บทที่ 6 ต้องขอบคุณคุณ
มือแกร่งของอานันต์คลายออกโดยไม่รู้ตัว ร่างสูงใหญ่ยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป
รอยแผลพวกนี้... มาจากไหน?
รอยมีดบาด? รอยถูกของร้อนนาบ? ไหนจะรอยขีดข่วนถี่ยิบที่เหมือนถูกของมีคมกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นแผลเป็น
ห้าปีผ่านไป แม้สีของแผลเป็นจะจางลงตามกาลเวลา แต่ก็ยังจินตนาการได้ถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสในยามที่ผิวเนื้อถูกกรีดออก เลือดสีแดงสดไหลรินออกมาจากบาดแผล
ใครกัน? ใครมันกล้าลงมือทำเรื่องที่แสนอำมหิตโหดร้ายกับเธอได้ถึงเพียงนี้?
เพลิงโทสะที่ไม่อาจระงับได้ปะทุขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจของอานันต์
"ฝีมือใคร?"
ทุกถ้อยคำที่เขาเอ่ยลอดไรฟันออกมานั้นเต็มไปด้วยความกดดัน "บอกผมมา ใครเป็นคนทำคุณเจ็บขนาดนี้?"
พริมดาวจ้องมองใบหน้าที่ฉายแววตื่นตระหนกปนโกรธเกรี้ยวของเขาด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา
เธอกระชากแขนตัวเองกลับมาจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรง ท่าทีนั้นแสดงออกถึงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
"คุณอานันต์นี่ช่างขี้ลืมเสียจริงนะคะ" พริมดาวดึงแขนเสื้อที่ขาดวิ่นลงมาปิดรอยแผลอย่างเบามือ ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็นชา "นี่เป็นฝีมือของคุณไงคะ จำไม่ได้เหรอคะ"
"ผมเหรอ?" คิ้วเข้มของอานันต์ขมวดเข้าหากัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
เขาไปทำตอนไหน...
พริมดาวหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน "คุณอานันต์กำลังแกล้งโง่ใส่ฉันเหรอคะ? หรือว่าคุณลืมไปแล้วจริง ๆ ว่าเมื่อห้าปีก่อน คุณเป็นคนส่งฉันเข้าไปใน 'นรก' ขุมนั้นด้วยมือของคุณเอง"
ในคุกเหรอ!
ในที่สุดอานันต์ก็นึกออก รอยแผลพวกนี้... คือสิ่งที่เธอได้รับตอนอยู่ในเรือนจำ!
ในสถานที่ที่เขามองไม่เห็น ในช่วงเวลาที่เขาตราหน้าเธอว่า 'สมควรได้รับโทษ' เธอต้องเผชิญกับนรกบนดินแบบไหนมาบ้าง?
เขาเพียงแค่หวังให้เธอเข้าไปสำนึกผิด ไม่คิดว่าเธอจะเจอกับเรื่องโหดร้ายขนาดนี้
พริมดาวไม่อยากจะเสวนากับเขาแม้แต่คำเดียวอีกต่อไป
แววตาของเธออัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังที่บริสุทธิ์และเด็ดเดี่ยว ราวกับเหล็กเผาไฟที่นาบลงกลางใจของอานันต์จนร้อนรุ่ม มันไม่ใช่ความน้อยเนื้อต่ำใจที่เจือความรักเหมือนในอดีต แต่มันคือความเย็นชาและความอาฆาตของผู้ที่หัวใจตายด้านไปแล้วอย่างสมบูรณ์
"อานันต์ ฉันขอร้อง ปล่อยฉันกับลูกไปเถอะนะ" พริมดาวจ้องหน้าเขาแล้วเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจน "เรื่องระหว่างเรา มันจบไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว ตอนที่คุณเลือกที่จะเชื่อสิรินทร์ แล้วทิ้งฉันกับลูกให้นอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น นับจากนี้ไป เราต่างคนต่างอยู่ อย่าได้มาข้องเกี่ยวกันอีกเลย"
สิ้นเสียงนั้น เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีก หญิงสาวหันหลังกลับอย่างไม่ไยดี
"พริมดาว!" อานันต์ยื่นมือออกไปหมายจะรั้งเธอไว้ตามสัญชาตญาณ
แต่พริมดาวไวกว่าเขามาก
เธอรีบกระโดดขึ้นรถตู้ส่วนตัว ล็อกประตูแน่นหนา ก่อนจะหักพวงมาลัยกลับรถอย่างรวดเร็ว
เสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังแสบแก้วหู รถตู้สีดำพุ่งทะยานผ่านร่างของอานันต์ไปโดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
เมื่อกลับถึงคอนโดมิเนียม ทันทีที่พริมดาวปิดประตูห้อง เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีก็เหมือนถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
เธอพิงแผ่นหลังกับบานประตู ร่างกายค่อย ๆ ไหลรูดลงไปกองกับพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ ใบหน้าที่พยายามปั้นให้เข้มแข็งและเย็นชาต่อหน้าอานันต์ บัดนี้ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวกอดเข่าตัวเองแน่น ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขน ไหล่บางสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม
ทำไม? ทำไมถึงยังหนีเขาไม่พ้นสักที
เวลาห้าปีที่ผ่านมา เธอคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งได้แล้ว
แต่เมื่ออานันต์ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง บาดแผลที่เหมือนจะเลือนหายกลับปริแตกขึ้นมาอีกครั้ง กำแพงที่พยายามสร้างมาหลายปี ช่างเปราะบางเหลือเกิน
"หม่ามี้ครับ" มือน้อย ๆ ที่อบอุ่นวางลงบนแผ่นหลังของเธอเบา ๆ
พริมดาวเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็น 'น้องบอม' และ 'น้องแทน' นั่งยอง ๆ ขนาบข้างเธออยู่ ดวงตากลมโตใสซื่อทั้งสองคู่ฉายแววเป็นห่วงจับใจ
"หม่ามี้เป็นอะไรครับ? ลุงใจร้ายคนนั้นแกล้งหม่ามี้มาใช่ไหม" น้องแทนเบะปากเล็ก ๆ แก้มป่องด้วยความโมโห "หม่ามี้คอยดูนะ เดี๋ยวแทนโตเมื่อไหร่ แทนจะไปจัดการเขาให้หม่ามี้เอง!"
น้องบอมไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยื่นแขนป้อม ๆ ออกมาโอบรอบคอของพริมดาวไว้แน่น แล้วใช้แก้มนุ่มนิ่มถูไถที่แก้มของมารดาเป็นการปลอบ
"หม่ามี้ไม่ต้องกลัวนะ พวกเราจะปกป้องหม่ามี้เอง"
เสียงเล็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาแต่หนักแน่นของลูกชาย เปรียบเสมือนสายน้ำทิพย์ชโลมหัวใจที่แห้งผากและหนาวเหน็บของพริมดาว ขอบตาของเธอร้อนผ่าว ก่อนจะโผเข้ากอดลูกน้อยทั้งสองไว้แนบอก
"แม่ไม่เป็นไรครับ แม่มีพวกหนูก็พอแล้ว" เสียงของเธอสั่นเครือ น้ำตาไหลรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย
ผ่านไปครู่ใหญ่ พริมดาวจึงค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลงได้
เธอปาดน้ำตา ลุกไปหยิบขวดยาใบเล็กออกจากกระเป๋า เทเม็ดยาสีขาวสองเม็ดออกมาแล้วกลืนลงคอตามด้วยน้ำอุ่น นี่คือยาที่จิตแพทย์สั่งจ่ายเพื่อช่วยปรับสมดุลอารมณ์ มิเช่นนั้นอาการหวาดผวาจากบาดแผลในใจจะทำให้เธอนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
เธอจูบหน้าผากลูกชายทั้งสองอย่างอ่อนโยน "เอาล่ะครับ หม่ามี้หายดีแล้ว เราไปอาบน้ำนอนกันดีกว่าเนอะ"
"ครับ!" เด็กแฝดพยักหน้าอย่างว่าง่าย
เมื่อมองดูใบหน้ายามหลับใหลของลูกทั้งสอง หัวใจของพริมดาวจึงสงบลงได้อย่างแท้จริง เพื่อเด็กสองคนนี้ เธอต้องเข้มแข็งมากกว่านี้ ต้องแกร่งพอที่จะต้านทานพายุฝนทุกรูปแบบ
เช้าวันรุ่งขึ้น พริมดาวฝืนทำตัวให้กระฉับกระเฉงและทุ่มเทสมาธิให้กับงาน เธอจะไม่ยอมให้การปรากฏตัวของอานันต์มาทำลายชีวิตของเธอเด็ดขาด
ส่วนพี่นุช พี่เลี้ยงคนสนิท ก็พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตามสัญญา
เมื่อพริมดาวเคลียร์งานในมือเสร็จ เห็นว่ายังพอมีเวลา จึงขับรถตามไปที่สวนสนุก ตั้งใจจะไปเซอร์ไพรส์สองแสบ
แดดร่มลมตก บรรยากาศในสวนสนุกเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ
พริมดาวรู้สึกผ่อนคลายขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เตรียมจะโทรหาพี่นุชเพื่อถามว่าลูกของเธออยู่ตรงไหน
ทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเธอก็ดังรัวขึ้น
หน้าจอโชว์ชื่อ 'พี่นุช'
พริมดาวยิ้มพลางกดรับสาย "พี่นุชคะ พริมใกล้ถึงหน้าประตูแล้วนะ ตอนนี้พวกพี่อยู่..."
"พริม! แย่แล้ว! แย่แล้วค่ะ!"
ปลายสายเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้และเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"น้องแทนกับน้องบอมหายไป!"
สมองของพริมดาวเหมือนถูกค้อนทุบจนวิ้งไปชั่วขณะ ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด
"พี่ว่าอะไรนะคะ?" เสียงของเธอสั่นระริก
"พี่หันไปต่อแถวซื้อไอศกรีมให้เด็ก ๆ แค่แป๊บเดียว หันมาอีกทีพวกแกก็หายไปแล้ว! พี่หาจนทั่วแล้วก็ไม่เจอ! พริม... พี่จะทำยังไงดี!" พี่นุชร้องไห้จนแทบขาดใจ
"ตั้งสติก่อน! พี่นุชอย่าเพิ่งสติแตก!" พริมดาวบังคับตัวเองให้เย็นลง "รีบไปที่ห้องคอนโทรล ขอดูกล้องวงจรปิดเดี๋ยวนี้! เร็วเข้า!"
เธอวางสายแล้ววิ่งสุดชีวิตตรงไปยังศูนย์อำนวยการของสวนสนุก
เมื่อเธอไปถึงห้องวงจรปิด ก็เห็นพี่นุชกำลังร้องไห้โวยวายกับเจ้าหน้าที่
พอเห็นพริมดาว พี่นุชก็ถลาเข้ามาหา "พริม... พี่ขอโทษ พี่มันแย่เอง พี่ดูแลหลานไม่ดี!"
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาโทษตัวเอง!" พริมดาวดันตัวพี่เลี้ยงออก สายตาจ้องเขม็งไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ เสียงของเธอแหบพร่า "เปิดกล้องย้อนหลังช่วงเวลาเมื่อกี้ให้หมด! เดี๋ยวนี้!"
เจ้าหน้าที่เห็นท่าทางเอาจริงเอาจังจนน่ากลัวของเธอก็รีบปฏิบัติตามทันที
ภาพในจอกระพริบเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทีละเฟรม
ในที่สุด กล้องตัวหนึ่งที่ติดอยู่ตรงมุมอับ ก็จับภาพน้องแทนและน้องบอมได้
ขณะที่พี่นุชกำลังยืนซื้อไอศกรีม เด็กแฝดยืนรออยู่อย่างเรียบร้อย
ทันใดนั้น ชายฉกรรจ์สวมสูทสีดำสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของเด็ก ๆ
หนึ่งในนั้นก้มลง เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างกับเด็กทั้งสอง
สีหน้าของน้องแทนและน้องบอมดูหวาดระแวงและลังเล
แต่เพียงครู่เดียว ชายคนนั้นก็ยื่นโทรศัพท์มือถือให้ดู เด็ก ๆ มองหน้าจอแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป
จากนั้น ชายชุดดำทั้งสองก็ประกบซ้ายขวา จูงมือเด็กน้อยทั้งสองเดินหันหลังมุ่งหน้าไปยังทางออก
"คนพวกนี้เป็นใครกัน" พี่นุชตะโกนลั่น
พริมดาวไม่ได้ตอบ เธอไล่สายตาตามภาพจากกล้องที่เปลี่ยนมุมไปเรื่อย ๆ โดยไม่ละสายตาแม้แต่วินาทีเดียว เธอเห็นผู้ชายสองคนนั้นพาตัวลูกของเธอฝ่าฝูงชน เดินตรงไปยังลานจอดรถ
ภาพสุดท้ายหยุดนิ่งอยู่ที่รถยนต์หรูคันหนึ่ง... โรลส์-รอยซ์ แฟนธอม สีดำสนิท
รถคันนั้น...
รถของอานันต์!
ผู้ชายคนนั้นกล้าดียังไงมาลักพาตัวลูกของเธอไป
