บทที่ 11 ตอนที่ 11 ความหวงที่ไร้สถานะ

ตอนที่ 11

ความหวงที่ไร้สถานะ

สามวันหลังจากวันนั้น พิรญาไม่กลับเข้าไปที่บริษัทของรณภัทรอีกเลย เธอส่งงานทุกอย่างผ่านอีเมล ประชุมผ่านวิดีโอคอลเฉพาะเรื่องจำเป็น และหากเอกสารใดต้องเซ็น เธอก็ฝากผู้ช่วยนำไปส่งแทนทั้งหมด เหตุผลที่เธอใช้ตอบทุกคนคือช่วงนี้มีงานหลายโปรเจกต์ซ้อนกัน จึงไม่สะดวกเดินทางไปมา แต่ความจริงแล้ว เธอเพียงไม่อยากเห็นสายตาของเขา ไม่อยากได้ยินเสียงเขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงห่วงใยที่ไม่เคยพาเธอออกจากความลับได้เลย

พิรญานั่งอยู่ในร้านกาแฟเงียบ ๆ ริมถนนช่วงบ่ายแก่ โต๊ะตรงหน้ามีโน้ตบุ๊กเปิดค้างไว้ เอกสารงานวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แต่สายตาของเธอกลับเลื่อนไปหยุดอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งสั่นขึ้นไม่หยุด

ชื่อของรณภัทรปรากฏบนหน้าจออีกครั้ง

เธอมองมันนิ่ง ๆ จนสายตัดไปเอง ก่อนข้อความใหม่จะเด้งขึ้นมาตามหลังเหมือนทุกครั้ง

รณภัทร: วันนี้เธอจะไม่เข้าบริษัทจริง ๆ เหรอ

รณภัทร: ฉันอยากคุยกับเธอ

รณภัทร: อย่าหลบหน้าฉันแบบนี้

พิรญาหลับตาลงช้า ๆ มือที่วางอยู่บนโต๊ะกำเข้าหากันเล็กน้อย เธอไม่ได้อยากหลบหน้าเขา เธออยากวิ่งไปหาเขาเหมือนเดิมด้วยซ้ำ อยากถามว่าเขากินข้าวหรือยัง อยากบอกว่าอย่าทำงานหนัก อยากเป็นคนที่เขาหันมาเห็นเป็นคนแรกในวันที่เหนื่อย แต่ทุกความอยากนั้นถูกประโยคเดียวของเขากั้นไว้

ขอให้เรื่องนี้เป็นความลับก่อนได้ไหม

เพียงนึกถึงมัน หัวใจก็เหมือนถูกบีบซ้ำตรงแผลเดิม

“นั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้ งานหนักหรือหัวใจหนักครับ” เสียงทุ้มอบอุ่นดังขึ้นเหนือศีรษะ ทำให้พิรญาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้นมอง

นทียืนอยู่ข้างโต๊ะพร้อมแก้วกาแฟในมือ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มสุภาพแบบที่ไม่ทำให้คนถูกทักรู้สึกอึดอัด เขาเป็นรุ่นพี่ที่พิรญาเคยสนิทช่วงทำงานโครงการการกุศลเมื่อนานมาแล้ว และพักหลังเขาเพิ่งติดต่อกลับมาชวนเธอร่วมงานอีกครั้ง

“ทั้งสองอย่างมั้งคะ แต่ถ้าบอกว่างานหนักคงดูเป็นมืออาชีพกว่า” พิรญาตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ พยายามซ่อนความเหนื่อยล้าไว้หลังมุกเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยสดใสนัก

“ถ้าอย่างนั้นพี่ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ เผื่อกาแฟกับคนฟังเงียบ ๆ จะช่วยแบ่งเบาน้ำหนักได้บ้าง” นทีถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างขออนุญาต

“ได้ค่ะ พอดีพิรกำลังจะพักสายตาอยู่เหมือนกัน” พิรญาตอบก่อนปิดหน้าจอโน้ตบุ๊กลงครึ่งหนึ่ง เพื่อบอกตัวเองว่าควรหยุดคิดเรื่องงานและเรื่องเขาสักไม่กี่นาที

นทีวางแก้วกาแฟลงแล้วนั่งตรงข้าม เขาไม่ถามทันทีว่าเธอกำลังเจออะไร แต่ปล่อยให้ความเงียบสบาย ๆ ค่อย ๆ คลายความตึงในอกของพิรญา ความเป็นผู้ใหญ่และไม่เร่งรัดของเขาทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ต่างจากความใกล้ชิดกับรณภัทรที่ทั้งอบอุ่นและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

“พี่อ่านเอกสารโครงการที่พิรส่งมาแล้วนะครับ รายละเอียดดีมาก ถ้าพิรสนใจ พี่อยากให้มาช่วยดูฝั่งคอนเทนต์กับการประสานงานหลักให้จริงจังเลย” นทีพูดพลางหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดหน้าเอกสารที่มีโน้ตหลายจุดอย่างตั้งใจ

“พิรไม่แน่ใจว่าจะรับได้เต็มที่หรือเปล่าค่ะ ช่วงนี้ยังมีงานค้างกับหลายบริษัทอยู่” พิรญาตอบตามจริง แม้ในใจลึก ๆ จะอยากมีเหตุผลสักอย่างให้ตัวเองถอยห่างจากรณภัทรมากกว่านี้

“พี่ไม่ได้เร่งครับ ค่อย ๆ ตัดสินใจก็ได้ แต่ถ้าโปรเจกต์นี้ทำให้พิรได้ออกไปเจอคนใหม่ ๆ บรรยากาศใหม่ ๆ บ้าง พี่คิดว่ามันอาจดีต่อใจพิรเหมือนกัน” นทีกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ สายตาของเขามองเธออย่างเข้าใจมากกว่าซักไซ้

พิรญาชะงักเล็กน้อยกับคำว่า ‘ดีต่อใจ’ เพราะพักหลังหัวใจของเธอเหมือนมีแต่สิ่งที่ทำร้ายมากกว่าสิ่งที่เยียวยา เธอก้มมองแก้วโกโก้เย็นตรงหน้า นิ้วเรียวไล้วนอยู่บนขอบแก้วอย่างไม่รู้ตัว

“พี่นทีดูออกขนาดนั้นเลยเหรอคะ ว่าพิรไม่ค่อยดี” พิรญาถามเสียงเบาลง รอยยิ้มบนริมฝีปากเจือความเศร้าชัดขึ้นกว่าเดิม

“คนที่พยายามเข้มแข็งมาก ๆ มักดูออกง่ายกว่าคนร้องไห้เสียงดังอีกครับ” นทีตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกถูกจับผิด แต่เหมือนมีคนมองเห็นความเหนื่อยที่เธอซ่อนไว้อย่างอ่อนโยน

พิรญาเม้มริมฝีปากแน่น เธอเกือบจะพูดอะไรบางอย่างออกไป แต่เสียงโทรศัพท์ที่สั่นขึ้นอีกครั้งทำให้เธอสะดุ้ง ชื่อของรณภัทรปรากฏบนหน้าจอเหมือนเงาที่ตามหลอกหลอนไม่ยอมห่าง

นทีมองเพียงแวบเดียวแล้วเบือนสายตาออกอย่างให้เกียรติ ไม่ถาม ไม่แสดงความอยากรู้ แต่ความเงียบของเขาทำให้พิรญายิ่งตัดสินใจง่ายขึ้น เธอกดปิดเสียงและวางโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะ

“ไม่รับเหรอครับ เผื่อเป็นเรื่องด่วน” นทีถามอย่างสุภาพ แม้จะเห็นสีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นชื่อคนโทรมา

“ถ้าด่วนจริง เขาคงส่งข้อความมาอีกค่ะ” พิรญาตอบเสียงเรียบ แต่แววตากลับสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด

“ถ้าใครทำให้พิรต้องเหนื่อยขนาดนี้ บางทีการเว้นระยะห่างอาจไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ” นทีพูดอย่างระมัดระวัง ไม่ก้าวก่ายเกินไป แต่ก็จริงใจพอจะทำให้คนฟังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยว

“พิรก็กำลังพยายามเว้นระยะอยู่ค่ะ เพียงแต่บางระยะมันไม่ได้ไกลพอจะทำให้หัวใจเลิกเจ็บ” พิรญากล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตาทอดมองออกไปนอกกระจกร้านเหมือนไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอในนั้น

ขณะเดียวกัน รถสีดำคันหรูจอดเทียบริมถนนฝั่งตรงข้ามร้านกาแฟ กระจกหลังค่อย ๆ ลดลงเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาคมของรณภัทรที่มองเข้ามาในร้านอย่างนิ่งงัน

เขาตั้งใจจะมาหาพิรญาหลังจากเธอไม่รับสายทั้งวัน เขารู้จากเอกสารนัดหมายว่าเธอมาคุยงานกับนที แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ความคิดทั้งหมดในหัวหยุดชะงัก

พิรญากำลังนั่งตรงข้ามผู้ชายคนหนึ่ง เธอยิ้มให้เขา แม้จะเป็นรอยยิ้มบางและเศร้า แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่รณภัทรไม่ได้รับมาหลายวันแล้ว ยิ่งเห็นนทียื่นทิชชูให้เธอเมื่อเธอก้มหน้าลงเล็กน้อย มือของรณภัทรก็ยิ่งกำแน่นจนเส้นเลือดขึ้นที่หลังมือความหึงพุ่งขึ้นมาเร็วและรุนแรงจนเขาแทบควบคุมไม่อยู่ เขาไม่มีสิทธิ์โกรธ เขารู้ดีแต่การรู้กับการทนได้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

รณภัทรเปิดประตูรถลงไปทันที ก่อนก้าวข้ามถนนด้วยสีหน้าเย็นจัด คนขับรถรีบจะตามลงมา แต่เขายกมือห้ามโดยไม่หันกลับไปมอง สายตาคมยังจับอยู่ที่พิรญาเพียงคนเดียว เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเมื่อประตูถูกผลักเปิด พิรญาเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ และหัวใจของเธอก็หล่นวูบเมื่อเห็นรณภัทรยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าของเขานิ่งมาก แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยพายุที่กำลังปะทุ

“รณภัทร...” พิรญาเอ่ยชื่อเขาเบา ๆ อย่างเผลอตัว ก่อนรีบตั้งสติและขยับตัวตรงขึ้น

“เธอไม่รับสายฉัน เพราะนั่งอยู่กับเขาอย่างนั้นเหรอ” รณภัทรถามเสียงต่ำ แต่ทุกคำมีแรงกดดันจนคนรอบโต๊ะใกล้ ๆ เริ่มหันมามอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป