บทที่ 2 คืนหวาม
สามปีก่อน
ในคืนฉลองมงคลสมรสของปราณและพิมฐา การปรากฏตัวของสินธุ์ดึงดูดความสนใจจากคนแทบทั้งงานโดยเฉพาะสาวๆ ด้วยเขามีรูปร่างสูงสง่า ใบหน้า หล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ผิวขาวผุดผ่องอย่างคนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคำร่ำลือแพร่สะพัดไปทั่วภายในไม่กี่นาทีที่เขามาถึงว่าเขาเคยแต่งงานมาแล้วถึงสี่ครั้ง ไล่ตั้งแต่สมัยเริ่มแตกเนื้อหนุ่มกันเลยทีเดียว นั่นทำให้ทิพย์ทิวายิ่งตะขิดตะขวงใจไปใหญ่ว่าผู้ชายประเภทไหนกันที่เปลี่ยนภรรยาเหมือนเปลี่ยนรถแบบนี้
ข้อสงสัยของทิพย์ทิวาคงไม่ได้รับคำตอบเพราะเธอไม่คิดที่จะสนทนากับใครก็ตามที่พูดถึงเขา คนไม่ชอบหน้ากันก็ย่อมไม่ควรรับรู้เรื่องของกันและกัน...เธอจึงกลายเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ไม่ให้ความสนใจเศรษฐีหนุ่มหล่อเสน่ห์แรงที่ตกเป็นเป้าหมายของสาวน้อยสาวใหญ่ในงานไปเรียบร้อย
เมื่อส่งตัวบ่าวสาวแล้ว เหล่าผู้สูงอายุก็ขอตัวไปพักผ่อน เหลือเพียงคนงานหนุ่มสาวและพวกที่ยังมีแรงเหลือเฟือซึ่งยังเต้นระบำร่ำสุราอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ทิพย์ทิวารู้สึกปวดเท้าเนื่องจากยืนนานจึงขอตัวมานั่งพัก ตอนนั้นเองที่เธอเปลี่ยนจากเหม็นขี้หน้าเป็นแค้นเคืองเมื่อบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างสินธุ์กับเจ้าของไร่ส้มชื่อดังอย่างไตรชนพซึ่งปลีกตัวจากการเต้นระบำเพื่อมาคะยั้นคะยอให้สินธุ์ไปร่วมสนุกด้วย
“เอาเสียหน่อยคุณสินธุ์ ดีกว่ามายืนหงอยอยู่แบบนี้นะ” ไตรชนพพอจะ ดูออกว่าสินธุ์ไม่สนุกเท่าที่ควร คงไม่มีผู้ชายคนไหนทำใจได้ในเวลาอันรวดเร็วเมื่อต้องมาร่วมงานแต่งของผู้หญิงที่ตนหมายปอง ถ้าทำได้ก็คงรู้สึกเศร้าพลอยหมดอารมณ์รื่นเริงเหมือนสินธุ์ในตอนนี้ แต่สินธุ์ก็ส่ายหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ
“ทำไมเล่า?”
“ทุกคนมีคู่หมดแล้ว” ไตรชนพคู่ภรรยาของเขา ส่วนลูกเขยของเขาก็คู่กับลูกสาวบุญธรรม คนงานคนอื่นๆ ก็มีคู่กันหมด ที่ยังเหลือก็คือพวกคออ่อนที่เมาจนยืนไม่ไหว “ผมไม่เห็นว่าจะมีสาวไหนเป็นคู่เต้นให้ผมได้”
คนที่ควรจะเป็นเธอก็ถูกส่งตัวเข้าหอไปแล้ว คิดแล้วก็อดเศร้าใจไม่ได้เมื่อสุดท้ายต้องยอมตัดใจหลีกทางให้กับพ่อเลี้ยงปราณซึ่งจะว่าเป็นคู่ปรับกันก็ไม่เชิงแต่คงไม่ใช่มิตรที่ดีสำหรับเขาแน่ แต่สินธุ์กลับคิดว่าปราณจะเป็นแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อลดความกร่างและเลิกนิสัยปากเสียที่ทำให้อดหมั่นไส้ไม่ได้ลงไปบ้างนั่นแหละ
“ไม่เห็นจริงๆ หรือคุณสินธุ์” ไตรชนพปรายตามองคนที่นั่งนวดฝ่าเท้าอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกลจากตรงนี้นัก...ไม่ไกลพอที่จะทำให้หญิงสาวไม่รับรู้ว่าสินธุ์คิดว่าเธอไม่เหมาะสมที่จะเป็นคู่ควงเต้นระบำให้กับเขา!
ชั่ววินาทีหนึ่งสินธุ์หันไปตามสายตาของชายเจ้าของไร่ส้ม ได้สบกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เหลียวมาสนทนากับไตรชนพต่อ
“เธอไม่เหมาะ”
น้ำเสียงที่พูดไม่ได้สื่อไปในเชิงรังเกียจแต่อย่างใด หากเธอก็ไม่เหมาะสมด้วยประการใดทั้งปวง เพราะดูแล้วเธอไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่
“ไม่สวยพอที่จะเป็นคู่เต้นให้คุณหรือไง” ไตรชนพหยั่งเชิง สินธุ์ยิ้มให้อย่างสุภาพก่อนจะตอบ
“สวยครับ...แต่ว่าผู้หญิงที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ถูกส่งตัวเข้าหอไปแล้ว”
คำพูดในแง่เปรียบเทียบทำให้ทิพย์ทิวาถึงกับหน้าร้อนฉ่า อารมณ์โกรธ คุกรุ่นอยู่ในอกจนนึกอยากจะกระโดดเข้าไปผลักเขาแรงๆ แต่เธอต้องระงับโทสะลงเพราะไม่อยากโวยวายให้เสียบรรยากาศหรือถูกกล่าวหาว่าเสียมารยาทที่แอบฟัง
หากความต้องการที่จะปกป้องเกียรติของตัวเองทำให้เธอเดินตรงไปหาเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นผู้ชายที่กล้ากล่าวหาหญิงผู้ที่ไม่สนิทสนมว่าไร้คุณสมบัติคู่ควรกับตัวเอง!...ตัวเองสูงส่งมาจากไหนกัน แล้วหญิงสาวก็ต้องชะงักเมื่อแม่เลี้ยงเมลดาพร้อมด้วยลูกสาวบุญธรรมเดินเข้ามาขัดจังหวะสองหนุ่มเสียก่อนที่เธอจะทันได้ไปถึง
“พี่ไทด์ เมย์กับกุ๊กขอตัวกลับก่อนนะคะ เราสองคนเป็นห่วงเด็กๆ”
“อ๋อ ได้จ้ะ...เดี๋ยวพี่กับนายแสนตามไปนะ” ไตรชนพหมายถึงลูกเขยที่กำลังกระดกเหล้าแทนน้ำอยู่กลางฟลอร์สมมติ
“ลากพี่แสนกลับไปให้ได้นะคะพ่อ”
ขวัญจิรากำชับเมื่อพิจารณาแล้วว่าสามีคงไม่สามารถกลับเองได้ และเธอก็ไม่อยากทำให้เขาหมดสนุกด้วยการบังคับกลับพร้อมกันอีกด้วย
หลังจากไตรชนพรับปากเป็นมั่นเหมาะ เมลดาและบุตรสาวจึงจากไป พ่อเลี้ยงเจ้าของไร่ส้มที่เวลานี้เปลี่ยนใจไม่เต้นระบำแต่จะนั่งดื่มสบายๆ กับสินธุ์ก็เหลือบไปเห็นทิพย์ทิวาซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ จึงได้ชวนมานั่งด้วยกัน เธอรับคำเชิญอย่างเสียไม่ได้ทั้งที่ในใจอยากไปให้พ้นหน้าผู้ชายหลงตัวเองเสียเต็มประดา แต่ทำได้เพียงแค่นั่งคุยเป็นเพื่อนและคอยรินเหล้าให้พวกเขาเท่านั้น
“หนีมาอยู่นี่เองคูณพ่อเมีย”เสียงเนิบนาบของแสนคำที่คงเมาได้ที่ดังมาแต่ไกลพร้อมกับที่ทุกคนสังเกตเห็นเขากำลังเดินเซเข้ามาแล้วก้มมองหน้าพ่อตาด้วยแววตาล้อเลียน “คอแข็งสู้โผมม่ายดายก้อบอกเถ้อะ”
“เอ้า! พ่อคนคอแข็ง ไหนลองมาดวลกันอีกสักกรมซิ” ไตรชนพขยับเก้าอี้ให้แสนคำแล้วดึงให้นั่งลง รินเหล้าให้เกือบเต็มแก้ว
“เบาพ่อเบา” แสนคำส่งเสียงปรามพ่อตาเบาๆ เมื่อเห็นว่าปากขวดไม่ตรงกับปากแก้ว
“โทษทีๆ” คนที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเริ่มเมาเงยใบหน้าแดงเรื่อขึ้นบอกกับลูกเขย
“เมียตายไม่เสียดายเท่าเหล้าหก ฮ่าๆๆๆ”
แสนคำพูดดังๆ ทำให้ทั้งวงหัวเราะขบขันที่พอลับหลังเมียทีไร สองพ่อตาลูกเขยก็มักท้าทายอำนาจเบื้องสูง หากมีบางสิ่งที่ทำให้สินธุ์ต้องละความสนใจไปจากเรื่องน่าขัน คือเสียงหัวเราะเบาๆ จากผู้หญิงที่นั่งตรงข้าม
สายตาของเขาถูกดึงดูดด้วยรอยยิ้มแสนหวานและใบหน้าสวยสะอาด เดรสสายเดี่ยวสีเหลืองส้มขับผิวให้ดูเปล่งประกายดึงดูดใจ จนเขาแอบคิดว่าตัวเองโง่นักที่ไม่สังเกตว่าแท้จริงแล้วเธอผู้นี้มีความงามที่จัดได้ว่าไม่เป็นรองใครเลยทีเดียว แต่เธอก็ยังไม่สามารถทำให้เขาหักอกหักใจจากเจ้าสาวของคนอื่นได้อยู่ดี...เขายังคิดด้วยความเสียดายว่าน่าจะเจอเธอเร็วกว่านี้
ทิพย์ทิวาหันไปมองเขาเพราะรู้สึกว่าตัวเองได้ตกเป็นเป้า สายตาสองคู่ประสานกันก่อนที่ชายหนุ่มจะค้อมศีรษะและยิ้มให้ แต่เธอไม่อยากจะเข้าใจอะไรมากไปกว่าเขากำลังพยายามมองหาจุดด้อยจุดอื่นๆ ในตัวเธออยู่ ทั้งที่เพิ่งตัดสินไปว่าเธอไม่เหมาะที่จะเป็นคู่เต้นให้เขา!
แน่นอน เธอจะไม่ขอทนเห็นหน้าคนแบบเขาอีกต่อไป
“นี่ก็ดึกมากแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” เอ่ยเสียงเบาแล้วลุกออกจากที่นั่ง
สินธุ์แอบสงสัยปนเสียดายว่าสิ่งที่ทำให้เธอต้องรีบลุกเป็นเพราะเขาที่เสียมารยาทมองเธอหรือไม่ หากก็ทำได้เพียงมองตามร่างบางด้วยสายตาละห้อย
ทิพย์ทิวารู้สึกหายใจหายคอออกบ้างเมื่อออกมาได้ แต่แล้วความสบายใจก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อเสียงคุ้นหูของใครบางคนดังขัดจังหวะระหว่างที่เธอกำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน
“ทับทิม”
“พี่เปลว”
ทิพย์ทิวาจำเสียงนี้ได้ ความรู้สึกที่มีต่อเขาปั่นป่วนอยู่เต็มหัวใจ
“มีอะไรคะ” เสียงหวานเริ่มสั่นเมื่อรู้ว่ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับใคร ซึ่งดูจะเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
“คืนนั้นที่พี่เกือบทำร้ายเรา พี่อยากจะขอโทษ” แววตาของเปลวจริงจัง ขณะที่เธอเห็นเขาเดินช้าๆ เข้ามาจึงถอยหนีทีละก้าว
“ขอโทษทับทิมหรือคะ” ยังแปลกใจไม่หาย ที่ผ่านมาเปลวโทษว่าเป็นความผิดเธอเสมอ แต่วันนี้กลับมาขอโทษ...เพื่ออะไรกัน? จะมาไม้ไหนอีกล่ะทีนี้
“ดื่มกับพี่หน่อยไหม” เปลวเชื้อเชิญพลางส่งแก้วน้ำส้มให้เธอ ส่วนตัวเองดื่มบรั่นดีที่เธอคิดว่าเขาน่าจะหิ้วมากจากเมืองนอก ที่ที่เขาไปรักษาตัวนั่นแล้ว แรกทีเดียวคนตัวบางนิ่วหน้าสงสัย ที่ผ่านมาเปลวไม่เคยมาดีแบบนี้มาก่อน
“ถือซะว่าฉลองที่เราสองคนจะกลับมาเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันเหมือนเดิม”
พอเขาพูดแบบนี้ เธอก็ไม่อยากจะคิดอะไรให้รกสมอง...ดีเสียอีกที่ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เธอจึงรับน้ำส้มแก้วนั้นมาดื่มเพราะเห็นแก่มิตรภาพที่กำลังเริ่มก่อตัว แม้จะแปลกใจเล็กน้อยกับแววตาของเขาตอนที่บอกกับเธอว่า ‘หมดแก้ว’
เปลวเข้าไปร่วมวงสังสรรค์หลังจากที่ทิพย์ทิวาคล้อยหลังไปได้สักครู่ เขาเริ่มดื่มกับสินธุ์ที่ยังคงมีสติดี ไม่เหมือนสองพ่อตาลูกเขยจากไร่ชาเปรมฤดีที่คอพับคออ่อนไปแล้ว
“คุณสินธุ์คอแข็งใช่เล่นเลยนะครับ นี่ขนาดดวลกับสองคนนี้ตั้งนานแล้วยังไม่เมาเลย” เปลวเอ่ยชมพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยกขาข้างหนึ่งไขว่ห้าง
สินธุ์พยักหน้ายิ้มๆ มองน้ำสีชาที่เหลือในแก้วตัวเอง อาชีพของเขาทำให้ต้องพบปะผู้คนมากมาย รสนิยมการดื่มของแต่ละคนต่างกันไป เขาเลยกลายเป็นพวกคอด้านที่แทบไม่สะทกสะท้านกับน้ำเมาเพียงไม่กี่ขวด
“ลองที่ผมเอามาจากนอกหน่อยไหม แรงใช่ย่อย” เปลวเสนอ
สินธุ์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้าให้ คงดีหากจะมีเหล้าสักยี่ห้อที่สามารถทำให้เขาเมาแบบหัวราน้ำได้ในเวลาที่หัวใจมันปวดหนึบแบบนี้
ไม่นานนักคนรับใช้ที่เปลวใช้ให้ไปเอาเหล้าในห้องนอนก็วางขวดบรั่นดีขวดหนึ่งลงบนโต๊ะ ตอนนั้นเองที่ไตรชนพและแสนคำได้ประคองกันลุกจากเก้าอี้
“คูณสินธุ์! ผมกาบบ้านก่อนละ เดี๋ยวเมียไม่ให้นอนด้วย” ไตรชนพยกมือชี้สะเปะสะปะขณะพูด แขนอีกข้างกึ่งพาดกึ่งฉุดบ่าลูกเขยเอาไว้
“เมียพ่อม่ายเท่าหร่าย แต่เมียโผ้มดิ นี่ๆๆๆ” แสนคำค้านตบที่แก้มตัวเองแล้วพูดต่อ “มันจะม่ายห้ายหอมแก้ม แถมโผ้มยังโดนดึงหูแล้วไล่นอนนอกห้องอีก”
สินธุ์อดขำกับท่าทางเมาแล้วคิดถึงเมียของสองคนไม่ได้ เลยลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเข้าประคองคนเมาพร้อมๆ กับที่เรียกคนงานอีกคนมาช่วยพาทั้งสองไปที่รถของพวกเขาซึ่งมีคนขับรถรออยู่แล้ว กว่าจะพาไปนั่งในรถได้ก็เล่นเอาเหงื่อแตก
“ไว้เจอกันค๊าบบบบ” ไตรชนพเสียงยาน แสนคำโบกมือลาเนิบๆ
สินธุ์พยักหน้าน้อยๆ ก่อนปิดประตูรถตู้แล้วส่งสัญญาณให้คนขับออกรถได้ เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจจับปูใส่กระด้งในคืนนี้ จะเหลือก็แต่เขากับเปลวและคนงานอีกไม่กี่คนที่คงสนุกได้อีกยาวในค่ำคืนเศร้าสร้อย
พอกลับไปถึงโต๊ะก็เห็นแก้วตัวเองมีเหล้าอยู่เกือบเต็ม เดาว่าเปลวน่าจะรินไว้รอท่า ชายหนุ่มนั่งลงที่เดิมก่อนที่เปลวจะชูแก้วขึ้น เลยต้องรีบยกขึ้นไปชนแล้วกระดกรวดเดียวหมด
“เป็นยังไงครับ” เปลวถามหลังจากเห็นสีหน้าตื่นตัวของอีกฝ่าย
“แรงดีครับ” สินธุ์บอกเพียงเท่านั้นก็เหลียวไปคีบน้ำแข็งลงแก้วอีกก้อนแล้วรินเพิ่ม เหล้านี้แรงกว่าที่เขากินในวันนี้ก็จริง แต่มันคงยังไม่แรงพอจะล้มเขาได้ อย่างมากก็เพียงแค่ทำให้เขารู้สึกตื่นตัวขึ้นมากก็เท่านั้น
“นับถือคุณจริงๆ” เปลวพูดกลั้วเสียงหัวเราะ
สินธุ์เริ่มรู้สึกว่าศีรษะมึนตื้อ มองภาพพร่ามัวอีกทั้งร้อนรุ่มไปทั้งตัวเหมือนมีใครเอาไฟมาเผา พยายามสะบัดศีรษะไล่อาการเหล่านั้นออกไปแต่กลายเป็นว่ามันรุนแรงขึ้นจนเขาเริ่มทนไม่ไหว เขาอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อปลดปล่อยความทรมานเจียนคลั่งออกมา จึงคิดจะถอดเสื้อออก แต่เปลวก็ห้ามเอาไว้
“โผมว่าคุณเขามาวแล้ว” คนงานคนหนึ่งพูด
“ให้โผมพาเขาไปที่รถนะนาย” อีกคนอาสา
“ช่ายค๊าบ” คนหนึ่งเสริม ทั้งที่ตัวเองและพวกแทบจะทรงตัวไม่ได้อยู่แล้ว
“คุณสินธุ์คงกลับบ้านไม่ไหว เดี๋ยวฉันพาไปนอนเอง พวกนายกลับไปนอนเถอะ” เปลวปฏิเสธความช่วยเหลือจากพวกเขา ทั้งสามจึงแยกย้ายกลับที่พัก
เปลวแสยะยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะประคองสินธุ์ไปยังห้องนอนชั้นล่าง ห้องที่มีหญิงสาวร่างสะคราญทอดตัวอยู่บนเตียงในลักษณะของคนที่หลับสนิท เขาปล่อยร่างกระสับกระส่ายที่อารมณ์คะนองมากกว่าปกติลงไปนอนกับเธอแล้วออกไปจากห้องพร้อมปิดประตูแน่นสนิท
มุมปากหนาเหยียดยิ้มกล้ำกลืนยามหันมองประตูนั้น
“ทับทิม! นี่เป็นบทเรียนที่คนอย่างเธอจะได้รับ เธอจะได้รู้ว่าแผนการที่ทำให้ชีวิตของคนอื่นยับเยินป่นปี้มันเป็นยังไง มันเจ็บปวด และทรมานมากขนาดไหน...นับจากวินาทีนี้ไปเธอจะได้รู้”
น้ำเสียงของเปลวบ่งบอกว่าเขาเจ็บปวดมากเพียงใด หากเลือกได้เขาจะไม่ทำเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าลองคิดอีกแง่หนึ่งจะพบว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับสิ่งที่ทิพย์ทิวาเคยทำไว้กับเขา
สินธุ์สะลึมสะลือมองรอบห้องอย่างฉงนใจ เปลวพาเขามาที่ไหน แล้วผู้หญิงที่ผมเผ้าปกหน้าจนมิดนี้เป็นใคร ชุดเดรสสีนี้ก็คุ้นตาเหลือเกิน แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ขณะที่พยายามหาคำตอบกลิ่นหอมราวกับกุหลาบแรกแย้มจากร่าง แน่งน้อยก็รบกวนจิตใจเสียจริง เลยอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือเข้าไปลูบไล้ แต่ต้องตัดใจรีบตะกายลงเตียง...เธอคนนี้เป็นใครก็ไม่รู้ ไม่มีสติอีกต่างหาก ถ้าล่วงเกินไปก็ไม่ต่างจากการขืนใจ
แต่ถ้าสำนึกดีจะสามารถเอาชนะความปรารถนาได้เพียงนิด สินธุ์จะออกไปจากห้องแทนการถอดเสื้อแล้วกระโจนเข้าหาคนบนเตียง
ร่างหนาเท้าแขนสองข้างเหนือคนที่หลับสนิท เหงื่อเม็ดโตไหลซิก กลิ่นหอมจากเธอช่างเย้ายวนใจ กระตุ้นทุกสัดส่วนในร่างกายให้เคร่งครัดรัดรึงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เนื้อตัวเขาร้อนรุ่ม ความเป็นชายปวดร้าวเจียนจะระเบิดไม่ต่างอะไรกับศีรษะที่หนักอึ้ง เริ่มเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรกับตัวเอง พยายามตั้งสติ หักห้ามความรู้สึกไว้ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งไล้เส้นผมที่สยายปรกใบหน้าขาวออกไป
“ให้ตายเถอะ!” สินธุ์คำรามเสียงต่ำ
กลิ่นหอมทำให้เกิดอารมณ์จึงตัดสายตาเสียก่อนจะทันได้เห็นหน้า การสัมผัสที่แม้ไม่แนบชิดในสถานการณ์ไม่ปกติทำให้สติสัมปชัญญะที่มีขาดผึงได้ง่ายดาย สมองเขาสั่งให้ตัวเองผละออก
แต่ความต้องการกลับสั่งให้ทำตรงกันข้าม!
หลังจากผ่านคืนนี้ไปจะเป็นอย่างไรสินธุ์ก็ไม่อยากคิดให้เปลืองสมอง เขาสูญเสียการควบคุมตัวเอง มือหนาข้างเดิมเลื่อนลงมาเคล้นคลึงทรวงอกอวบหยุ่นจากภายนอกชุด โน้มศีรษะลงไปจูบไซ้ซอกคอหอมอย่างดุเดือด เสื้อผ้าตัวงามกระชากและโยนกระจัดกระจาย มือใหญ่สอดระหว่างเอวคอดของเธอและที่นอนนุ่มแล้วกระชากขึ้นมาแนบชิดในส่วนที่กำลังแข็งขึงก่อนจะโถมเข้าไปในดงดอกไม้โดยที่เขาเองก็สุดจะหักห้ามใจ แต่สิ่งที่ทำให้ทรมานยิ่งกว่าคือผู้หญิงคนนี้คับแน่นเสียจนเคลื่อนไหวได้ยาก ซ้ำร้ายยังพบว่ามีเลือดสีแดงไหลออกมาห้อมล้อมแก่นกายเขาอีกด้วย มันย้ำเตือนว่าเขาได้ล่วงเกินผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้เข้าให้แล้ว
นี่มันยุคไหนกันแล้ววะ!
สินธุ์คิดในใจอย่างหัวเสีย ลนลานปัดผมออกจากใบหน้าเธอด้วยความ รีบร้อน อยากรู้ว่าผู้หญิงที่ยังรักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ในสมัยนี้เป็นใคร ก่อนจะต้องตะลึงตะลานเมื่อเห็นใบหน้าขาวสะอาดเต็มสองตา
“ทิพย์ทิวา?” ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอเฝื่อนๆ ความรู้สึกผิดแล่นจับขั้วหัวใจ แต่กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ รู้เพียงว่าจะไม่ทรมานตัวเองอีกต่อไปแล้ว ยิ่งรู้ว่าเรือนร่างนี้ทรงเสน่ห์มากเพียงใดก็ยากที่จะถอดถอน หรือต่อให้เขาจะทำเช่นนั้น ทิพย์ทิวาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นเมียเขาไปแล้วอยู่ดี
สินธุ์หลับตาลงด้วยรู้สึกปวดในหัวใจ เขาเริ่มสานต่อบทรักหลังจากแช่ตัวนิ่งอยู่ได้สักพัก ร่างกายที่คึกคักเกินปกติทำให้เขาไม่สามารถหยุดยั้งตัวเองได้ โชคดีแล้วที่เธอหลับไม่ได้สติจะได้ไม่ต้องรับรู้ความเจ็บปวดที่เขาทำ
แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อในเวลาต่อมาทิพย์ทิวารู้สึกตัวพร้อมขยับดิ้น อาการมึนงงบวกกับความรวดร้าวในบริเวณที่หวงแหนที่สุดทำให้เธอพยายามต่อต้านอะไรก็ตามที่มารบกวน มองให้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ดวงตาสวยจึงเบิกค้างเมื่อรับรู้ว่ามีใครเคลื่อนไหวถาโถมอยู่บนกาย
คนตัวบางแทบช็อก สินธุ์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ ส่งเสียง สินธุ์ก็บดจูบริมฝีปากอวบอิ่มอย่างเร่าร้อน ดูดกลืนเสียงร้องลงไปในลำคอจนหมดสิ้น จุมพิตนี้ทั้งต้องการปลอบประโลมและปลุกเร้าเธอไปในตัว อาจไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีแต่คงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในตอนนี้ลงได้
“อื้อ...”
ทิพย์ทิวาดิ้นเร่าอยู่ภายใต้แผ่นอกแข็งแรง สัญชาติญาณหวงตัวบอกให้ร่างกายต่อต้านใครก็ตามที่เข้ามารุกล้ำ สองมือเล็กทุบแผ่นหลังใหญ่เหมือนไม่มีเรี่ยวแรง แต่สุดท้ายเลยถูกเขารวบไปไว้เหนือศีรษะเพื่อที่เขาจะได้ทำการตักตวงความสุขได้ถนัดถนี่...เวรกรรมแต่ชาติไหนทำให้เธอต้องตื่นมาพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รัก
“ถ้ายิ่งดิ้นคุณจะยิ่งเจ็บ” ชายหนุ่มพูดเบาๆ หลังจากคลายจูบ
น้ำเสียงของเขาที่แม้จะแผ่วเบาและสั่นพร่าแต่ทิพย์ทิวาก็รู้ว่าเขาคงชินกับการออกคำสั่ง แต่เธอจะไม่ยอมให้เขาทำตามใจตัวเองเป็นอันขาด
“คุณมันไม่ใช่สุภาพบุรุษ” ต่อว่าเขาก่อนจะใช้สองเท้ายันที่นอนเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากการคุกคาม นั่นยิ่งทำให้เจ็บอย่างที่เขาบอกจริงๆ “โอ๊ย”
“คุณต้องเชื่อผม” สินธุ์เน้นเสียงบอกอีกครั้ง แม้คำที่เธอประณามจะทำให้รู้สึกเกลียดตัวเองมากเท่าไร แต่ตอนนี้มันสายเกินไปเสียแล้ว เขาจะทนอยู่นิ่งๆ ไม่ไหวอีกต่อไป ริมฝีปากร้อนระอุวกลงไปครอบครองกลีบกุหลาบเนียนนุ่มอย่าง กระเหือดกระหาย แต่เธอกลับปิดปากสนิท พยายามหันหน้าหนีไปทุกทิศทุกทาง
“ฟังนะคุณทิพย์ทิวา”
สินธุ์หยัดกายขึ้นและเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบากขณะต่อสู้กับความต้องการภายในจิตใจในสภาพที่แช่กายแน่นิ่งอยู่ในตัวเธอเช่นนี้
“ผมจำเป็นจะต้องทำให้คุณคล้อยตาม ถ้าไม่อยากแหลกคามือผมก็ให้ความร่วมมือกับผมซะ”
เขากลั้นเสียงคำราม จับจ้องใบหน้าที่เปรอะทั้งน้ำตาและเครื่องสำอางด้วยสายตาที่อัดเพลิงปรารถนาเอาไว้เต็มเปี่ยม อดไม่ได้ที่จะก้มลงไปรุกรานอกอิ่มไม่ต่างจากคนตะกละตะกลาม พลันสะดุดตากับรอยสักคำว่า ‘Shame’ ที่ชายโครงซ้ายแต่ก็ไม่ได้เสียเวลาถาม
ทิพย์ทิวาคร่ำครวญในอกด้วยความเสียใจ ต้องเชื่อฟังเขาอย่างเสียไม่ได้เพื่อหวังจะให้ตัวเองผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดนี้ไปโดยเร็ว สิ่งที่เธอ หวงแหนมายี่สิบสี่ปีถูกทำลายโดยคนแปลกหน้าในความรู้สึกของเธอ ทั้งที่ตั้งใจไว้ดิบดีว่าจะมอบให้กับคนที่รัก แต่สิ่งที่เขาทำมันไม่ต่างจากการขืนใจเลยสักนิด
สินธุ์รู้สึกสงสารเธอ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา คิดว่าเธอคงเข้าใจว่าเขามาไกลเกินจะหันหลังกลับ และเพราะรู้ทิพย์ทิวาถึงยอมอยู่นิ่งๆ ให้เขาทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ
มือข้างหนึ่งของเขาสอดเข้ามาระหว่างสองร่าง ลูบไล้หน้าท้องนวลเนียนผ่านสะดือลงไปป้วนเปี้ยนตรงจุดที่ทิพย์ทิวาหวงแหนที่สุด ทำเอาเธอถึงกับกลั้น ลมหายใจโดยไม่รู้ตัว แล้วเมื่อนิ้วอุ่นเคล้าคลึงปุ่มสวรรค์เบาๆ หญิงสาวกัดริมฝีปากแล้วหลับตาพริ้ม อาการเอียงอายน่าเอ็นดูนี้เองทำให้สินธุ์อดไม่ได้ที่จะกดจูบเน้นๆ ลงไปบนแก้มระเรื่อแล้ววกกลับมาครอบครองเรียวปากนุ่มๆ
สะโพกสอบก็เริ่มขยับจากเนิบนาบ กลายเป็นเร่งเร้า และกระแทกกระทันตามแรงปรารถนาจนคนตัวบางต้องดันแผงอกเขาเอาไว้ แต่ก็เกินกำลัง ฤทธิ์ยาทำให้ชายหนุ่มมุ่งค้นหาปลายทางโดยลืมไปว่าร่างกายนี้อาจจะทานทนเขาได้ไม่นาน ยิ่งเขาโถมกายเข้าหาหนักหน่วงมากเท่าไหร่ทิพย์ทิวาก็ยิ่งปวดร้าวเกินจะทนมากขึ้นเท่านั้น สองมือเล็กจึงเปลี่ยนไปกำผ้าปูที่นอนข้างตัวเอาไว้และพยายามกัดฟันกลั้นเสียงสะอื้นไห้
และแล้วหญิงสาวก็สิ้นสติไปเสียก่อนจะทันได้รับรู้ว่าความทรมานคงอยู่ได้ไม่นานก็ถูกความสุขสมเข้ามาแทนที่หรือแม้เพียงรับรู้ว่าสินธุ์ปลดปล่อยความกดดันทั้งหมดเข้ามาในร่างกายเธอ ดอมดมเนื้อตัวหอมกรุ่นอยู่นานสองนานกว่าจะยอมผละออกไปนอนหงายใกล้ๆ เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็หลับสนิท
สินธุ์รู้สึกตัวพร้อมกับอาการปวดหัวแบบจี๊ดขึ้นสมอง ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วใช้นิ้วคลึงขมับก่อนจะหันไปเห็นร่างเพรียวนอนคู้ตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามา รอยยิ้มบางๆ จึงฉายอยู่ทั่วใบหน้า ภาคภูมิใจไม่น้อยที่ตัวเองมีวาสนาได้ครอบครองผู้หญิงที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ก็เป็นการได้มาโดยที่เจ้าตัวไม่ เต็มใจ พอคิดถึงนี้ตรงความกังวลก็เข้ามาแทนที่อารมณ์ซาบซึ้ง
คิดแล้วสินธุ์ก็ยิ่งสะท้อนใจ จำได้ว่าเมื่อคืนทิพย์ทิวาเจ็บขนาดไหน ดูเธอก็เป็นผู้หญิงที่บอบบางเกินว่าจะรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนและพละกำลังมหาศาลอันเกิดจากยากระตุ้นที่เขาได้รับ
...เขากับเธอไม่ใช่คนรักกัน แค่รู้จักเพราะเจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง คุยหรือก็แทบจะนับประโยคได้ แต่ดูในสิ่งที่เขาทำกับเธอวันนี้...นอกจากจะล่วงเกินในยามที่เธอไม่ได้สติแล้ว เขายังทำให้ครั้งแรกของเธอไม่น่าจดจำอีกด้วย
เขามันไม่ใช่ลูกผู้ชาย! สินธุ์ได้แต่โทษตัวเองแล้วเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง ก้มมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาตีสี่สิบห้านาทีก่อนจะทอดมองร่างนั้นอีกครั้งหนึ่ง เธอคงไม่ตื่นในเร็วๆ นี้เลยตรงไปชำระล้างร่างกายในห้องน้ำ
สินธุ์กุมขมับอยู่ใต้ฝักบัว สายน้ำฉ่ำเย็นไม่อาจช่วยดับความร้อนรนในใจ ไม่รู้ว่าถ้าทิพย์ทิวาตื่นขึ้นมาแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เธอจะร้องไห้ฟูมฟายแค่ไหนที่ได้สูญเสียความสาวให้ผู้ชายที่เธอเกลียด ซึ่งผู้ชายคนนี้ก็พร้อมจะรับผิดชอบทุกอย่าง แต่ก็อดคิดไม่ได้เลยว่าเธอจะรู้สึกเช่นไร
แล้วความอึดอัดอันมากมายก็มาเยือน เมื่อภาพที่เห็นตอนออกจากห้องน้ำทำให้สองเท้าหนักราวกับถูกลูกตุ้มแห่งความรู้สึกผิดถ่วงไว้ คนในห้วงคำนึงนั่งชันเข่าอยู่ชิดหัวเตียง สองมือของเธอขยุ้มผ้าห่มตรงเข่า ดวงตาแดงก่ำเหมือนเพิ่งร้องไห้ไปหมาดๆ
สินธุ์สูดหายใจลึก เดินเข้าไปนั่งลงที่ขอบเตียงด้วยความรู้สึกปั่นป่วนเกินที่จะอธิบาย ยิ่งเห็นเธอไม่พูดไม่จาก็ยิ่งใจหาย และการที่เธอขยับห่างเขาไปนิดหนึ่งนั้นทำให้รู้ได้ทันทีว่าเธอกลัวเขา
“ผมจะไม่ทำอะไรคุณ” เขาบอก ทิพย์ทิวาชะงักนิดหนึ่งแต่ก็บังคับสายตาไม่ให้หันไปทางเขา ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว สินธุ์มองออกว่าภายใต้ความนิ่งงันนั้นเธอไม่ได้ต่อต้านเขา เพียงแต่อาจจะยังช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เลยเริ่มพูดขึ้นด้วยประโยคที่ว่า
“คุณโอเคหรือเปล่า” แน่นอนว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนรู้สึก ‘โอเค’ กับเรื่องแบบนี้ มันเป็นคำถามที่แสดงถึงความโง่ออกมาได้เป็นอย่างดี สินธุ์คิด แต่ก็เป็นคำพูดดีที่สุดในตอนนี้
ทิพย์ทิวาก็ต้องกัดริมฝีปากจนรู้สึกเจ็บ กระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่...เธอไม่โอเคกับการที่เมื่อคืนมีผู้ชายคนหนึ่งพรากความสาวไปได้ง่ายดาย เขาปราศจากความอ่อนโยนและความรู้สึกเสน่ห์หาทั้งปวง รอยเลือดจางๆ กลางเตียงช่วยยืนยันได้ว่าสิ่งที่หวงแหนที่สุดมันไม่เหลืออีกแล้ว
หรือนี่มันคือผลกรรมที่ย้อนกลับมาทำลายชีวิตเธอเหมือนที่เธอทำให้ชีวิตใครต่อใครพังย่อยยับกันหนอ...คิดแล้วก็ไม่อาจหยุดน้ำตาเอาไว้ได้เลย
“เราต้องคุยกันนะครับ” สินธุ์พูดขึ้นมาอีกทั้งที่ในใจอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เธอหยุดร้องแต่ก็ทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้
“ค่ะ” ทิพย์ทิวาพยายามพูดให้เสียงไม่สั่น เธอสูดจมูกแล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตา เหตุผลนี้ทำให้เธอยังรอเขาอยู่บนเตียงทั้งที่น่าจะวิ่งหนีไปให้ไกลแล้วไม่ต้องพบเจอกันอีก วินาทีนั้นความแข็งกร้าวปนดื้อรั้นฉายชัดในแววตาของหญิงสาว อีกครั้ง หากก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก่อนที่ความเศร้าจะกลบมันเสียมิด
“คุณจะให้ผมทำยังไง”
สินธุ์เอ่ยถามเสียงเบา ไม่ได้เจตนาพูดให้ใครเข้าใจว่าเขาไม่เต็มใจรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เขาหมายความตามที่พูดออกไปจริงๆ ขอเพียงเธอบอกว่าจะให้ทำอะไรเขาก็พร้อมที่จะทำโดยไม่มีข้อแม้
ทิพย์ทิวาแสยะยิ้มสมเพชตัวเอง น้ำตาร่วงลงมา ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แถมยังต้องร้องขอความรับผิดชอบโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเต็มใจหรือไม่
“ผมตั้งใจจะรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ” เมื่อเห็นเธอร้องไห้ก็รู้สึก ใจหายรีบพูดขึ้นก่อนที่เธอจะเข้าใจเขาผิด
“ขอบคุณนะคะ” นี่เป็นเพียงประโยคเดียวที่ดีที่สุดที่หลุดออกมาจากปากของทิพย์ทิวาแต่เรียกความกดดันให้เขาได้
“ขอเพียงแค่คุณบอกมาว่าต้องการอะไร เงิน...หรือจะเป็นอย่างอื่นที่สามารถชดใช้เรื่องเมื่อคืนได้ ผมยอม” สินธุ์พูดด้วยความรู้สึกผิดที่เปี่ยมอยู่ในอกแต่ประโยคนี้เองที่ทำให้คนฟังหน้าร้อน อยากจะกรีดร้องออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
ทิพย์ทิวาแสยะยิ้มขื่นขม คิดในใจว่า ‘เงิน’ คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเขาสินะ มันช่างคุ้มจริงๆ ที่เธอยังอยู่ตรงนี้เพื่อจะได้รู้ว่าเขาจะหาทางออกด้วยการเอาเงินฟาดหัวแทนที่จะเป็นการหารือเพื่อหาข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ เพราะเธอเองก็ใช่ว่าอยากให้เขารับผิดชอบด้วยการยกย่องเป็นเมียออกหน้าออกตา
หากจะแต่งงานกับใครมันจะต้องเกิดจากความรัก ไม่ใช่ความผิดพลาด
“One night stand”
น้ำเสียงของทิพย์ทิวาราบเรียบเหมือนพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ
สินธุ์อึ้งกับท่าทางไม่เสียดายความสาวของเธอไปเลยทีเดียว ก็เขาเห็นเธอร้องไห้ และไม่ได้คิดไปเองแน่นอนว่าเธอกำลังเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทำไมตอนนี้ถึงได้พูดราวกับว่าตัวเองเป็นผู้หญิงง่ายๆ ทั้งที่เมื่อคืนเขาก็ได้รู้แล้วว่าเธอไม่ใช่แบบนั้น
“ขอให้เราไม่ต้องเจอกันอีกและอย่าให้ใครรู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ฉันสัญญาค่ะว่าจะไม่มีวันพูดเรื่องนี้”
ทิพย์ทิวารวบรวมความกล้าหันสายตาไปมองเขา พยายามเมินเฉยต่อท่าทางไม่เข้าใจนั้นแล้วกัดฟันบอกทั้งที่ในใจมันแสนชอกช้ำ
สินธุ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม้ไม่ต้องการให้เรื่องลงเอยแบบนี้ แต่น้ำเสียงและแววตาอ้อนวอนของเธอก็บีบหัวใจเหลือเกิน ได้แต่มองร่างน้อยในผ้าห่มเดินไปเก็บเสื้อผ้าซึ่งกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมาดู มันขาดจนใส่ไม่ได้แล้ว หากจะไปขอยืมเสื้อผ้าพิมฐามาให้เธอใส่ก็คงไม่ได้ ก็เธอเพิ่งบอกไปว่าไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้
“ถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมมีแจ็กเกตกับกางเกงขาจั๊มอยู่ในรถ” ความเงียบถูกทำลายด้วยประโยคของชายหนุ่ม
“ขอบคุณค่ะ” เจ้าของร่างพันผ้าห่มบอกโดยไม่ลังเล ก่อนจะได้เห็นเขารีบแต่งตัวแล้วเดินออกไปจากห้องเงียบเชียบ
ไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมกับเสื้อและกางเกง ทิพย์ทิวารับไว้แล้วเดินเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำ อยากจะทรุดตัวร้องไห้ให้กับความอดสูที่มีแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเธอจะต้องรีบไปให้พ้นจากสินธุ์และก่อนที่ใครต่อใครจะตื่นมารับรู้เรื่องเธอกับเขา
เมื่อเดินออกจากห้องน้ำแล้วเธอก็ไม่สนใจแม้แต่จะเก็บเครื่องประดับราคาแพงที่เวลานี้ถูกสินธุ์ที่นั่งอยู่ขอบเตียงรวบรวมกองไว้บนโต๊ะใกล้กัน เธอรีบจนทำให้เขารู้ว่าพยายามจะหนี
“แน่ใจหรือว่าจะทำแบบนี้” คนตัวโตถามก่อนที่เธอจะทันก้าวไปถึงประตู
“อะไรที่จะทำให้ฉันไม่แน่ใจคะ” ทิพย์ทิวาชะงักแล้วหันไปบอก แววตาแข็งกร้าวยังคงสื่อความหมายชัดเจนตามเจตนารมณ์ในตอนแรก
สินธุ์ไม่เข้าใจว่าเธอไม่รู้จริงๆ หรือแค่ต้องการจะยียวน จึงก้าวเดินอย่างองอาจเข้าไปหาร่างบาง เธอตกใจมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ได้แต่ถอยหลังไปจนชนประตู สินธุ์หยุดยืนข้างหน้า เธอได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของเขาชัดเจนขึ้น หัวใจพลันเต้นรัวอย่างประหลาด ครั้นสองแก้มก็ร้อนผ่าวจนต้องก้มหน้าหลบ สินธุ์จึงโน้มตัวลงมานิดหนึ่งพร้อมกับเท้าแขนกับแผ่นไม้แล้วบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าคุณท้อง ผมจะแต่งงานกับคุณ”
“ฉะ...ฉัน” ทิพย์ทิวาอึ้งไปทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเขาไม่ได้ป้องกันเลย
ให้ตายเถอะน่า...เธอมีโอกาสที่จะท้องสูงเลยด้วย
“ผมจะไม่ยอมให้ลูกของผมไม่มีพ่อ”
“ฉันจะไม่ท้องแน่ค่ะ” เธอเงยหน้าตอบอย่างไม่มั่นใจ กระทั่งเห็นชายหนุ่มนิ่วหน้าและจ้องมาก็เป็นต้องหลบสายตาทันที
...สินธุ์เป็นผู้ชายที่ดูเหมือนไม่น่ากลัว แต่เอาเข้าจริงแล้วเขามีอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนอย่าง ‘ทิพย์ทิวา’ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
“ผมต้องแน่ใจก่อนว่าคุณไม่ท้อง” เธอไม่อยากแต่งงานกับเขา เขาก็ไม่ต่างกัน แต่ถ้าเธอท้องเขาก็ไม่คิดจะปัดความรับผิดชอบ และถ้าเธอคิดจะปิดบังเพียงแค่ไม่อยากจะแต่งงานละก็ สาบานเลยว่าคนอย่างนายสินธุ์จะไม่มีวันยอม!
“ฉันมั่นใจค่ะ” คราวนี้ทิพย์ทิวาตอบเสียงดัง เป็นผลมาจากความอยากเอาชนะล้วนๆ สินธุ์คงจะไม่เลิกยุ่งกับเธอแน่ๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอไม่ได้ท้อง แค่คิดว่าจะต้องมีเขาเข้ามาพัวพันด้วยก็อึดอัดจะตายอยู่แล้ว แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้พูดอะไรหากได้ส่งสายตาและรอยยิ้มมาให้ราวกับจะบอกว่า ‘เดี๋ยวรู้กัน’
“ฉันมีวิธีที่จะทำให้ตัวเองไม่ท้องนะคะ” เธอพูดอีกเพราะคนตัวใหญ่ทำเหมือนจะไม่เชื่อ
“ผมจะไปส่งคุณที่บ้าน” เขาตัดบทแล้วดึงกระเป๋าถือมาจากมือบาง เปิดเอากุญแจรถของเธอออกมาก่อนจะเดินกลับไปกวาดเครื่องประดับเรือนแสนหลายชิ้นบนโต๊ะลงกระเป๋า ปิดสนิทแล้วส่งมันกลับให้เธอ ฉวยโอกาสจับข้อมือน้อยจากนั้นก็เปิดประตูจูงมือเธอเดินออกไปเงียบๆ
“คุณอย่าลำบากเลยค่ะ” ทิพย์ทิวากระซิบกระซาบ กลัวใครจะมาได้ยิน
“ผมไม่ได้ลำบากอะไร” สินธุ์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ แต่นั่นไม่ได้ทำให้หญิงสาวคลายกังวลลงได้เลย เธอไม่รู้ว่าจะทนได้นานแค่ไหนกับการที่จะต้องทนนั่งรถไปกับคนที่เกลียดขี้หน้า แถมเขายังรังแกเธอทั้งคืนอีกต่างหาก
จนแล้วจนรอดก็ต้องยอมให้สินธุ์ขับรถของเธอไปส่งถึงบ้าน ไม่อยากจะโวยวายจนใครรู้หมดว่ามันเกิดอะไรขึ้น โดยเขาได้สั่งให้ลูกน้องมาเอารถแล้วขับตามมาด้วย
พอรถจอดทิพย์ทิวาก็รีบเอื้อมมือไปดับเครื่องแล้วดึงกุญแจออกมาทันที อีกทั้งยังเดินจ้ำอ้าวเข้าบ้านไปเร็วๆ ราวกับว่าชายหนุ่มไม่มีตัวตน
