บทที่ 3 พ่อหม้ายลูกติด
ความรู้สึกค้างคาทำให้สินธุ์สั่งให้คนรถขับรถกลับไปที่บ้านไร่ปานตะวันอีก วันนี้ที่ไร่คนงานหยุดหนึ่งวันและตอนนี้ก็เช้าเกินกว่าที่เขาจะได้เจอกับคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน พบแต่เพียงสองเฒ่าที่ฝ่ายหนึ่งเข็นภรรยาซึ่งนั่งบนรถเข็นออกมาสูดอากาศยามเช้าที่หน้าบ้าน
“ตาเปลวไม่ได้พักที่นี่หรอก”
อาคมบอกหลังจากที่สินธุ์ถามหาหลานชายคนเล็กด้วยท่าทางรีบร้อนผิดวิสัย ครั้นพอชายหนุ่มนิ่วหน้าสงสัยเขาเลยอธิบายด้วยแววตาสลดเศร้าลงนิดหนึ่งว่า
“เขาไปพักบ้านแม่พริ้งโน่น”
“อยู่แถวไหนครับ”
“อยู่แถว...น่ะ”
“ขอบคุณครับ” สินธุ์ค้อมศีรษะแทนคำลาแล้วรีบเดินกลับไปขึ้นรถ
ไม่นานเขาก็มาถึงยังจุดหมายที่ชายชราบอก บ้านหลังเก่าของพิมฐาในจังหวัดใกล้เคียงซึ่งเป็นที่พำนักของพริ้งผู้เป็นแม่ เขาเห็นรถของเปลวจอดอยู่หน้าบ้านและได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากสวนที่พอเดินเลาะตัวบ้านไปก็ได้เห็นเปลวนั่งหัวเราะอยู่กับพริ้ง
“เอ้าคุณสินธุ์ ลมอะไรหอบมาถึงนี่คะ” พริ้งสังเกตเห็นสินธุ์เดินเข้ามาเป็นคนแรกจึงได้เอ่ยทักและกำลังจะลุกขึ้นต้อนรับ แต่ฝ่ายนั้นไม่ได้สนใจเธอเลย กลับปรี่เข้ามากระชากเปลวจากด้านหลังแล้วปล่อยหมัดหลุนๆ กระแทกเข้าเต็มหน้าคนไม่ได้ตั้งตัวจนเซล้ม
“ว๊าย!!!”
“เลว!” เป็นคำเดียวที่สินธุ์คิดว่าเหมาะกับคนอย่างเปลวที่สุด
“หึๆๆ” เปลวแค่นเสียงหัวเราะออกมาขณะตะเกียกตะกายลุกขึ้นจาก พื้นหญ้า ใช้นิ้วคลึงมุมปากบริเวณที่เลือดกบเบาๆ หากยังไม่ละจริตยียวนอีกฝ่าย “อะไรทำให้คุณสินธุ์ผู้แสนใจเย็นเดินเข้ามาต่อยหน้าผมได้ครับ”
“โธ่โว้ย!” สินธุ์ระเบิดโทสะแล้วพุ่งเข้าใส่เปลวอีกครั้ง
ทั้งสองล้มกลิ้ง ซัดกันนัวที่พื้นสนาม หากคนที่เสียเปรียบดูจะเป็นเปลวมากกว่า เพราะสินธุ์ขึ้นคร่อมแล้วรัวหมัดใส่ชนิดที่กรรมการนับไม่ทัน
“ว๊าย ตายแล้ว ใครก็ได้ช่วยด้วย พี่แม้น มาช่วยฉันห้ามสองคนนี้ที” พริ้งลนลานรีบร้องไห้คนช่วยด้วยกลัวว่าเปลวจะได้รับบาดเจ็บมากกว่านี้
แม้นที่ทำงานอยู่ในครัวก็วิ่งมาช่วยกันห้ามมวย ห้ามไม่ไหวก็จำต้องไปขอแรงจากคนขับรถของสินธุ์ที่รออยู่หน้าบ้านให้เข้ามาช่วย
กว่าที่คนของสินธุ์จะแยกเขาออกไปได้ใบหน้าเปลวก็เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลแตกลึกน่ากลัวเสียแล้ว
“นี่มันเรื่องอะไรกันคะ ทำไมถึงต้องทำร้ายร่างกายกันขนาดนี้ด้วย” พริ้งถามคู่กรณีทั้งสองด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากแววตาดุดันที่สองคนจ้องกันราวจะกินเลือดกินเนื้อ
“ป้าพริ้งครับ โทร.แจ้งตำรวจให้ทีว่ามีหมาบ้ามันบุกเข้ามาทำร้ายผม” เปลวละล่ำละลักออกมาด้วยความทรมาน นี่ถ้าคนเข้ามาห้ามช้ากว่านี้เขาคงได้สลบคามือนายสินธุ์เป็นแน่
“ค่อยพูดค่อยจากันเถอะนะคะ” พริ้งเกลี้ยกล่อมคนของตัวเอง ใจจริงก็ไม่อยากจะให้เรื่องถึงคุกถึงตาราง สินธุ์ก็ใช่จะเป็นคนอื่นคนไกล ตอนที่ลูกสาวเธอลำบากก็ได้เขานี่แล้วที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
“หมากัดหมาด้วยกันมันก็สมควรแล้ว”
สินธุ์เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความคลั่งแค้น ถ้อยคำเจ็บแสบแทบจะทำให้คนถูกว่าทะยานออกมาต่อยปากเขา แต่ฝ่ายนั้นก็โดนหนักจนไม่คิดว่าจะมีแรงทำแบบนั้น
ปกติสินธุ์ไม่ใช่คนเลือดร้อน แต่ครั้งนี้เปลวใช้เขาเป็นเครื่องมือทำลายคนอื่น ทำให้เขาต้องมีตราบาปติดตัวและทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเสียใจ ถ้าจะอ้างว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็คงฟังไม่ขึ้น เขาแน่ใจแล้วว่าทั้งหมดเป็นแผนการของเปลว
“เอาของฟรีให้ไม่ชอบหรือครับ” เปลวถามด้วยน้ำเสียงที่น่าจะโดนยันโครมอีกที หน้าตาไม่สำนึกผิดอะไรทั้งนั้น “พอเสร็จแล้วก็แยกทาง ไม่ชอบหรือไง”
“นั่นน้องสาวคุณนะ” สินธุ์โพล่งเสียงดัง อยากจะขย้ำเปลวให้แหลกคามือ
“ผมถึงอยากเห็นเธอได้ในสิ่งที่เธอสมควรจะได้ไง...เช่นเวรกรรม! แต่ผมเดินหมากพลาดไปหนึ่งตัว นั่นก็คือคุณ” เขาใช้เหตุผลเพียงว่าสินธุ์ไม่ถูกกับ ทิพย์ทิวา แต่ดันลืมไปว่าชายหนุ่มจัดอยู่ในพวกสุภาพบุรุษเต็มขั้นที่ยอมตายแต่ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี เขาคงจะไม่ได้ดังหวังเป็นแน่ แต่นับว่าเขาปราณีน้องสาวแสนดีมากแค่ไหนแล้วที่เลือกสินธุ์ ไม่ใช่คนงานในไร่ที่อาจจะปู้ยี้ปู้ยำเธอจนไม่เหลือชิ้นดี
“คุณจะไม่มีวันสมหวัง!” สินธุ์กดเสียงต่ำดุดันโต้ตอบเปลวอย่างไม่ยอมแพ้
“บางทีผมอาจจะสมหวังก็ได้นะถ้าคุณได้รู้ว่านี่ไม่ใช่แผนการของผม” เปลวหัวเราะในลำคออย่างมีความสุข สินธุ์นิ่วหน้าไม่เข้าใจเขาเลยอธิบายต่อ “ใครกันหนอที่จะได้ประโยชน์จากความเป็นคนดีของคุณเมื่อคุณยอมเอาตัวเองเข้าไปเป็นหลักประกันในชีวิตให้กับเธออย่างง่ายๆ แต่ไม่น่าเกลียด”
สิ้นคำบอกของคนที่เลือดอาบเต็มหน้า สินธุ์ถึงกับย่นคิ้วแล้วจ้องลึกเข้าไปในแววตาอีกฝ่ายอย่างต้องการคำตอบ
“ผมบอกแล้วว่าผมอาจจะสมหวังถ้าคุณได้รู้ความจริง ฮ่าๆๆ” เปลวได้เห็นอีกฝ่ายหัวเราะตาลอยดูราวกับคนที่มีความสุขหนักหนา แววตานั้นมีประกายเลือดเย็นแปลกๆ จนคนมองเย็นสันหลังวาบ พริ้งเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงได้ปราดเข้าไปดึงตัวสินธุ์ให้รีบออกไปจากบ้านเสียก่อนที่จะเห็นอะไรมากกว่านี้
“เขาไม่ปกติ”
สินธุ์แย้งขึ้นหลังจากที่พริ้งรุนหลังให้เขาเดินมาจนพ้นเขตรั้วแล้วกำลังจะปิดประตู
หญิงสูงวัยชะงักนิดหนึ่งแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เขากำลังจะหายค่ะ”
น้ำเสียงที่พริ้งพูดถึงเปลวคือน้ำเสียงของแม่คนหนึ่งที่ห่วงใยลูกสุดหัวใจ
“ไม่ครับ” สินธุ์แย้งอีก “ผมไม่ได้หมายถึงอาการทางจิต”
“ความแค้น” พริ้งพูดด้วยท่าทางอ่อนใจ เธอรู้อยู่เต็มอกว่าเปลวเป็นอะไรแต่ก็ไม่รู้จะช่วยเหลือเขาอย่างไรดีนอกจากทำให้เขาผ่อนคลายไปในแต่ละวัน
เมื่อการสนทนานำมาซึ่งความเศร้าของหญิงสูงวัย สินธุ์จึงลากลับขึ้นรถไปทั้งที่ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกและคำถามมากมาย...เปลวเคียดแค้นอะไรทิพย์ทิวานักหนาถึงได้ตั้งใจทำลายเธอได้ขนาดนี้ ไหนจะเรื่องที่ว่าเธอเป็นคนวางแผนเองอีก แน่นอนเขาไม่เชื่อ...เพราะครอบครัวของทิพย์ทิวาจัดได้ว่ามั่งคั่งพอสมควรดูได้จากเครื่องประดับที่เธอใส่เมื่อคืน ไม่น่าเป็นไปได้ที่หญิงสาวจะทำแบบนี้
ทิพย์ทิวานั่งทำใจอยู่นานกว่าจะตัดสินใจออกไปซื้อยาคุมกำเนิดฉุกเฉินที่พี่สาวของเธอเคยบอกว่าในชีวิตนี้ห้ามกินเกินสองครั้ง ตอนนั้นเธอไม่สนใจเพราะไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสได้ใช้มัน พอไปถึงร้านขายยาก็ทำกระมิดกระเมี้ยนจน เภสัชกรต้องเข้ามาถามว่าต้องการอะไร
“เอ่อ...ดิฉัน...เอ่อ...” หญิงสาวอ้ำอึ้ง หันมองรอบร้าน มีแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่อีกมุม แต่ก็ยังเขินอายจึงขยับเข้าไปกระซิบบอกเบาๆ เภสัชกรพยักหน้ายิ้มๆ ผู้หญิงหลายคนมักจะเป็นแบบนี้เมื่อมาซื้อยาคุมกำเนิด
เมื่อจ่ายเงินเสร็จเธอก็รีบเดินออกมาจนไม่ทันได้มองทำให้ชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง เธอเซถลาไปข้างหลังแต่ไม่ถึงกับล้ม คนที่ล้มคือคนที่เธอชน
“โอ๊ย”
เด็กสาวร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดหลังจากล้มก้นจ้ำเบ้า ทิพย์ทิวาตกใจรีบถลันเข้าไปช่วยดึง แต่เด็กสาวก็สะบัดมือออกแล้วชักสีหน้าไม่พอใจใส่ทันทีที่ลุกได้
“นางบ้า เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ ถ้าฉันแข้งขาหักขึ้นมาจะทำยังไง”
ถ้อยคำที่พ่นออกมาจากปากของเด็กสาวที่คำนำหน้าน่าจะยังไม่เปลี่ยนจากเด็กหญิงเป็นนางสาวทำให้ทิพย์ทิวาถึงกับตะลึง สงสัยว่าเด็กที่กิริยามารยาทเช่นนี้ถูกอบรมสั่งสอนมาแบบไหนกัน หากเธอมีลูกมีหลานนิสัยก้าวร้าวอย่างนี้ละก็จะจับเฆี่ยนให้หลังลายเลยทีเดียว
“แล้วมองหน้าทำไม ชนฉันแล้วยังไม่ขอโทษอีก รู้ไหมว่าฉันลูกใคร” เด็กสาวทำวางกล้ามใหญ่โตไม่สนหนุ่มสนแก่
“ก็อยากรู้เหมือนกันว่าพ่อแม่หนูเป็นใคร จะได้ถามว่าเลี้ยงลูกแบบไหนถึงได้มารยาทแย่แบบนี้” ทิพย์ทิวามองเด็กหญิงที่สูงเกือบจะเท่าตัวเองอย่างตำหนิ
“อร๊ายยย! แก” เด็กสาวกรีดร้องและเต้นเร่าๆ เหมือนนางร้ายในละครที่พอไม่ได้ดั่งใจก็แหกปากโวยวาย
ทิพย์ทิวาไม่อยากจะเอ่ยขอโทษให้เสียปาก เด็กนิสัยไม่ดีไม่ควรจะได้รับการปฏิบัติที่ดีจากใคร คิดแล้วขยับไปเก็บถุงยาที่ตกอยู่ใกล้กับของเด็กสาวขึ้นมาก่อนจะเดินต่อไปโดยไม่สนใจอีกฝ่าย
“แกจะไปไหน นี่แกยังไม่ได้ขอโทษฉันเลยนะ”
เด็กสาวร้องเรียก แต่ทิพย์ทิวาก็ทำเป็นไม่ได้ยิน และป่านนี้เธอคงจะเดินออกไปนอกร้านแล้วหากไม่เป็นเพราะฝ่ายนั้นปราดเข้ามากระชากแขนเอาไว้
“ฉันขอเตือนนะหนู อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันไม่อยากทำร้ายเด็ก”
ทิพย์ทิวากล่าวเสียงเหี้ยมเกรียมไม่แพ้แววตาที่ก้มมองเด็กสาว แวบหนึ่งเห็นสีหน้าของคนนิสัยแย่ถอดสีไป แต่ไม่นานก็ปรับให้เป็นดังเดิมได้ก่อนจะวิสาสะกระชากถุงพลาสติกในมือเธอไป
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ”
“ทำไม? ก็ในเมื่อแกชนฉันแล้วไม่ขอโทษ เรื่องแค่นี้ถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ” คนอายุน้อยกว่าเชิดหน้าท้าทายอย่างไม่กลัวเกรง
ทิพย์ทิวาโคลงศีรษะเบื่อหน่าย เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอเด็กนิสัยแบบนี้เป็นครั้งแรก สาบานเลยว่าถ้าเธอมีลูกเธอจะไม่ตามใจจนเหลิงแบบนี้เด็ดขาด
“จะทำอะไรก็ทำเถอะ” ทิพย์ทิวาสะบัดมือออกแรงๆ แล้วรีบผลักประตูออกไป ไม่คิดจะเอายาคืนมาจากเด็กนั่นเพราะเดินไปซื้ออีกร้านดูจะง่ายกว่า
“เด็กประสาท!” หญิงสาวสบถอย่างหัวเสียเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กคนนั้นชัดแจ๋ว
ในร้านร้านนั้นเภสัชกรต้องยกมือขึ้นมาปิดหูเพราะเสียงกรีดร้อง คนแถวนี้รู้กันดีว่าเมื่อเธอเรียกร้องความสนใจจนเหนื่อยหรือไม่มีใครสนใจเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเธอก็จะหยุดไปเอง
“เด็กเวรเอ๊ย” เภสัชกรแอบด่าหลังเคาน์เตอร์ สายตาก็มองสองมือก็ปิดหู
แล้วก็เป็นเหมือนเช่นทุกครั้ง เพราะเด็กสาวหยุดแหกปากแต่กลับปาถุงยาที่แย่งคนอื่นมาได้ลงพื้นแล้วกระทืบระบายอารมณ์จนสาแก่ใจถึงจะกลับมาหยิบ ถุงยาของตัวเองที่หล่นอยู่พื้นข้างหลังแล้วตะพึดตะพือออกไป
ช่วงนี้สินธุ์รู้สึกเบื่อที่จะต้องกลับบ้าน อดคิดถึงบรรยากาศสงบเงียบของช่วงเวลาที่ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขายังไม่รู้ว่ามีผู้หญิงมาขออาศัยอยู่ที่นี่ด้วยเลยรบเร้าจะมาอยู่ด้วยกันให้ได้ เขารักลูกมากจึงไม่ได้คัดค้าน แม้การย้ายโรงเรียนจากกรุงเทพมาเรียนที่นี่จะยุ่งยากพอสมควรและอาจเรียนไม่ทันเพื่อนก็ตามที
“คุณพ่อขา”
เสียงแหลมปรี๊ดในความรู้สึกของคนเป็นพ่อดังขึ้นขณะที่ชายหนุ่มลอดผ่านซุ้มประตูซึ่งดาษดารด้วยสีส้มทองของดอกพวงแสดเข้ามาภายในเรือนไทยกว้างใหญ่แสนสบาย ก่อนเจ้าของเสียงจะวิ่งลงมาจากหอ เกาะแขนออดอ้อนคนเป็นพ่อ
“อะไรอีกล่ะหืม?” น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยถาม ก้มมองลูกสาวด้วยความสงสัย แม้จะรู้สึกเบื่อบ้างแต่เขาก็มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ลูก
“ลูกมีเรื่องจะเล่าให้คุณพ่อฟังด้วยค่ะ”
จินตปาตีดึงแขนคนเป็นพ่อให้เข้ามานั่งในศาลายกพื้นกลางหอด้วยกัน สินธุ์รู้ทันทีว่าเขาจะต้องไม่ได้ไปไหนอีกนานแน่ๆ จึงให้พราวพิศไปยกของว่างมาเสิร์ฟเพื่อที่เขาจะได้กินแก้เบื่อตอนฟังลูกเล่าเรื่อง
“คุณพ่อรู้ไหมคะวันนี้ลูกไปซื้อยาในตลาดมา เจอผู้หญิงคนนึงค่ะ เธอนิสัยแย่มาก เธอชนลูกจนล้มแล้วยังไม่ขอโทษอีกนะคะ แถมเธอยังพูดจาพาดพิงมาถึงคุณพ่ออีกด้วยว่าสั่งสอนลูกไม่ดี คุณพ่อต้องไปจัดการให้ลูกนะคะ” จินตปาตีนึกถึงหน้าผู้หญิงคนนั้นทีไรก็ให้ได้หงุดหงิดทุกครั้งไป
สินธุ์ที่เอนหลังพิงหมอนอิงด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายไม่ได้ฟังที่ลูกพูดเลย สักนิด ในความคิดเขาเต็มไปด้วยเรื่องของทิพย์ทิวา และยิ่งคิด ภาพใบหน้าของเธอก็คอยวิ่งวนเวียนอยู่ในหัว โดยเฉพาะตอนที่เขาได้มองใกล้ๆ ถึงแม้จะจำเหตุการณ์เมื่อคืนได้ไม่หมดแต่ความงามนั้นกลับติดตาตรึงใจอย่างมิรู้ลืม
“คุณพ่อฟังลูกอยู่ไหมคะ”
จินตปาตีร้องถาม น้ำเสียงเจือแววหงุดหงิด
“เอ่อ ลูกเล่าอีกทีซิ” สินธุ์ได้สติจึงหันไปถามบุตรสาว
“เห้อ” จินตปาตีกรอกตาเบื่อหน่ายแต่ก็ยอมเล่าซ้ำ “ลูกไปเจอผู้หญิงคนนึงที่ตลาด เขาเดินชนลูกและไม่ยอมขอโทษ ซ้ำยังพูดพาดพิงมาถึงคุณพ่อว่า สั่งสอนลูกไม่ดี ลูกไม่ยอมนะคะ คุณพ่อต้องไปจัดการให้ลูก”
“ช่างเขาเถอะลูก” สินธุ์หยิบคุกกี้เข้าปากโดยมีพราวพิศรินเครื่องดื่มเย็นๆ ให้ดื่มคลายร้อน
“ได้ยังไงคะ ลูกไม่ยอมให้ใครมาด่าคุณพ่อแล้วก็ลอยนวลไปดื้อๆ แบบนี้แน่นอนค่ะ”
สินธุ์รู้สึกขบขัน เขาเอี้ยวตัวไปหยิบหินก้อนหนึ่งในกระถางไผ่กวนอิมซึ่งตั้งติดเสาหอต้นใกล้ๆ มาหนึ่งก้อน ส่งลงมือจินตปาตี เท่านี้เด็กสาวก็รู้แล้วว่าพ่อต้องการสื่ออะไร ไม่วายทำหน้าเสียประท้วงอีกตามเคย
“คุณพ่ออ่ะ ที่ลูกบอกเรื่องนี้กับคุณพ่อไม่ใช่เพื่อจะมานั่งกำหินแล้วตอบคำถามว่าเจ็บหรือไม่เจ็บแล้วจะได้ปล่อยวางหรอกนะคะ”
“ลูกก็รู้ว่าพ่อต้องการอะไรนี่นา”
“แต่ลูกไม่อยากจะปล่อยวางนี่คะ ลูกไม่อยากให้ใครมาคิดว่าคุณพ่อของลูกไร้น้ำยา คุณพ่อของลูกเป็นถึงเศรษฐีใหญ่ไปไหนใครก็รู้จัก เรื่องอะไรจะยอมให้นาง...เอ๊ย! เธอคนนั้นมาด่าได้ง่ายๆ” จินตปาตีโน้มตัวซบไหล่พ่อแล้วทำเสียงอ้อน “นะคะคุณพ่อ ไปจัดการให้ลูกที”
“พ่อเป็นแค่พ่อค้า ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรลูกก็รู้” สินธุ์ตอบตามความจริง ทำให้เด็กสาวเด้งตัวขึ้นมามองด้วยแววตาขุ่นเคือง “แต่ถึงพ่อมีอิทธิพลล้นฟ้าพ่อก็ไปห้ามความคิดของใครไม่ได้”
“คุณพ่อ!!!” จินตปาตีร้องอย่างขัดใจ “คุณพ่ออยากเห็นลูกเครียดจนสมองแตกตายใช่ไหมคะ ใช่สิ! คุณพ่อไม่ได้ต้องการลูกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถ้าลูกตายไปสักคนคุณพ่อคงดีใจเพราะจะไม่มีใครมาขัดขวางความรักของคุณพ่อกับผู้หญิง คนใหม่ คุณพ่ออยากให้ลูกตายใช่ไหมคะ”
“ลูกพีช” สินธุ์กดเสียงต่ำหากแต่ยังนุ่มนวลรื่นหูในความรู้สึกของคนฟัง
เขาใจเย็นมากจนน่าประหลาดใจ ผิดกับพราวพิศที่ฟังคำตัดพ้อดังนี้แล้วก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย ไม่รู้ว่าสินธุ์สอนลูกมาแบบไหนถึงได้โตมาเป็นเด็กนิสัยแย่ได้ขนาดนี้
“ถ้าคุณพ่อไม่ไปจัดการให้ลูก คุณพ่อก็ไม่ต้องมาคุยกับลูกอีก แล้วลูกจะไม่มาให้คุณพ่อเห็นหน้าอีกต่อไป”
สินธุ์รู้ดีว่าคำว่า ‘จะไม่มาให้เห็นหน้าอีก’ หมายความว่าเธอจะขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วร้องไห้ ไม่พูดไม่จา ไม่ยอมกินข้าวกินปลานั่นเอง
“เอาไว้พ่อจะจัดการให้” คนเป็นพ่อต้องยอมจำนน จินตปาตีจึงโผเข้ากอดอย่างดีอกดีใจ เอาเข้าจริงแล้วเขาเป็นพ่อที่แย่มาก เขาตามใจลูกทุกอย่างเพราะคิดว่ามันจะทดแทนปมด้อยที่จินตปาตีกำพร้าแม่มาตั้งแต่เด็กได้ รวมทั้งไม่ต้องการให้อาการป่วยที่เธอเป็นอยู่มันเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม แต่เขาก็มีวิจารณญาณมากพอที่จะแยกแยะว่าสิ่งไหนควรหรือไม่ควรทำ อย่างเรื่องนี้ เขาแค่รับปากให้เรื่องมันจบไป ไม่ได้จะไปรังควาญผู้หญิงคนนั้นแต่อย่างใด
“หน้าคุณสินธุ์ไปโดนอะไรมาคะนั่น” พราวพิศที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นเมื่อสังเกตเห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าหล่อเหลา
“มีเรื่องนิดหน่อย”
สินธุ์คลึงตรงรอยช้ำเบาๆ แทบลืมไปแล้วว่าโดนต่อยมา น่าแปลกที่พอมีคนทักเขาก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวพราวไปเอายามาใส่ให้นะคะ”
พูดไม่ทันจบพราวพิศก็วิ่งกลับเข้าไปในห้องของตัวเองแล้วออกมาพร้อมกับกล่องปฐมพยาบาล รีบลงมือทำแผลให้ชายหนุ่มด้วยความห่วงใย
จินตปาตีหมั่นไส้ พ่อไว้ใจหล่อนถึงขั้นให้ทำหน้าที่ดูแลเธอด้วยเห็นว่าเรียนจบตั้งเภสัชกร แต่ดันโชคร้ายที่สามีมีส่วนพัวพันกับคนเลวเลยต้องลาออกจากงาน แถมสามียังมาถูกฆ่าตายเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เสียด้วย แต่เธอดูออกว่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้พ่อเธอก็หวังแบบเดียวกันหมด เด็กสาวจึงคว่ำปากอย่างไม่ชอบใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้...ทำไม่ได้แม้กระทั่งบังคับให้พ่อไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไป เพราะเคยทำมาแล้วแต่ไม่ได้ผล กลายเป็นว่าต้องอดข้าวอดน้ำฟรีๆ ไปถึงสามวันด้วยกัน
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ขอบคุณครับ” สินธุ์กล่าวขอบคุณ
วินาทีนั้นชายหนุ่มสบตากับเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ ดวงตาคู่งามทอแววประหลาดที่ทำให้เลือดในกายของเขาสูบฉีดรุนแรง พราวพิศรีบก้มหน้าซ่อนยิ้ม เขินอาย แต่ยังไม่ละจริตที่ทำแค่พองามด้วยการช้อนสายตาขึ้นมองเขาคนตัวโต
“คุณพ่อไม่ถามลูกหรือคะว่าลูกไปตลาดทำไม” จินตปาตีตั้งใจขัดจังหวะโดยการเขย่าแขนพ่อแรงๆ
สินธุ์ตัดสายตาจากพราวพิศก่อนจะถาม “แล้วไปทำไมล่ะ”
“ลูกไปซื้อยา ลูกปวดหัว” พ่อจะได้รู้เสียทีว่าแม่พราวพิศคนนี้บกพร่องในหน้าที่จนปล่อยให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขาตะลอนตามลำพังจะได้รีบไล่มันออกจากบ้านไป แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด
“ดีแล้วที่ลูกพ่อทำอะไรด้วยตัวเองได้บ้าง พ่อจะได้วางใจ”
จินตปาตีหน้าหงิกเป็นมะเหงก และคิดว่าตอนนี้พราวพิศคงกำลังยิ้มเยาะตนอยู่เป็นแน่เลยหันขวับไปจ้องฝ่ายนั้นหากก็เห็นเพียงใบหน้านิ่งๆ อย่างคนเจียม -เนื้อเจียมตัวแทน
“ในถุงนั้นใช่ไหม”
สินธุ์มองถุงพลาสติกสีขาวที่วางอยู่ไม่ไกลแต่ไม่ได้สังเกตเห็นในตอนแรกก่อนจะหยิบขึ้นมาเปิดดู แต่เขากลับต้องตกใจเมื่อมันไม่ใช่ยาแก้ปวด แต่เป็นยาคุมกำเนิดชนิดฉุกเฉินที่ใช้ชื่อเดียวกับนักร้องสากลหญิงชื่อก้องโลก
“ลูกพีช! ทำไมลูกทำตัวแบบนี้”
ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงกระด้างจัดบวกกับแววตาดุดันที่จ้องมองทำให้เด็กสาวตัวสั่น มือเย็นเฉียบ หากคนเป็นพ่อก็ยังไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป
“ละ...ลูก...ทะ...ทำอะไรคะ”
“พ่อบอกพ่อสอนอะไรไปทำไมถึงไม่จำ ทำไมทำตัวเป็นเด็กใจแตกแบบนี้”
สินธุ์โมโหจัดถึงขึ้นตะคอกใส่ลูกสาวอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการที่ลูกสาวทำตัวเป็นเด็กใจแตก! เขาจะไม่ยอมให้ลูกสาวของเขาเดินซ้ำรอยพ่อกับแม่เป็นอันขาด เพราะเขารู้ว่ามันขื่นขมและลำบากยากแค้นเพียงใด
“ลูกเปล่านะคะ” จินตปาตีส่ายหน้าจนเส้นผมกระจาย ปากสั่น มือสั่นไปหมดด้วยความกลัว
“หลักฐานตำตาขนาดนี้ลูกยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ” ชายหนุ่มปราดคว้าไหล่สองข้างของบุตรสาวแล้วเขย่าโดยกำลังแรง “บอกพ่อมาว่ามันคนนั้นเป็นใคร”
“ลูกไม่รู้เรื่องค่ะคุณพ่อ” เด็กสาวหน้าซีดจนเป็นกระดาษ ส่งสายตาอ้อนวอนคนเป็นพ่อเต็มที่แต่ก็ไม่ได้ผล
“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณสินธุ์” พราวพิศช่วยห้ามอีกแรงแต่เขาก็ไม่ฟัง
“พูดความจริงมาเดี๋ยวนี้ลูกพีช!!! บอกพ่อมาว่าไอ้ผู้ชายคนไหนมันกล้าทำกับเด็กอายุสิบสี่ได้ลงคอ” หรือนี่มันอาจจะเป็นเวรกรรมที่เขาทำกับทิพย์ทิวา มันตามมาเล่นงานเขาเร็วขนาดนี้เลยหรือนี่
“ปล่อย! ลูกไม่รู้ ลูกไม่รู้...ฮือๆๆ ลูกไม่รู้ คุณพ่อปล่อยลูก กรี๊ดดดดดดดด”
จินตปาตีกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ดวงตาที่มีน้ำเอ่อรื้นเบิกกว้างและล่องลอยราวกับคนไร้ความรู้สึก เนื้อตัวกระตุกเกร็งตลอดร่าง มือทั้งสองหงิกงอ อีกทั้งริมฝีปากบิดเบี้ยว ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ผิดกับเนื้อตัวที่มีสีเข้มคล้ำจน น่าตกใจ สิ่งนี้เองที่ทำให้คนเป็นพ่อรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป
“ลูกพีช! พ่อขอโทษ” ชายหนุ่มลนลานจนแทบทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังมีสติพอจะดึงเบาะนั่งมารองศีรษะกันของลูกสาวกันไม่ให้กระแทกพื้น และเมื่อเห็นว่าจินตปาตีมีท่าทีจะกัดลิ้นตัวเองคนเป็นพ่อเลยเสียสละมือข้างหนึ่งให้ลูก เขาอยากจะช่วยดูดซับอาการทั้งหมดมาเก็บเอาไว้เสียเอง น้ำตาแห่งความหวาดหวั่น รู้สึกผิดและหวาดกลัวไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
หากลูกเขาเป็นอะไรไปเขาจะไม่ยอมให้อภัยตัวเองเลย!
เคยมีคนบอกสินธุ์เอาไว้ว่าอย่าให้อารมณ์เข้ามาอยู่เหนือจิตใจ เพราะเพียงวูบเดียวมันก็สามารถทำลายทุกสิ่งลงได้ในพริบตา ดูอย่างวันนี้ที่เขาปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำจนตัวเองเกือบจะเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตไป ชายหนุ่มนั่งเท้าเข่าอยู่บนเก้าอี้ใกล้เตียงที่จินตปาตีนอนไม่ได้สติอยู่ด้วยใบหน้าอมทุกข์ มือที่ถูกกัดมีเลือดไหลซิบแม้จะพันด้วยผ้าก๊อซแล้วแต่ความเจ็บในขณะนี้เทียบไม่ได้กับที่หัวใจเขาเจ็บเลย
“พราวว่ายานั่นไม่ใช่ของหนูพีชหรอกค่ะคุณสินธุ์”
เสียงของพราวพิศดังมาทางทางด้านหลัง พร้อมกับแตะมือที่ไหล่หนาเบาๆ ชายหนุ่มเหลียวมองเธออย่างต้องการความเห็น
“หนูพีชบอกว่ามีคนเดินชนเธอ ยาคงเป็นของหล่อนมากกว่าที่จะเป็นของเด็กอายุสิบสี่ อีกอย่างหนูพีชไม่ใช่เด็กที่จะทำนิสัยแบบนั้น พราวอยู่กับเธอตลอดเวลาไม่เห็นมีผู้ชายคนไหนเข้าหาเธอเลย”
สินธุ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แววตาสลดลงอีกและเขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เลย เพราะทุกอย่างที่พราวพิศพูดมานั้นมันง่ายมากที่จะคิดได้จนน่าคิดว่าคนที่มองข้ามมันไปเป็นพวก ‘โง่เง่า’
“คุณสินธุ์ไปล้างแผลที่คลินิกก่อนดีไหมคะ พราวกลัวว่ามันจะติดเชื้อ” หญิงสาวแนะนำด้วยความห่วงใย
สินธุ์ไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียวและไม่ได้สนใจเธออีกเลย สายตาของเขายังคงจดจ้องบุตรสาวผู้เป็นเสมือนแก้วตาดวงใจ เขายอมรับว่าตนเองลุแก่โทสะจนทำร้ายจิตใจลูก แต่ก็เพราะเขากลัวว่าเธอจะเดินซ้ำรอยพ่อแม่ที่ชิงสุกก่อนห่ามจนผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับไม่ได้และตัดหางปล่อยวัดให้ได้เผชิญกับความลำบากยากแค้น ชายหนุ่มจำได้ดีว่าช่วงเวลานั้นเขาทุกข์ทรมานมากเหลือเกิน
สินธุ์เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง แต่ก็พอมีชีวิตที่สุขสบายเลยเถิดไปถึงขั้นเกเรสำมะเลเทเมาจนไม่เอาการเอางาน ช่วงนั้นเขาติดพันอยู่กับเด็กสาวอายุยังไม่ถึงสิบแปดชื่อจินต์จุฑาที่แต่แรกคิดเพียงว่าจะเล่นสนุก หากท้ายสุดแล้วเขากลับสนุกไม่ออกเพราะจินต์จุฑาเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ในฐานะลูกผู้ชายอกสามศอกจะให้ปัดความรับผิดชอบก็คงไม่ได้ จึงพาหญิงสาวมาแนะนำตัวกับครอบครัวและหวังว่าจะไปสู่ขอเธอในลำดับถัดมา
แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเมื่อได้รู้ความจริงบางอย่างที่ไม่เคยรู้ นั่นคือ ปมปัญหาของผู้ใหญ่ที่ฝังรากลึกมาหลายชั่วอายุคนทำให้ทั้งสองครอบครัวยื่น คำขาดให้เขาและจินต์จุฑาตัดขาดกัน แต่เขามันพวกยอมหักไม่ยอมงอจึงถูก ตัดหางปล่อยวัด เขาพาเมียท้องอ่อนๆ ไปเช่าบ้านอยู่ในสลัม คิดว่าจะหางานทำแต่ความที่เรียนไม่จบที่ไหนสักที่ อาชีพเลยไม่พ้นจับกังทำงานหาเช้ากินค่ำ ส่วน จินต์จุฑาก็ยังเรียนไม่จับมัธยมปลายและทำได้ดีที่สุดเพียงทำน้ำเต้าหู้ขาย
จากที่เคยสุขสบาย อยากได้อะไรก็เพียงแค่เอ่ย กลับต้องมาตรากตรำใช้แรงงานและทนให้คนอื่นเหยียดหยาม ชีวิตช่วงนั้นดูเหมือนจะตกต่ำอย่างถึงขีดสุด สภาพจิตใจของสินธุ์เองก็ย่ำแย่เพราะเขาไม่ยอมปล่อยวาง ไม่ยอมรับในสิ่งที่เป็นอยู่ เอาแต่โทษว่าถ้าไม่ใช่เพราะจินต์จุฑาปล่อยให้ตัวเองท้องก็คงไม่ต้องลำบาก พอทะเลาะกันหนักเข้าบวกกับเขาอารมณ์รุนแรงเลยพลั้งมือทำเธอถึงขั้นเลือดตก ยางออกและเกือบจะเสียลูกไป
มันเป็นความทรงจำเลวร้ายที่ตามหลอกหลอนเขามาจนถึงทุกวันนี้ และทำให้เขาบอกกับตัวเองในตอนนั้นว่าหากลูกโตขึ้นจะไม่ยอมให้ลูกชิงสุกก่อนห่ามเป็นอันขาดไม่ว่าจะในกรณีใดๆ ก็ตาม
“คุณสินธุ์ฟังพราวอยู่หรือเปล่าคะ” พราวพิศเรียกคนที่เหม่อลอยด้วยเสียงที่ดังขึ้นจนได้เห็นสินธุ์สะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันมาเอ่ย
“ผมอยากอยู่กับลูกตามลำพัง”
พราวพิศเดินออกมาจากห้องฝากระดานห้องใหญ่ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของเด็กสาวแล้วปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ ในความรู้สึกของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจ และค้างคาหลายอย่างด้วยกันกับอาการที่จินตปาตีเป็น
เธอได้มีโอกาสดูแลจินตปาตีอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่เด็กสาวย้ายมาอยู่กับพ่อ ทำให้รู้ถึงลักษณะอาการที่จินตปาตีเป็นทั้งจากประวัติการรักษาในสมุดพกของเด็กสาวและจากคุณยายผู้ซึ่งรับหน้าที่ดูแลฝ่ายนั้นมาหลายปีแต่ไม่ยอมอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลของความเหมาะสมเนื่องจากสินธุ์เป็นพ่อหม้ายลูกติดไม่มีภรรยาส่วนนางก็เป็นแม่ยายที่ยังดูสาวและสวยมากแม้วัยจะล่วงเลยไปมากแล้วก็ตาม
เคสของจินตปาตีนั้นนับว่าแปลกเพราะอาการที่แสดงคืออาการของคนที่เป็นลมชัก แต่ไม่มีรายงานว่าเด็กสาวมีอาการป่วยหรือติดเชื้อทางสมอง หากสาเหตุนั้นชัดเจนว่าเกิดจากความกระทบกระเทือนด้านจิตใจบวกกับถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตั้งแต่เล็กทำให้พอมีอะไรขัดใจนิดหน่อยก็พลอยแสดงอาการซ้ำเดิมจนดูราวกับว่ามันจะเป็นอาการป่วยทางจิตเสียมากกว่า
คิดแล้วก็สงสารสินธุ์อยู่เหมือนกัน อายุก็มากขึ้นทุกวันแถมยังต้องรับภาระหนักทั้งกับลูกสาวและกิจการที่ทำอยู่แต่ข้างกายเขากลับไม่มีแม้คู่คิดดีๆ สักคน หรือหากมีก็ทนนิสัยแย่ๆ ของเด็กแสบอย่างจินตปาตีไม่ไหวถึงได้เผ่นไปไม่รู้กี่รายต่อกี่รายพลอยทำให้เขามี ‘ชื่อเสีย’ ในเรื่องผู้หญิงตามมาด้วยอีกมากมาย
