่ฉันรับเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้จากพวกแกไม่ได้หรอก ที่ผ่านมาพวกแกก็ช่วยฉันมามากพอแล้ว ฉันเกรงใจ”
“เกรงใจบ้าบออะไรยะ นี่หลานฉันนะ!” พรีมแหวใส่
“ไม่เอาพรีม กว่าจะเจอไขกระดูกที่เข้ากันได้มันยังต้องใช้เวลาอีกนาน ฉันอยากยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ฉันเป็นแม่เขานะ ฉันหาเงินก้อนนี้เองได้ พวกแกไม่ต้องห่วง”
พรีมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขัดใจในความดื้อรั้นของเพื่อน ก่อนตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้วพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉันว่าเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ แกควรไปบอกไอ้พี่ไทม์นะ”
ใบชาหันไปมองหน้าพรีมทันที สายตาแข็งกร้าวขึ้นมาในเสี้ยววินาที พรีมเห็นแบบนั้นก็รีบพูดอธิบายต่อ
“แกฟังฉันก่อน ยังไงซะ ไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้น มันก็เป็นพ่อแท้ ๆ ของเทมส์นะยะ มันมีสิทธิ์และมีหน้าที่ที่จะต้องมารับผิดชอบรู้เรื่องความเป็นตายของลูกตัวเองสิ ให้มันเอาเงินมาจ่ายค่ารักษาให้ลูกสิคะ”
“ไม่จำเป็น”
ซีลีนขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะชา! แค่เดินไปบอกมัน ให้มันรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาลูกมันจะตายหรือไง ทำไมแกต้องทิฐิสูงขนาดนี้ฮะ!”
“ฉันพึ่งพาผู้ชายมักง่ายพรรค์นั้นไม่ได้หรอกซีลีน”
เธอพูดเรียบ ๆ สายตาไม่ได้มองหน้าเพื่อน แต่หันไปมองลูกที่นอนอยู่บนเตียงแทน
“บอกไปก็เท่านั้นแหละ ผู้ชายที่มองความรักเป็นแค่ของเล่น ผู้ชายที่สั่งให้ฉันฆ่าลูกตัวเองกับมือ เขาไม่มีวันมาใยดีเด็กคนนี้หรอก”
“...”
“พวกแกดูชีวิตของเขาตอนนี้สิ”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ภาพที่ไทม์ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าเมื่อวานแวบเข้ามาในหัว
“มันดูเหมือนผู้ชายที่พอจะพึ่งพาฝากชีวิตลูกไว้ได้ไหมล่ะ แต่ละวันก็แค่เอาเงินไปผลาญ ฟันผู้หญิงทิ้งขว้าง หายใจทิ้งไปวัน ๆ ซะขนาดนั้น คนแบบนี้อย่าให้มารู้จักกับเทมส์เลยดีกว่า มันสกปรกเกินไป ฉันขยะแขยง”
คำถามนั้นไม่มีใครเถียงออก เพราะคำตอบของสันดานไอ้พี่ไทม์มันชัดเจนและประจักษ์แก่สายตาทุกคนอยู่แล้ว
ซีลีนลอบกลืนน้ำลายฝืด ๆ ลงคอ ก่อนจะถามต่อด้วยความกังวล
“แต่ถ้าแกไม่เอาเงิพากนฉัน แล้วแกก็ไม่ยอมไปบอกพี่ไทม์ แล้วแกจะไปหาเงินจากไหนมาตั้งเป็นล้าน ๆ อะใบชา มันไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ ขายไตยังไม่ได้เลยมั้ง”
ครั้งนี้ใบชาเงียบไป มือที่วางอยู่บนตักกำเข้าหากันแน่นขึ้นเล็กน้อย เธอไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อน ไม่ใช่เพราะเธอไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหน
คามิ... คืนนี้คงต้องปลดกระดุมเพิ่มอีกสักเม็ดแล้วล่ะมั้ง
ณ หน้าโรงภาพยนตร์ห้างสรรพสินค้าหรู
ไทม์เดินล้วงกระเป๋าออกมาพร้อมกับผู้หญิงหน้าสวยอกตูมคนหนึ่ง
หนังเพิ่งจบ บรรยากาศรอบข้างยังคงคึกคักและเต็มไปด้วยเสียงผู้คนพลุกพล่าน หญิงสาวหันมาส่งยิ้มยั่วยวนให้เพลย์บอยหนุ่ม คล้องแขนเขาแน่น
“พี่ไทม์คะ หนังจบแล้ว ไปต่อที่ห้องหนูไหมคะ คืนนี้หนูว่างยาวเลยน้า~” น้ำเสียงหวานใสชัดเจน ไม่ต้องแปลความหมายให้ยุ่งยาก ว่าเธอหมายความถึงกิจกรรมอะไร
ไทม์หยุดเดิน ปรายตามองเรือนร่างอวบอิ่มของหญิงสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงพยักหน้ารับและลากหล่อนขึ้นเตียงไปกระแทกให้จบ ๆ ไปแล้ว
หน้าตาก็สวย หุ่นก็เอ็กซ์ นมก็ใหญ่ แต่ทำไมวะ...
“วันนี้ไม่ล่ะครับ พี่หมดอารมณ์”
“จะ จริงเหรอคะ? แต่เมื่อกี้ในโรงหนังพี่ไทม์ยังลูบขาหนูอยู่เลยนะ”
“อืม... พี่มีธุระสำคัญน่ะ ไว้วันหลังแล้วกันนะคนสวย เดี๋ยวพี่ให้ลูกน้องขับรถไปส่ง” เขาพูดง่าย ๆ เหมือนความสัมพันธ์ฉาบฉวยนี้ไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญในชีวิต
สุดท้ายเขาก็หมุนตัวเดินล้วงกระเป๋า แยกทางกับผู้หญิงคนนั้นไปคนละทางอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้เธอยืนกระทืบเท้ากรี๊ดด้วยความขัดใจอยู่หน้าโรงหนัง
ลัมโบร์กินีสีดำก็ขับมาจอดเทียบท่าที่คอนโดหรู ทันทีที่ประตูปิดลง เขาถอดรองเท้าผ้าใบโยนทิ้งระเกะระกะ แทบไม่สนใจจะเปิดไฟห้องให้สว่างด้วยซ้ำ
เขาเดินตรงไปทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาตัวยาว ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา กดจิ้มเข้าแอปพลิเคชัน 18+ แอปเดิม เหมือนเป็นสัญชาตญาณความเคยชินไปแล้ว
[Cami เริ่มการถ่ายทอดสดแล้ว]
มุมปากหยักของไทม์ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ แววตาที่เคยเบื่อหน่ายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง สายตาคมกริบจับจ้องโฟกัสไปที่ร่องอกและริมฝีปากอวบอิ่มบนหน้าจอทันที
โลกของเพลย์บอยอย่างเขาในตอนนี้ เหมือนถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน
ส่วนหนึ่งคือโลกแห่งความเป็นจริง ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มีเงินทอง มีผู้หญิงรายล้อม แต่ภายในใจกลับว่างเปล่าและไร้จุดหมาย
อีกส่วนคือโลกเสมือนจริง เป็นเพียงแค่หน้าจอสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แต่กลับทำให้เขาอยากหมกมุ่นและอยากมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมากกว่าชีวิตจริงซะอีก
โดยที่เขาไม่เคยรู้ความจริงเลยสักนิดว่า สตรีมเมอร์สาวสุดเอ็กซ์ที่เขาเลือกจะกลับมาหา เฝ้ารอดูเธอในทุก ๆ คืนอย่างคลั่งไคล้
เธอกำลังยืนจมปลักอยู่ในโลกอีกฝั่งหนึ่ง โลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย ที่เขาไม่เคยคิดจะหันกลับไปมองและรับผิดชอบมันเลยสักครั้งเดียว
