บทที่ 7 ตอนที่ 7 ความลับที่เริ่มกัดกินหัวใจ

ตอนที่ 7

ความลับที่เริ่มกัดกินหัวใจ

เสียงฝนตกพรำ ๆ นอกหน้าต่างทำให้เช้าวันใหม่ดูหม่นกว่าที่ควรเป็น พิรญานั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในห้องของตัวเองมานานเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่ได้แตะเครื่องสำอางเลยสักชิ้น ดวงตาคู่สวยมีรอยบวมจาง ๆ จากการร้องไห้ในลิฟต์เมื่อคืน และแม้เธอจะล้างหน้าซ้ำหลายครั้ง ร่องรอยของความเจ็บปวดก็ยังคงซ่อนอยู่ในแววตาอย่างปิดไม่มิด

โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้นอีกครั้ง เป็นสายจากรณภัทร สายที่สิบสามนับตั้งแต่เธอกลับมาถึงห้องเมื่อคืน พิรญามองชื่อของเขาบนหน้าจอด้วยหัวใจที่หน่วงหนัก เธอเคยรับสายเขาเสมอ ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน เหนื่อยเพียงใด หรือกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม แต่หลังจากประโยคที่เขาขอให้เธอเป็นความลับ เธอกลับรู้สึกว่าการรับสายเขาทันทีเหมือนเป็นการยอมรับตำแหน่งที่เขามอบให้อย่างไร้ศักดิ์ศรี

เธอปล่อยให้โทรศัพท์สั่นจนหยุดไปเอง แล้วก้มลงหยิบลิปสติกสีอ่อนขึ้นมาแตะริมฝีปากอย่างช้า ๆ วันนี้เธอต้องออกไปพบลูกค้าร่วมกับบริษัทของรณภัทร เพราะโปรเจกต์ที่เธอรับผิดชอบยังไม่จบ เธอไม่มีสิทธิ์หนีงานเพียงเพราะหัวใจแตกสลายเสียงข้อความดังขึ้นแทนการโทร พิรญาวางลิปสติกลงและเหลือบมองหน้าจอ

รณภัทร: กินข้าวหรือยัง

รณภัทร: เมื่อคืนเธอกลับถึงห้องปลอดภัยใช่ไหม

รณภัทร: อย่าเงียบใส่ฉันแบบนี้ พิรญา

รณภัทร: วันนี้ฉันจะไปรับ

พิรญาหลับตาลงช้า ๆ ความอ่อนโยนที่เขาส่งมาหลังจากทำร้ายเธอมันเจ็บกว่าการหายไปเสียอีก เขาทำเหมือนห่วงใย ทำเหมือนเธอสำคัญ แต่ทั้งหมดนั้นต้องเกิดขึ้นหลังประตูที่ปิดสนิท ต้องอยู่ในข้อความส่วนตัว ต้องไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังอ่อนโยนกับเธอมากกว่าเพื่อน

เธอพิมพ์ตอบกลับไปเพียงสั้น ๆ ทั้งที่ในใจมีคำพูดมากมายจวนเจียนจะทะลักออกมา

พิรญา: ไม่ต้องมารับค่ะ เจอกันที่บริษัท

หลังส่งข้อความ เธอวางโทรศัพท์คว่ำลงทันที ราวกับกลัวว่าถ้าเห็นเขาตอบกลับมา เธอจะใจอ่อนอีกครั้ง

ช่วงสาย พิรญามาถึงบริษัทของรณภัทรก่อนเวลาประชุมสิบห้านาที เธอสวมชุดทำงานสีฟ้าอ่อนเรียบสุภาพ รวบผมไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ใบหน้าแต่งแต้มบางเบาเพื่อกลบร่องรอยความอ่อนล้า หากใครมองเผิน ๆ คงเห็นเพียงหญิงสาวมืออาชีพที่พร้อมทำงานเต็มที่ ไม่มีใครรู้เลยว่าข้างในของเธอกำลังเปราะบางจนแทบแตกเพียงแค่มีใครแตะเบา ๆ

ทันทีที่เธอก้าวเข้าไปในห้องประชุม รณภัทรซึ่งยืนคุยกับทีมงานอยู่ริมหน้าต่างก็หันมามอง ราวกับเขารอเสียงฝีเท้าของเธออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคมหยุดอยู่บนใบหน้าเธอนานกว่าปกติ เขามองเห็นความซีดจางใต้ดวงตา มองเห็นรอยฝืนยิ้มที่เธอใช้ปิดบังทุกอย่าง และสีหน้าของเขาก็ขรึมลงทันที

“เธอไม่ตอบข้อความฉันอีกแล้ว” รณภัทรเดินเข้ามาหาเมื่อคนอื่นยังจัดเอกสารอยู่ น้ำเสียงของเขาเบาพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน แต่ความกังวลในแววตาชัดเจนกว่าที่เขาคิด

“ฉันเห็นแล้วค่ะ แต่กำลังเดินทางอยู่ เลยไม่สะดวกตอบ” พิรญาตอบอย่างสุภาพ พลางวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะและหลบสายตาเขาอย่างแนบเนียน

“เธอโกหกฉันไม่เก่งเลย เมื่อก่อนต่อให้ยุ่งแค่ไหน เธอก็จะตอบฉันอย่างน้อยหนึ่งคำ” รณภัทรกล่าวเสียงต่ำ ดวงตาคมจับอยู่ที่ใบหน้าของเธอเหมือนต้องการค้นให้เจอว่าเธอเจ็บแค่ไหน

“เมื่อก่อนกับตอนนี้อาจไม่เหมือนกันแล้วก็ได้ค่ะ” พิรญาพูดเรียบ ๆ แล้วเปิดแฟ้มเอกสารเพื่อทำทีตรวจงาน ทั้งที่ตัวอักษรบนกระดาษพร่าเลือนไปหมดในสายตา

รณภัทรนิ่งไปกับคำตอบนั้น มือของเขาขยับเหมือนจะคว้าข้อมือเธอเหมือนทุกครั้ง แต่เมื่อพนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เขาก็ชะงักและลดมือลง พิรญาเห็นการกระทำนั้นชัดเจน หัวใจที่เพิ่งเย็นชาขึ้นได้เล็กน้อยพลันเจ็บแปลบอีกครั้งแม้แต่การจับมือเธอ เขายังต้องระวังสายตาคนอื่น

“คุณรณภัทรคะ เอกสารชุดนี้ต้องให้คุณพิรญาเซ็นตรงไหนบ้างคะ” พนักงานสาวถามขึ้นด้วยท่าทางสุภาพ ขณะยื่นแฟ้มมาให้เขา

“หน้าสุดท้ายสองจุด แล้วส่งกลับฝ่ายกฎหมายก่อนบ่าย” รณภัทรตอบเสียงเรียบ กลับไปเป็นผู้บริหารเย็นชาได้ภายในชั่วพริบตา

พิรญาก้มลงเซ็นเอกสารตามที่เขาบอก เธอพยายามทำงานให้ดีที่สุด พยายามฟังการประชุม พยายามตอบคำถามลูกค้าอย่างมืออาชีพ แต่ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องประชุม เธอรับรู้ถึงสายตาของรณภัทรที่มองมาเป็นระยะ ๆ เสมอ สายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง ความรู้สึกผิด และความอึดอัดที่ไม่อาจพูดออกมาต่อหน้าทุกคน

หลังประชุมเสร็จ รณภัทรสั่งให้ทีมงานออกไปก่อน เหลือเพียงเขากับพิรญาในห้องประชุมกว้างที่เงียบลงทันทีหลังประตูปิดสนิท พิรญารีบเก็บเอกสารใส่แฟ้ม เพราะไม่อยากอยู่กับเขาในที่ปิดลำพังนานเกินไป เธอกลัวความทรงจำจากเมื่อคืนจะกลับมาทำให้เธออ่อนแออีก

“กินข้าวหรือยัง” รณภัทรถามขึ้นขณะเดินอ้อมโต๊ะมาหาเธอ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงจากตอนประชุมอย่างเห็นได้ชัด

“ยังค่ะ เดี๋ยวฉันค่อยหาอะไรกินเอง” พิรญาตอบโดยไม่เงยหน้า มือยังคงจัดเอกสารให้เข้าที่อย่างตั้งใจเกินจำเป็น

“ฉันสั่งโจ๊กกับน้ำขิงไว้ให้แล้ว เธอไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าใช่ไหม” รณภัทรพูดเหมือนรู้ทุกอย่างดีเกินไป ก่อนหยิบถุงกระดาษที่วางอยู่มุมโต๊ะเลื่อนมาให้เธอ

พิรญามองถุงนั้นนิ่ง ๆ กลิ่นอาหารอุ่น ๆ ลอยขึ้นมาเบา ๆ เป็นเมนูที่เธอมักกินเวลานอนไม่พอหรือปวดท้อง รณภัทรจำได้เสมอว่าเธอชอบอะไร แพ้อะไร กลัวอะไร และต้องการอะไรในวันที่อ่อนแอ สิ่งเหล่านี้เคยทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ แต่ตอนนี้มันกลับทำให้เธอเจ็บ เพราะความใส่ใจทั้งหมดนั้นยังไม่มีชื่อเรียก

“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันไม่หิว” พิรญาพูดพร้อมฝืนยิ้มบาง ๆ แล้วดันถุงอาหารกลับไปเล็กน้อย

“อย่าดื้อกับฉันได้ไหม เธอหน้าซีดจนปิดไม่มิดแล้ว” รณภัทรกล่าวอย่างอดทนไม่ไหว น้ำเสียงเข้มขึ้นด้วยความเป็นห่วงมากกว่าความไม่พอใจ

“ถ้าฉันหน้าซีด ก็อาจเป็นเพราะเมื่อคืนฉันนอนไม่พอ ไม่ได้เกี่ยวกับข้าวเช้าหรอกค่ะ” พิรญาตอบเรียบ ๆ แต่คำว่าเมื่อคืนทำให้อากาศระหว่างทั้งคู่หยุดนิ่งไปทันที

รณภัทรมองเธอด้วยสายตาหนักอึ้ง ความทรงจำของคืนที่ผ่านมาแล่นกลับมาในหัวพร้อมความรู้สึกผิดที่กดทับหัวใจ เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกก้าว แต่พิรญากลับถอยหลังอย่างรวดเร็ว การถอยเล็ก ๆ นั้นทำให้เขาเจ็บลึกอย่างที่ไม่ทันตั้งตัว

“เธอกลัวฉันเหรอ” รณภัทรถามเสียงต่ำ แววตาคมหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

“ฉันไม่ได้กลัวคุณค่ะ ฉันแค่ไม่อยากให้ใครมาเห็นแล้วเข้าใจผิด” พิรญาตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพเกินไป สุภาพจนเหมือนกำแพงที่สร้างขึ้นใหม่ระหว่างพวกเขา

“เข้าใจผิดอะไร ในเมื่อห้องนี้มีแค่เรา” รณภัทรถามกลับอย่างอัดอั้น ความห่างเหินของเธอทำให้เขาเริ่มเสียความเยือกเย็น

“วันนี้มีแค่เรา แล้ววันอื่นล่ะคะ คุณจะให้ฉันทำตัวแบบไหนต่อหน้าคนอื่นหลังจากเมื่อคืน” พิรญาถามขึ้นช้า ๆ ก่อนเงยหน้าสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมา

“ให้ยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้เรียกคุณว่าเพื่อนสนิทเหมือนเดิม ให้มองคุณยืนข้างผู้หญิงที่ครอบครัวเลือกให้ แล้วทำเหมือนหัวใจฉันไม่ได้เป็นของคุณไปแล้วอย่างนั้นเหรอคะ”

รณภัทรนิ่งงันไปทั้งตัว คำว่า ‘หัวใจฉันเป็นของคุณไปแล้ว’ เหมือนดึงลมหายใจของเขาออกไปจนหมด เขามองพิรญาในวินาทีนั้น เห็นทั้งความรัก ความเจ็บ และความพยายามที่จะไม่ร้องไห้ในดวงตาคู่เดิมที่เคยยิ้มให้เขาเสมอ

“พิรญา ฉันไม่ได้อยากให้เธอเจ็บแบบนี้” รณภัทรพูดเสียงแหบลง มือใหญ่กำแน่นข้างลำตัวเหมือนกำลังห้ามตัวเองไม่ให้ดึงเธอเข้ามากอด

“แต่คุณก็เลือกให้ฉันเจ็บแบบนี้แล้วค่ะ ตั้งแต่วินาทีที่คุณบอกให้เรื่องของเราเป็นความลับ” พิรญาพูดด้วยน้ำเสียงเบาจนน่าปวดใจ ก่อนก้มลงหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นแนบอกเหมือนใช้มันเป็นเกราะกำบัง

“ฉันขอเวลา ไม่ใช่ขอให้เธอไม่มีค่า” รณภัทรก้าวเข้ามาใกล้อีกครั้ง ดวงตาคมเต็มไปด้วยความเจ็บที่เริ่มปิดไม่อยู่

“สำหรับคนที่ต้องถูกซ่อน มันไม่ต่างกันมากหรอกค่ะ” พิรญาตอบพลางถอยไปจนแผ่นหลังเกือบชิดโต๊ะประชุม

ความเงียบก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่ รณภัทรมองเธอเหมือนอยากพูดคำว่ารักออกมา แต่มีบางอย่างรั้งเขาไว้เหมือนโซ่ที่มองไม่เห็น พิรญารออยู่ชั่วขณะ รอด้วยความหวังโง่ ๆ ว่าเขาอาจพูดบางอย่างที่ต่างออกไปจากเดิม แต่สุดท้ายเขากลับเงียบ และความเงียบนั้นก็เป็นคำตอบที่ทำให้เธอเข้าใจทุกอย่างชัดเจนขึ้น

“ฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ” พิรญาพูดในที่สุด น้ำเสียงของเธอเรียบจนรณภัทรรู้สึกเหมือนกำลังถูกผลักออกไปทีละนิ้ว

“อย่าเพิ่งไป” รณภัทรพูดพร้อมเอื้อมมือมาจับข้อมือเธอไว้ คราวนี้เขาไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ แม้จะรู้ว่าเธอกำลังต่อต้าน

พิรญาก้มมองมือของเขาบนข้อมือตัวเอง ความอบอุ่นคุ้นเคยทำให้หัวใจเธอเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก เธอไม่ได้สะบัดออกทันที แต่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เหนื่อยล้า

“คุณจับฉันไว้ได้แค่ตอนที่ไม่มีใครเห็นใช่ไหมคะ” พิรญาถามเสียงเบา แต่ทุกคำคมกริบจนรณภัทรสะอึก

รณภัทรค่อย ๆ คลายมือออก สีหน้าของเขาเจ็บปวดอย่างชัดเจน พิรญาไม่ได้ยิ้มสะใจ ไม่ได้รู้สึกชนะ มีเพียงความเจ็บที่ยิ่งลึกขึ้นเมื่อเห็นว่าแม้เขาจะเจ็บ แต่เขาก็ยังเลือกปล่อยมือเธอเมื่อคำถามนั้นชี้ให้เห็นความจริง

ก่อนที่พิรญาจะเดินออกไป เสียงโทรศัพท์ของรณภัทรก็ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดู และชื่อบนหน้าจอทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งหนาวเหน็บกว่าเดิม ชญาดา

พิรญาเห็นชื่อนั้นเพราะหน้าจอหันมาทางเธอพอดี หัวใจที่เพิ่งแตกไปแล้วเหมือนถูกย้ำซ้ำ เธอก้มหน้าลงทันที ทำทีเหมือนไม่สนใจ แต่ปลายนิ้วที่กำแฟ้มแน่นขึ้นกลับบอกทุกอย่าง

รณภัทรมองหน้าจอแล้วเงยหน้ามองพิรญา เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกดรับสาย เพราะรู้ว่าหากไม่รับ ชญาดาอาจโทรเข้าเครื่องผู้ช่วยหรือสร้างเรื่องวุ่นวายกว่าเดิม

“ครับ” รณภัทรรับสายด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม แต่สายตายังอยู่ที่พิรญาเหมือนพยายามบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีความหมายอย่างที่เธอคิด เสียงหวานของชญาดาดังลอดออกมาเบา ๆ แม้ไม่ชัดทุกคำ แต่พิรญายังได้ยินบางประโยคที่บาดลึกเหลือเกิน

“คุณสะดวกไปดูแหวนกับดาบ่ายนี้ไหมคะ คุณแม่คุณบอกว่าอยากให้เลือกไว้ก่อน เผื่องานหน้าจะได้ไม่ฉุกละหุก”คำว่าแหวนทำให้พิรญาชาวาบไปทั้งตัว เธอสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ เหมือนกลัวว่าหากหายใจแรงกว่านี้ หัวใจที่เปราะบางอยู่แล้วจะแตกออกมาต่อหน้าเขา

“ผมยังไม่ว่าง” รณภัทรตอบเสียงเข้มขึ้นทันที คิ้วขมวดแน่นอย่างไม่พอใจ “แล้วเรื่องแหวนก็ไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะผมยังไม่ได้ตกลงอะไรทั้งนั้น”

พิรญาได้ยินคำปฏิเสธนั้นชัดเจน แต่แทนที่จะโล่งใจ เธอกลับรู้สึกเจ็บกว่าเดิม เพราะต่อให้เขาปฏิเสธในสายอย่างไร โลกภายนอกก็ยังเห็นชญาดาเป็นผู้หญิงที่มีสิทธิ์คุยเรื่องแหวนกับเขา ในขณะที่เธอเป็นผู้หญิงที่ต้องยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ในมุมมืด

“ไว้ค่อยคุยกันครับ ผมประชุมอยู่” รณภัทรตัดบทอย่างรวดเร็ว ก่อนกดวางสายโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป