บทที่ 2 ศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำ

เช้าวันประชุม

ชาลินีแต่งกายด้วยชุดสูทสีครีมเรียบหรู รวบผมเป็นหางม้าต่ำอย่างเรียบร้อย ก่อนเดินเข้าออฟฟิศพร้อมรอยยิ้มจางๆ

“สวัสดีค่ะ” เธอเอ่ยทักทายเพื่อนร่วมงานเช่นเดียวกับทุกวัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงเสียงตอบรับแผ่วเบา บางคนเพียงพยักหน้า บางคนรีบก้มหน้าหันกลับไปทำงานราวกับไม่อยากสบตา ชาลินีชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มบางๆ ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น คงเพราะวันนี้เป็นวันประชุมใหญ่ของบริษัท...ทุกคนเลยดูเคร่งเครียดกว่าปกติ เธอไม่ได้คิดอะไรมากนัก ก่อนจะรวบรวมเอกสารทั้งหมดแล้วเดินตรงไปยังห้องประชุม

...

การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น ชาลินีอธิบายรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสอย่างเป็นลำดับ น้ำเสียงมั่นคงและชัดเจน ทุกคำตอบของเธอมีข้อมูลรองรับ ทุกตัวเลขผ่านการตรวจสอบซ้ำแล้วหลายรอบ เมื่อการนำเสนอสิ้นสุดลง ห้องประชุมก็เงียบลงครู่หนึ่ง กรรมการบริษัทหลายคนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

ชายวัยกลางคนที่นั่งหัวโต๊ะเลื่อนสายตาจากรายงานขึ้นมามองผู้จัดการฝ่าย ก่อนจะเอ่ยถาม

“ข้อมูลชุดนี้...ใครเป็นคนจัดทำ”

“คุณชาลินีครับ” ผู้จัดการตอบพร้อมหันมามองเธอ สายตาของทุกคนในห้องประชุมจึงหันมาหยุดอยู่ที่หญิงสาวพร้อมกัน

กรรมการผู้จัดการยิ้มบางๆ ก่อนจะกล่าวชมเชยถึงเจ้าของผลงาน “ทำได้ดีมากครับ”

เพียงประโยคสั้นๆ กลับทำให้หัวใจของชาลินีเต้นแรง เธอรู้สึกดีทุกครั้งที่ความพยายามของเธอเป็นผล หญิงสาวยกมือไหว้พร้อมกล่าวขอบคุณเบาๆ

“ขอบพระคุณค่ะ”

แม้จะพยายามเก็บอาการไว้เพียงใด แต่รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากก็ยังเผยออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ คำชมจากผู้บริหารที่เธอได้รับเมื่อครู่นี้ ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักมาตลอดหลายสัปดาห์ดูเหมือนจะคุ้มค่าขึ้นมาในทันที

ชาลินีไม่รู้เลยว่า...รอยยิ้มเพียงเสี้ยววินาทีนั้น จะเป็นครั้งสุดท้ายในรอบหลายเดือนที่เธอสามารถยิ้มให้กับเรื่องงานได้อย่างเต็มใจ

เพราะทันทีที่การประชุมสิ้นสุดลง และพนักงานทั้งหลายเริ่มทยอยกลับเข้ามาประจำโต๊ะ เสียงรองเท้าส้นสูงกระแทกลงบนพื้นหินอ่อนก็ดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จากทางหน้าสำนักงาน

ตึก...ตึก...ตึก...

หญิงวัยกลางคนในชุดแบรนด์เนมราคาแพงผลักประตูกระจกเข้ามาอย่างแรง ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตกลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ดวงตากวาดมองไปรอบชั้นสำนักงานราวกับกำลังตามหาใครบางคน ก่อนเสียงตวาดจะดังขึ้นจนทุกคนชะงัก

“ชาลินีอยู่ไหน!”

ชาลินีขมวดคิ้วอย่างงุนงง ก่อนจะเดินออกมาจากโต๊ะทำงาน

“ดิฉันเองค่ะ”

เพียะ! ฝ่ามือหนักๆ ฟาดลงบนใบหน้าของเธอเต็มแรงก่อนที่หญิงสาวจะกล่าวทักทายจบเสียอีก แรงตบทำให้ร่างบางเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว แก้มซ้ายร้อนผ่าวจนชาไปทั้งใบหน้า ทั่วทั้งออฟฟิศตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นกลางบริษัท

“ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ!” หญิงคนนั้นชี้หน้าชาลินีด้วยมือที่สั่นเทา “แกแอบเป็นเมียน้อยผัวฉัน ยังกล้าทำเป็นไม่รู้เรื่องอีก!”

ชาลินีเบิกตากว้าง

“เมียน้อย...?”

“คุณคงเข้าใจอะไรผิดนะคะ ดิฉันไม่เคยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับผู้จัดการเลย”

“โกหก!” หญิงคนนั้นหยิบกระดาษใบเล็กๆ ขึ้นมา ก่อนเปิดภาพหนึ่งแล้วเหวี่ยงมาตรงหน้าเธอ

ในภาพ...ผู้จัดการกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของชาลินี โน้มตัวลงดูเอกสารในมือเธอ หากมองเพียงผิวเผิน ภาพนั้นดูราวกับทั้งคู่กำลังยืนใกล้ชิดกันเกินกว่าหัวหน้ากับลูกน้อง ชาลินีรีบอธิบายทันที

“วันนั้นรายงานมีปัญหาค่ะ ผู้จัดการแค่มาตรวจตัวเลข เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นต้องใช้ประชุม ไม่มีอะไรเกินเลยจริงๆ”

“คิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ!” หญิงคนนั้นหัวเราะอย่างเยาะเย้ย ก่อนรูปภาพอีกหลายใบขึ้นมาคราวนี้เป็นภาพผู้จัดการกำลังเดินเคียงข้างผู้หญิงคนหนึ่ง

อีกภาพ...กำลังเปิดประตูรถให้

อีกภาพ...ทั้งคู่กำลังนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน แต่ผู้หญิงในภาพทุกภาพหันหลังให้กล้อง มองไม่เห็นใบหน้าเลยแม้แต่น้อย

ชาลินีขมวดคิ้วก่อนจะรีบอธิบายไปทันที “ผู้หญิงในรูปพวกนี้ไม่ใช่ดิฉันค่ะ”

“ตอแหล!” หญิงคนนั้นตะคอกเสียงดัง “หลักฐานอยู่ตรงหน้า ยังจะกล้าโกหกอีก!”

ชาลินีกำลังจะอธิบายอีกครั้ง แต่กลับมีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง

“เธอไม่รู้จริงๆ เหรอ...ชาลินี”

หญิงสาวหันไปมอง เป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมงานที่ทำงานอยู่แผนกเดียวกัน อีกฝ่ายกอดอก ยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังหวังดี

“พักนี้ชื่อเสียงของเธอไม่ค่อยดีเท่าไรนะ เขาลือกันทั้งบริษัทว่า...เธอรู้จักผู้จัดการมาก่อนเข้าทำงาน แล้วพอเข้ามาได้ไม่กี่ปี ก็เลื่อนเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยมั้ง” คำพูดนั้นทำให้ชาลินีเหมือนถูกฟ้าผ่า

“ไม่จริงค่ะ” เธอส่ายหน้าทันที "ฉันไม่เคยรู้จักผู้จัดการมาก่อนเลย การเข้าทำงานของฉันผ่านขั้นตอนการคัดเลือกทุกอย่าง สามารถตรวจสอบได้” แต่คำอธิบายของเธอ...กลับไม่มีใครตั้งใจฟัง

เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นรอบออฟฟิศ

“ฉันก็เคยสงสัยเหมือนกัน”

“ถึงว่าเลื่อนตำแหน่งเร็ว...”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ขณะที่น้ำตาค่อยๆ เอ่อคลอ ‘ใจเย็นก่อนนะชา...เธอไม่ได้ทำอะไรผิด’ เธอหลับตาเพียงครู่เดียว ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง ความจริงก็คือความจริง หากผู้จัดการออกมาอธิบายทุกอย่างก็คงจบ ชาลินีจึงหันไปมองชายที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

“ผู้จัดการคะ...” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงหนักแน่น

“ช่วยอธิบายให้คุณผู้หญิงฟังด้วยค่ะ ว่าผู้หญิงในรูปที่อยู่ในออฟฟิศ คือ ฉันจริง แต่เป็นเพียงตอนที่คุณมาตรวจรายงานเท่านั้น ส่วนรูปอื่น ไม่ใช่ฉันเลย”

สายตาของทุกคนพร้อมใจกันหันไปยังผู้จัดการ บรรยากาศทั้งชั้นเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศ

ชายวัยกลางคนเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าเคร่งเครียด เขามองภรรยาที่กำลังร้องไห้ ก่อนจะหลุบตาลงราวกับกำลังชั่งใจ ชั่วอึดใจ...เขาเดินเข้าไปหาภรรยา ก่อนจับแขนเธอไว้เบาๆ

“ผมขอโทษนะที่รัก ส่วนชาลินี ตอนนี้คุณอย่าเพิ่งพูดอะไร ผมขอเคลียร์กับภรรยาผมเอง”

ในวินาทีนั้นเอง เธอเพิ่งได้รู้ว่า...บางครั้งสิ่งที่ทำร้ายคนเราได้มากที่สุด ไม่ใช่คำกล่าวหาจากคนอื่น แต่คือการที่คนซึ่งสามารถพูดความจริงให้เธอได้...กลับเลือกที่จะเงียบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป