บทที่ 8 เขาคือลูกชายของฉันเอง
พริมดาวกดโทรศัพท์หาอานันต์ราวกับคนใกล้เสียสติ
แต่สิ่งที่ได้ยินจากปลายสาย มีเพียงเสียงตอบรับอัตโนมัติของผู้หญิงที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก “เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...”
เขาชิงตัวลูกของเธอไป แล้วก็คิดจะเล่นบทหายเข้ากลีบเมฆอย่างนั้นเหรอ?
เขาต้องการอะไรกันแน่!
เล็บยาวจิกเกร็งเข้ากับฝ่ามือจนเจ็บ ความหวาดกลัวที่ปะปนกับความเกลียดชังแล่นพล่านอยู่ในอก จนเธอแทบหายใจไม่ออก
ไม่ได้... เธอจะสติแตกตอนนี้ไม่ได้
พริมดาวรีบกดโทรศัพท์หาอาณดาทันที
“อาณดา ช่วยฉันที” น้ำเสียงของเธอแหบพร่าเพราะพยายามข่มอารมณ์อย่างหนัก “ช่วยเช็กให้หน่อยว่าตอนนี้อานันต์อยู่ที่ไหน ขอร้องล่ะ!”
อาณดาที่อยู่ปลายสายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“เขาเอาตัวแทนกับบอมไป!”
“อะไรนะ!” น้ำเสียงของอาณดาเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบทันควัน “เขากล้าดียังไง! แกใจเย็นก่อนนะ รอแป๊บนึง ฉันจะเช็กให้เดี๋ยวนี้”
อาณดาทำงานรวดเร็วสมคำร่ำลือ ไม่ถึงสิบนาที ข้อมูลก็ถูกส่งมา
“เขาอยู่ที่ ‘เก็นติ้งคลับ’ ชั้นดาดฟ้า เห็นว่ากำลังคุยธุรกิจสำคัญอยู่”
เก็นติ้งคลับ...
ไพรเวทคลับระดับไฮเอนด์ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความลับและระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา สงวนไว้เฉพาะสมาชิกระดับวีไอพีเท่านั้น
พริมดาววางสายแล้วเหยียบคันเร่งจนมิด รถเอ็มพีวีสีดำพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับลูกธนูที่หลุดจากคันศร มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางอย่างไม่คิดชีวิต
และเป็นไปตามคาด ทันทีที่รถจอดเทียบหน้าทางเข้าคลับ การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำสองคนก็เข้ามาขวางไว้
“ขอประทานโทษครับคุณผู้หญิง ที่นี่เป็นคลับส่วนตัว กรุณาแสดงบัตรสมาชิกด้วยครับ”
การ์ดพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความแข็งกร้าวอย่างชัดเจน
“ฉันมาหาอานันต์!” ดวงตาของพริมดาวแดงก่ำ น้ำเสียงแหบแห้ง
“ไม่ทราบว่าได้นัดไว้หรือเปล่าครับ? ถ้าไม่ได้นัด ทางเราคงอนุญาตให้เข้าไปไม่ได้”
ในขณะที่พริมดาวกำลังจะหมดความอดทนและพร้อมจะพุ่งชนทุกอย่าง ร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากประตูหมุน
เป็น 'ธีรากร' นั่นเอง
เขาชะงักไปเมื่อเห็นพริมดาวที่กำลังยืนประจันหน้ากับการ์ดด้วยสภาพไม่ต่างจากคนที่กำลังจะระเบิดอารมณ์
“คุณพริมดาว?”
ธีรากรโบกมือไล่การ์ดให้ถอยไป ก่อนจะรีบเดินเข้ามาหาพริมดาวแล้วกระซิบถาม “คุณมาหาอานันต์เหรอ?”
พริมดาวไม่มีอารมณ์จะเสวนากับเขาแม้แต่คำเดียว เธอไม่ตอบรับและพุ่งตรงไปที่ลิฟต์ทันที
ธีรากรลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจตามเข้าไปด้วย เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตจนควบคุมไม่อยู่
ประตูลิฟต์ปิดลง บรรยากาศภายในพื้นที่คับแคบ อึดอัด เสียจนแทบหายใจไม่ออก พริมดาวจ้องตัวเลขบอกชั้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ละสายตา
ธีรากรเองก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องราวในอดีตของทั้งคู่มากนัก รู้เพียงแค่ว่าสองคนนี้เคยรักกันปานจะกลืนกิน ก่อนจะจบลงด้วยความบาดหมางที่รุนแรง
เขาลองหยั่งเชิงถาม “เอ่อ… เรื่องวันนั้นน่ะครับ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ ผมตั้งใจจะชวนคุณมาร่วมโปรเจกต์ถ่ายภาพด้วย”
“เขาอยู่ห้องไหน?” พริมดาวถามแทรกขึ้นมา น้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
“ศูนย์ศูนย์หนึ่ง… อุ๊ย! ไม่ใช่ ๆ ผมไม่ได้พูดอะไรนะ!” ธีรากรรีบตะครุบปากตัวเอง เพราะไม่อยากโดนอานันต์เล่นงาน
เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นเมื่อลิฟต์ถึงชั้นเป้าหมาย ประตูเปิดออก
พริมดาวก้าวฉับ ๆ ออกไป แล้วผลักประตูไม้สักบานหนาของห้องวีไอพีเข้าไปอย่างแรง
เสียงเพลงและเสียงพูดคุยจอแจภายในห้องเงียบกริบลงทันทีที่เธอปรากฏตัว
ทุกการเคลื่อนไหวหยุดชะงัก
เหล่าชายหนุ่มในชุดสูทหรูหราที่ดูภูมิฐานและร่ำรวยต่างหันมามองผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญเป็นตาเดียว บางคนแสดงสีหน้าไม่พอใจ บางคนแววตาเป็นประกายเหมือนรอดูเรื่องสนุก และอีกหลายคนส่งสายตาซุบซิบกันอย่างรวดเร็ว คาดเดาว่าผู้หญิงที่สวยสะกดตาแต่แผ่รังสีอำมหิตคนนี้คือใครกันแน่
อานันต์ไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะประธาน
สายตาของพริมดาวกวาดไปทั่วห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมออกไปยังระเบียง
ร่างสูงใหญ่ยืนหันหลังให้เธออยู่ตรงนั้น โดดเดี่ยวอยู่ริมระเบียง ในมือถือแก้ววิสกี้
เขาอยู่นั่น!
ผู้จัดการคลับรีบปรี่เข้ามาทันที ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มขออภัยตามแบบฉบับมืออาชีพ “เอ่อ... คุณผู้หญิงครับ ที่นี่เป็นงานเลี้ยงส่วนตัว เกรงว่าคุณจะเข้าผิดห้อง เชิญทางนี้ครับ”
พูดจบเขาก็ผายมือ พยายามจะกันตัวพริมดาวให้ออกไป
แต่พริมดาวเบี่ยงตัวหลบ แล้วเดินดุ่ม ๆ ตรงไปยังระเบียง
สีหน้าของผู้จัดการเปลี่ยนไป เขากำลังจะเรียกการ์ด แต่ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างตำแหน่งประธานส่งสายตาห้ามไว้ ชายคนนั้นส่ายหน้าเบา ๆ เป็นเชิงบอกว่าอย่ายุ่ง
ผู้จัดการเข้าใจความหมายทันที จึงรีบถอยออกไปเงียบ ๆ แม้เหงื่อเย็นจะเริ่มซึมที่ขมับ
คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ล้วนเป็นพวกเขี้ยวลากดิน เห็นฉากนี้แล้วใครจะดูไม่ออกว่านี่คือเรื่องส่วนตัวของคุณอานันต์
ท่ามกลางสายตาของทุกคน พริมดาวกระชากประตูกระจกเปิดออกแล้วก้าวออกไป
“อานันต์!”
ลมราตรีที่ปะปนด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์พัดกรูเข้ามา เส้นผมของเธอปลิวกระเซิง ดวงตาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม อานันต์ชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเรียก ก่อนค่อย ๆ หันกลับมา
“เธอมาทำอะไร?”
“ลูกฉันอยู่ไหน?” พริมดาวถามเข้าประเด็นทันที “อานันต์ คุณเอาลูกของฉันไปซ่อนไว้ที่ไหน! คืนลูกมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินคำว่า 'ลูกของฉัน' อานันต์ดูเหมือนจะถูกกระตุกต่อมโทสะ เขาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นเหล้าจาง ๆ ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของเขา แผ่กดดันเธอราวกับตาข่ายที่มองไม่เห็น
“ลูกของเธอ?”
เขาโน้มตัวลงมา ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดข้างหูเธอ เน้นย้ำทีละคำอย่างชัดเจน “พริมดาว... นั่นก็ลูกชายของฉันเหมือนกัน”
“บอมกับแทน คือลูกของเรา”
“ไม่!” พริมดาวผลักเขาออกสุดแรงราวกับแตะต้องของร้อน “เด็ก ๆ เป็นลูกของฉันคนเดียว! ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคุณทั้งนั้น อานันต์!”
เพลิงโทสะของอานันต์ถูกจุดติดจนลุกโชน
เขาคว้าข้อมือพริมดาวไว้แน่น “เธออุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน หนีหน้าไปตั้งห้าปี แล้วตอนนี้มาบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกันงั้นเหรอ? พริมดาว... เธอมีหัวใจบ้างหรือเปล่า!”
พริมดาวรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องตลกที่สุดที่เธอเคยได้ยินมาในชีวิต
เธอหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นและเจ็บปวด
“อานันต์... คุณกล้าถามหาหัวใจจากฉันเหรอ?”
“ห้าปีก่อน ตอนที่คุณส่งฉันเข้าคุกอย่างไม่ลังเลเพื่อปกป้องสิรินทร์ ตอนนั้นหัวใจของคุณอยู่ที่ไหน?!”
“ตอนที่ฉันนอนจมกองเลือด อ้อนวอนให้คุณช่วยลูกของเรา ตอนนั้นหัวใจของคุณมันไปอยู่ที่ไหน?!”
“ผู้ชายที่ส่งแม่ของลูกตัวเองลงนรกกับมือ เป็นต้นเหตุให้ลูกเกือบจะตายตั้งแต่อยู่ในท้อง... คุณยังมีหน้ามายืนอยู่ตรงนี้ แล้วบอกว่าพวกเขาเป็นลูกของคุณอีกเหรอ?!”
เธอจ้องมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเด็ดเดี่ยว
“คุณคู่ควรด้วยเหรอ?”
ทุกคำพูดของเธอทำให้อานันต์หน้าซีดลงทีละน้อย แรงที่บีบข้อมือเธอค่อย ๆ คลายลงโดยไม่รู้ตัว
พริมดาวฉวยโอกาสนั้นสะบัดมือออก ถอยหลังเว้นระยะห่าง สายตาที่มองเขาเย็นชาไร้อุณหภูมิ
“ฉันจะถามคุณเป็นครั้งสุดท้าย”
“ลูกของฉัน... คุณจะคืนหรือไม่คืน?”
