บทที่ 5 เรื่องที่ 2 หมอภีมแสนชัง บทที่ 1

บ้านใหญ่ของนายภีรศักดิ์ตั้งตระหง่านกลางกรุงเทพฯ เขาคือเศรษฐีวัยหกสิบต้นๆ ผู้กุมอำนาจในวงการธุรกิจ

เขาได้แต่งงานใหม่กับน้ำผึ้ง สาวสวยวัยยี่สิบห้าที่ใครๆ ก็รู้ว่าเธอทะเยอทะยานแค่ไหน

การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องรักใคร่ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนฐานะมั่นคงแลกกับความสาวสดใส

วันแต่งงานผ่านไปอย่างหรูหรา ท่ามกลางสายตาอิจฉาและคำซุบซิบ

ภีรศักดิ์ยืนยิ้มกว้างขณะที่น้ำผึ้งก้มหน้ารับช่อดอกไม้ ดูสง่างามในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์

เธอไม่ใช่แค่เมียใหม่ แต่ยังพาน้องสาวตัวเองมาด้วย น้ำหนึ่ง เด็กสาววัยสิบเก้าที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย หน้าตาใสซื่อ ขี้อายแต่หัวแข็ง

น้ำหนึ่งถูกบังคับให้ย้ายตามพี่สาวมาอยู่ในบ้านใหญ่หลังนี้ โดยไม่มีทางเลือกอื่น

“ยินดีต้อนรับเข้าสู่บ้านนะจ๊ะ น้ำหนึ่ง” น้ำผึ้งพูดเสียงหวาน ขณะยืนข้างสามีใหม่ที่กำลังจับมือเธอแน่น “ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา จากนี้ไปเธอไม่ต้องลำบากอีกแล้ว”

น้ำหนึ่งยิ้มฝืนๆ พยักหน้า เธอรู้ดีว่าพี่สาวทำเพื่อฐานะ แต่การถูกพามาอยู่ที่นี่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนผู้บุกรุก

บ้านหลังนี้กว้างใหญ่เกินไป ห้องหับหรูหราเกินตัวเธอที่เติบโตมาในครอบครัวธรรมดา

เธอมองไปรอบๆ เห็นสวนกว้าง สระว่ายน้ำ และห้องสมุด แต่สิ่งที่ทำให้เธออึดอัดที่สุดคือสายตาของเขา

ภีม ลูกชายคนโตของภีรศักดิ์

ภีมยืนห่างออกไปไกลพอที่จะไม่ได้กลิ่นพวกต้มตุ๋น เขายืนกอดอก ใบหน้าหล่อเหลาสุขุมเย็นชา

เขาเฝ้ามองเมียใหม่พ่ออายุน้อยกว่าเขาถึงเจ็ดปี ตัวเขาเป็นหมอศัลยแพทย์ชื่อดังในโรงพยาบาลเอกชน

ภายนอกดูสุภาพเรียบร้อย แต่ภายในดุร้ายราวสัตว์ป่า เขาเกลียดการถูกช่วงชิงมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพ่อแต่งงานใหม่กับผู้หญิงอายุไล่เลี่ยลูกตัวเอง และยิ่งเกลียดหนักเมื่อน้ำผึ้งพาน้องสาวมาอยู่ด้วย

พวกเกาะกินสมบัติ

“ยินดีด้วยครับ พ่อ” ภีมพูดเสียงเรียบ แต่สายตาที่มองน้ำผึ้งและน้ำหนึ่งเต็มไปด้วยความดูถูก “บ้านเรายิ่งคึกคักขึ้นอีก”

ภีรศักดิ์หัวเราะดัง ตบไหล่ลูกชาย “ใช่สิ ภีม จากนี้ไปลูกต้องช่วยดูแลน้อง ๆ นะ”

ภีมยิ้มเย็น ในใจเขาคิดว่าพวกเธอก็แค่ปรสิต สองพี่น้องที่ไต่เต้าขึ้นมาโดยใช้เสน่ห์แลกฐานะ แต่ตอนนี้พวกเธอย้ายเข้ามาแล้ว

ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนน้อง เขาเฝ้ามองก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น

“น้องจะอยู่ชั้นล่าง คงไม่เกะกะคุณภีมนะคะ” เสียงหวานของน้ำผึ้งทำให้เขาสะอิดสะเอียนแต่ปากคลี่ยิ้ม

“ไม่เลย ผมจะพาไปดูห้องเอง” เขาอาสาเดินนำหน้า น้ำหนึ่งจึงจำใจเดินตาม

“เธอคิดจะอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ” เสียงเขาเย็นชา ดังขึ้นทันทีเมื่อเดินออกห่าง

“ฉัน... พี่น้ำผึ้งพาฉันมา ฉันไม่ได้อยาก...”

“ไม่ได้อยากแต่ก็มา” เขาขัดคำ พยักหน้าอย่างเหยียดหยาม “ก็ดี อย่างน้อยเธอก็ซื่อตรงกว่าพี่สาวเธอหน่อย แต่จำไว้ บ้านนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างเธอ ถ้าจะอยู่ ก็อย่าทำตัวเป็นภาระ”

น้ำหนึ่งกำหมัดแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความโกรธและอับอาย แต่เธอไม่โต้ตอบ แค่ก้มหน้าขนของเข้าไปในห้องหลังจากที่เขาชี้นิ้วไปยังห้องเล็กด้านหลังก่อนจะเดินหายไป

วันต่อ ๆ มา ภีมไม่เคยพลาดโอกาสกดขี่เธอ ทุกครั้งที่เจอในห้องกินข้าว เขาจะมองเธอด้วยสายตาดูถูก พูดค่อนขอด

“กินให้อิ่มนะ น้ำหนึ่ง” เขาพูดเสียงประชด “เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เลี้ยงดู”

น้ำหนึ่งกลืนน้ำลาย ก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ เธอรู้สึกเหมือนตัวประหลาดในบ้านหลังนี้

แต่เธอเข้มแข็ง พยายามรักษาศักดิ์ศรีโดยไม่ให้ใครเห็นน้ำตา เธอไปมหาวิทยาลัยทุกวัน เรียนหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่แค่เกาะกินอย่างที่เขาหาว่า

ครั้งหนึ่ง ในครัวตอนเช้า น้ำหนึ่งกำลังชงกาแฟให้ตัวเอง ภีมเดินเข้ามา ยืนใกล้จนเธอรู้สึกถึงกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นโรงพยาบาล

“เธอคิดจะทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้เหรอ” เขากระซิบใกล้หู เสียงทุ้มต่ำทำให้เธอขนลุก “แต่เธอไม่ใช่หรอก แค่คนที่พี่สาวลากมาด้วย”

น้ำหนึ่งหันมองเขา สายตาแข็งกร้าว “ฉันไม่ได้อยากอยู่ แต่ฉันจะไม่ยอมให้คุณมาดูถูกแบบนี้”

ภีมยิ้มมุมปาก ยกมือขึ้นแตะแก้มเธอเบาๆ แต่แรงกดนั้นเต็มไปด้วยการข่มขู่

“ดี อย่างน้อยเธอก็ยังรู้จักโต้แย้ง แต่จำไว้ ถ้าเธอทำตัวไม่ดี ฉันจะทำให้เธออยากออกไปเอง”

เธอสะบัดมือเขาออก เดินหนีไปด้วยหัวใจเต้นระรัว ความกลัวผสมความโกรธทำให้เธอสั่น แต่เธอไม่ยอมแพ้ เธอจะอยู่ที่นี่ให้ได้ โดยไม่เสียศักดิ์ศรี

วันเวลาผ่านไป น้ำหนึ่งพยายามหลีกเลี่ยงภีม แต่บ้านใหญ่หลังนี้เหมือนกับดัก

เขาเจอเธอทุกที่ ในสวน ในห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่ทางเดินยามค่ำคืน ทุกครั้งเขาจะพูดจาเหยียดหยาม กดเธอให้รู้สึกต่ำต้อย

“เธอไม่ต่างจากพี่สาวหรอก มาเพื่อเงิน” เขาพูดครั้งหนึ่ง ขณะยืนขวางทางเธอ

น้ำหนึ่งกัดฟัน “ฉันไม่ใช่แบบนั้น!”

แต่ภีมแค่หัวเราะ “พิสูจน์สิ”

เขาเกลียดที่พ่อถูกชิงไป และยิ่งเกลียดน้ำหนึ่งที่ดูเหมือนเหยื่อแต่แข็งแกร่งเกินคาด มันทำให้เขาหงุดหงิด ยิ่งเห็นเธอ ยิ่งอยากกดขี่ให้ยอมแพ้

หลังจากย้ายเข้าบ้านใหญ่ได้ไม่กี่สัปดาห์ น้ำหนึ่งก็เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้บ้าง

เธอตื่นเช้าไปมหาวิทยาลัย แต่ทุกเย็นที่กลับมา เธอรู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่เขตสงคราม โดยเฉพาะเมื่อภีมอยู่ด้วย

เขาไม่เคยพลาดที่จะแสดงท่าทีเหยียดหยาม ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มองเธอราวกับมองสิ่งไร้ค่า หรือคำพูดประชดประชันที่ทำให้เธออยากหายตัวไป

แล้ววันหนึ่ง  เธอพลาด

วันนั้นเป็นวันศุกร์ น้ำหนึ่งกลับจากมหาวิทยาลัยเร็วกว่าปกติ ในชุดสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวกับกระโปรงพลีทสีเทา ผมยาวสลวยรวบหางม้า เธอน่ารักสมวัย

เธออยากหาที่เงียบๆ พักผ่อนจึงเลือกเข้าไปในห้องสมุดของบ้าน บนชั้นสอง

เธอเคยแวะมาครั้งหนึ่งตอนที่ไม่มีใครอยู่ และพบว่ามันสงบเงียบเหมาะสำหรับอ่านหนังสือเรียน

เธอนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ อ่านหนังสือจนเพลินลืมเวลา กระทั่งเสียงประตูเปิดดังขึ้นจากด้านหลัง

“เธอทำอะไรที่นี่”

เสียงทุ้มต่ำของภีมดังขึ้น ทำให้หัวใจน้ำหนึ่งหล่นวูบ เธอหันไปมอง

ชายหนุ่มยืนกอดอกที่หน้าประตู สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีน้ำเงินเข้ม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป