บทที่ 5 รอยแผลใต้ข้อมือ

พริมดาวยื่นแก้วน้ำอุ่นส่งให้บอม

"ค่อย ๆ ดื่มนะลูก เดี๋ยวจะสำลักเอา" เธอย่อตัวลง หยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับคราบน้ำที่มุมปากของบอมอย่างเบามือ

แทนที่กำลังเล่นซนจนเหงื่อท่วมตัว ก็รีบวิ่งเข้ามาหาบ้าง "หม่ามี๊ครับ ผมขอกินด้วย!"

"ได้สิจ๊ะ มีให้ทุกคนเลย" พริมดาวหันหลังกลับเข้าไปในร้านกาแฟ แล้วหยิบแก้วน้ำออกมาอีกใบ แสงแดดอุ่น ๆ ยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของเธอ ทำให้ดูเหมือนมีรัศมีสีทองจาง ๆ โอบล้อมรอบกาย บรรยากาศรอบตัวเธอดูสงบนิ่ง เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยนของความเป็นแม่

ภาพตรงหน้าทำให้อานันต์รู้สึกราวกับหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ

พริมดาว!

เธอยังไม่ตายจริง ๆ ด้วย!

เธอกล้าดียังไง... ที่สร้างเรื่องการตายกำมะลอมาหลอกเขาให้โง่งมงายมาตลอดห้าปีเต็ม!

ห้าปีที่ผ่านมา เขาต้องทนทุกข์ระทมกับชีวิตแบบไหน? ในยามดึกสงัดนับคืนไม่ถ้วน เขาต้องสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายที่เห็นเธอนอนจมกองเลือด เขาเกลียดเธอ เกลียดความร้ายกาจของเธอ เกลียดที่เธอคอยทำร้ายสิรินทร์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในวินาทีที่ได้ยินข่าวการตายของเธอ ความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกควักออกไปจากอกนั้นกลับเป็นเรื่องจริงที่เจ็บปวดที่สุด

เขาเคยคิดว่าตัวเองคงบ้าไปแล้วเพราะความรู้สึกผิด

แต่ตอนนี้... เธอกลับมายืนตัวเป็น ๆ อยู่ตรงนั้น แถมยังมีเด็กอีกสองคนอยู่ข้างกาย!

สายตาของอานันต์เลื่อนไปจับจ้องใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยสองคนนั้นทันที

ใบหน้าของเด็กทั้งสอง ถอดแบบมาจากเขาในวัยเด็กราวกับแกะ!

สมองของเขาประมวลผลคำนวณระยะเวลาอย่างรวดเร็ว

ห้าปีก่อน พริมดาวติดคุก แล้วก็ 'เสียชีวิต' เด็กสองคนนั้นดูแล้วน่าจะอายุราว ๆ สี่ถึงห้าขวบ ช่วงเวลาทุกอย่างมันลงล็อกพอดีเป๊ะ!

ดังนั้น นั่นไม่ใช่ลูกกาฝากหรือลูกชู้ที่ไหน แต่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา... เป็นลูกของอานันต์!

ความจริงอันน่าตื่นตระหนกพุ่งเข้าชนสมองของเขาอย่างจัง ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจเธอผิดมาตั้งแต่ต้น

แต่ความคิดนั้นแวบเข้ามาเพียงชั่วครู่ ก็ถูกคลื่นความโทสะลูกใหญ่โถมทับเข้ามาแทนที่

ในเมื่อเป็นลูกของเขา ทำไมเธอถึงไม่บอก?

ห้าปีมานี้ ทั้งที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ทำไมไม่กลับมาหาเขา?

ยอมหอบลูกของเขาไปตกระกำลำบากอยู่ข้างนอก ดีกว่าจะกลับมาอยู่ข้างกายเขางั้นเหรอ?

เธออยากจะหนีไปให้พ้นจากเขาขนาดนั้นเชียวเหรอ!

"ไอ้อานันต์?" ธีรากรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นสีหน้าท่าทางที่เปลี่ยนไปมาของเพื่อนรัก ก็เริ่มรู้สึกหวาดหวั่น "จะเอายังไงต่อ?"

"ก็ทำสิ่งที่ฉันต้องทำ"

เขาอยากจะรู้นัก ว่าพริมดาวคิดจะเล่นตลกอะไร!

ธีรากรสูดหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความหนักใจ แต่ก็จำต้องฝืนยิ้มแล้วเดินเข้าไปหาเป้าหมาย

เขานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพริมดาว ปั้นหน้ายิ้มแบบมืออาชีพส่งให้ "สวัสดีครับ ใช่คุณสเตลล่าหรือเปล่าครับ? ผมธีรากรจากบริษัทแจ่มสว่าง ยินดีที่ได้พบนะครับ"

สายตาของพริมดาวหยุดอยู่ที่ใบหน้าของธีรากรเพียงวินาทีเดียว หัวใจของเธอก็ร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ธีรากร!

เพื่อนสนิทที่สุดของอานันต์!

เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!

"ขอโทษนะคะ!" ร่างกายตอบสนองไวกว่าสมอง พริมดาวแทบจะตะโกนออกมา "งานนี้ฉันไม่รับแล้วค่ะ!"

เมื่อพูดจบ พริมดาวก็ไม่รอให้ธีรากรได้ทันตั้งตัว เธอหันหลังขวับแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที

ในหัวของเธอมีเพียงความคิดเดียว 'หนี! ต้องพาแทนกับบอมหนีไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!'

จะให้อานันต์รู้เรื่องลูกไม่ได้เด็ดขาด...

ไม่อย่างนั้น ด้วยอิทธิพลและอำนาจของเขา เขาจะต้องมาแย่งลูกไปจากอกเธอแน่ ๆ !

"พี่นุช! รีบไปกันเถอะ!" พริมดาววิ่งถลันออกมาด้านนอก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรนที่ปิดไม่มิด

แม้พี่นุชจะยังงุนงงกับสถานการณ์ แต่ก็พอจะดูออกว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล จึงรีบจูงมือเด็กทั้งสองลุกขึ้นทันที

"หม่ามี๊ เป็นอะไรครับ?" แทนถามด้วยความสงสัย

"ไม่มีอะไรจ้ะลูก แม่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน เรากลับบ้านกันก่อนนะ" พริมดาวพูดพลางรีบเปิดประตูรถ อุ้มลูกทั้งสองขึ้นไปนั่งบนเบาะ แล้วตัวเองก็รีบเข้านั่งประจำตำแหน่งคนขับ

เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม รถตู้ครอบครัวเคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสจราจรอย่างรวดเร็ว

ขณะนั่งอยู่หลังพวงมาลัย สายตามองกระจกหลังเห็นร้านกาแฟค่อย ๆ ห่างออกไป แต่หัวใจของพริมดาวยังคงเต้นระรัวไม่หยุด

เธอคิดว่าเธอเตรียมตัวมาดีแล้วแท้ ๆ

แต่พอกลับมาเหยียบผืนแผ่นดินนี้อีกครั้ง อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอานันต์ ก็ยังคงทำให้เธอเสียศูนย์ได้ง่ายดายเสมอ

เธอต้องระวังตัวให้มากกว่านี้

รถแล่นไปตามเส้นทางกลับบ้านอย่างนิ่มนวล บรรยากาศภายในรถดูเงียบผิดปกติ แทนกับบอมเหมือนจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของผู้เป็นแม่ จึงนั่งเงียบ ๆ ไม่ซุกซน

เมื่อมาถึงทางเข้าคอนโดมิเนียม ขณะที่พริมดาวกำลังจะเลี้ยวรถเข้าสู่โครงการ

เอี๊ยด!

เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหวจนแสบแก้วหู

รถยนต์หรูโรลส์-รอยซ์ แฟนทอม สีดำมันขลับ พุ่งออกมาจากมุมอับ แล้วปาดหน้ารถของเธออย่างจงใจและอุกอาจ

ซึ่งกันชนหน้ารถของทั้งสองคันห่างกันเพียงไม่ถึงสิบเซนติเมตร

หัวใจของพริมดาวแทบจะกระดอนออกมานอกอก เธอจับพวงมาลัยแน่นด้วยความตกใจ สัญชาตญาณความเป็นแม่ทำให้เธอรีบหันไปกางแขนปกป้องลูกทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านหลัง

ประตูรถโรลส์-รอยซ์ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง

อานันต์ก้าวลงมาจากรถ

ร่างสูงใหญ่ยืนย้อนแสง แผ่รังสีอำมหิตกดดันจนน่าขนลุก เขาเดินตรงดิ่งมาที่รถของเธอทีละก้าว ใบหน้าอันหล่อเหลาราวเทพบุตร บัดนี้เย็นชาและดุดันราวกับพญามัจจุราชที่เพิ่งเดินออกมาจากขุมนรก

เลือดในกายของพริมดาวแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง

สุดท้าย... เขาก็หาเธอจนเจอ

ปัง!

กำปั้นหนัก ๆ ทุบลงบนกระจกรถฝั่งคนขับ เสียงดังสนั่นจนตัวรถสั่นสะเทือน

"พริมดาว!" เขาคำรามลอดไรฟัน น้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก "เธอจะหนีไปถึงเมื่อไหร่?"

พริมดาวข่มใจให้สงบ เธอจะแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็นไม่ได้เด็ดขาด

เธอตัดสินใจเปิดประตูรถ แล้วก้าวลงไปเผชิญหน้ากับอานันต์

"คุณอานันต์ ฉันคิดว่าเราไม่มีอะไรต้องคุยกันค่ะ"

"ไม่มีอะไรต้องคุยงั้นเหรอ?" อานันต์แค่นหัวเราะ สายตาคมกริบมองข้ามไหล่เธอไปยังเด็กสองคนที่อยู่ในรถ "แล้วเด็กพวกนั้นล่ะ? ก็ไม่มีอะไรต้องคุยเหมือนกันงั้นสิ?"

เขาชี้นิ้วไปที่แทนกับบอม "นั่นมันลูกชายของฉัน... ลูกของอานันต์! เธอกล้าปฏิเสธไหม?"

แทนกับบอมที่นั่งอยู่ในรถ จ้องมองใบหน้าอันเกรี้ยวกราดของผู้ชายคนนั้นเขม็ง

"คนใจร้าย!" แทนตะโกนใส่อย่างไม่เกรงกลัว "ห้ามรังแกหม่ามี๊ของผมนะ!"

ส่วนบอมนั้นปฏิบัติการทันที หนูน้อยยกนาฬิกาสมาร์ตวอตช์ขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว "หม่ามี๊ครับ เราแจ้งตำรวจดีไหม? มีคนไม่ดีมารังแกเราครับ"

คำพูดเพียงไม่กี่คำ ราวกับราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแห่งโทสะของอานันต์

คนไม่ดี?

ลูกชายแท้ ๆ ของเขา... ตราหน้าว่าเขาเป็นคนไม่ดี? แถมยังจะแจ้งตำรวจมาจับพ่อตัวเองอีก!

"พอได้แล้ว!" ความอดทนของอานันต์ขาดผึง เขาคว้าต้นแขนของพริมดาว แล้วกระชากร่างบางเข้าหาตัวอย่างแรง "อธิบายมาเดี๋ยวนี้! ห้าปีที่ผ่านมามันเกิดบ้าอะไรขึ้น!"

"ปล่อยนะ!" พริมดาวพยายามดิ้นรน ข้อมือของเธอเจ็บปวดราวกับจะแหลกคามือแกร่งดั่งคีมเหล็กของเขา

ในจังหวะยื้อยุดฉุดกระชากนั้นเอง แขนเสื้อชีฟองบางเบาที่เธอสวมใส่มาในวันนี้ ก็ถูกเขากระชากจนขาดวิ่น

แคว่ก!

ทันใดนั้น รอยแผลเป็นนูนตะปุ่มตะป่ำ ทั้งรอยเก่าและรอยใหม่ที่พาดผ่านผิวเนื้อขาวเนียน ก็ปรากฏแก่สายตาอย่างชัดเจน มันดูน่ากลัวราวกับตัวตะขาบที่น่าเกลียดน่าชัง เกาะกินอยู่บนแขนเรียวเล็กของเธอ

การกระทำทุกอย่างของอานันต์... จึงชะงักค้างไปในทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป