บทที่ 11 บท 3.4

            ระหว่างทางจากมหา’ลัยไปร้านอาหารที่พี่โปรดว่า เราแทบไม่ได้พูดกันสักประโยค มีแต่พี่โปรดเท่านั้นที่เป็นฝ่ายถามนั้นนี่ ส่วนเชเองก็มีหน้าที่ตอบอย่างเดียว เขาอยากจะหาเรื่องชวนคุยเหมือนกัน พี่โปรดจะได้ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเชนั่งนิ่งแบบนี้ แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะชวนอีกฝ่ายคุยเรื่องอะไรดี

            โชคดีที่ระหว่างการเดินทางพี่โปรดเปิดเพลงคลอในรถด้วย ทำให้บรรยากาศระหว่างเราไม่เงียบจนเกินไป มันไม่ได้อึดอัดเหมือนตอนที่อีกฝ่ายช่วยเชพาซันกลับหอพัก

            “เงียบอีกแล้ว”

            “ครับ?”

            “พี่ไม่รู้จะชวนเชคุยเรื่องอะไรแล้วอะ แล้วเราไม่คิดจะชวนพี่คุยบ้างเหรอ” พี่โปรดว่า ริมฝีปากของเจ้าตัวกำลังยิ้มขณะที่พูดและสายตาของพี่โปรดก็มองรถคันข้างหน้าตาไม่กะพริบ

            “อ๋อ….” เชขานรับเสียงแผ่ว พยายามเค้นสมองอย่างหนักว่าจะชวนพี่โปรดคุยเรื่องอะไรดี “แล้วนี่พี่โปรดจะพาเชไปร้านไหนเหรอครับ”

            “ร้านอาหารญี่ปุ่นครับ ความจริงพี่ชวนเพื่อนไปด้วยนะ ไปกันหลาย ๆ คนน่าจะสนุก แต่เพื่อนมันไม่ว่างเนี่ยสิ เราเลยต้องไปกันสองคน”

            “อา แย่จังเลยนะครับ” เชว่า หากมันเป็นอย่างที่พี่โปรดอ้าง เขาก็คงจะเสียดายมาก ๆ เพราะอย่างน้อยถ้ามีเพื่อนพี่โปรดไปกินข้าวด้วย ตลอดการกินอาหารเชก็คงไม่ต้องนั่งเกร็ง

            “แล้วเรียนวันนี้เป็นไงบ้าง”

            “ก็เรื่อย ๆ ครับ ช่วงนี้ไม่มีอะไรแล้ว เตรียมอ่านหนังสือสอบอย่างเดียว”

            “ใกล้สอบแล้วสินะ” พี่โปรดพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะพูดต่อ “…เพราะงี้ใช่ไหมเชเลยต้องอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ เที่ยงคืนก็ไม่ยอมกลับห้องไปนอน”

            “ใช่ครับ ใกล้สอบแล้วเลยต้องอ่านหนังสือหนัก ๆ หน่อย เพราะถ้าทำข้อสอบไม่ได้ เชก็คงเสียดายแย่”

            “อย่าลืมพักผ่อนด้วยนะ พี่เป็นห่วง”

            ตลอดการกินอาหารญี่ปุ่นร่วมกับพี่โปรด เชไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไรนัก หลายครั้งที่เขาไม่ทันได้ฟังคำถามของพี่โปรด สมองโล่งชั่วขณะ มันมีแต่ประโยคที่อีกฝ่ายบอกว่าเป็นห่วงกันดังขึ้นมาในหัวซ้ำ ๆ เคยประหม่ายังไง เชก็ยังประหม่าเช่นนั้น ไม่กล้าสบตาพี่โปรด มองนั่นมองนี่ไปเรื่อยจนอีกฝ่ายต้องออกปาก

            ‘เก้าอี้ โคมไฟ ขวดโชยุ มันน่าสนใจมากกว่าหน้าพี่เหรอ ทำไมเราไม่มองเลย’ รู้ว่าพี่โปรดแค่แซวตลก ๆ แต่เชกลับยิ่งรู้สึกหงุดหงิดตัวเอง

            เชอยากกล้ามากกว่านี้ กล้าที่จะชวนคุย กล้าที่จะหยอกล้อ กล้าที่จะสบตากับพี่โปรด เหมือนตอนที่เราเที่ยวกลางคืนด้วยกัน เพราะยิ่งเชประหม่ามากเท่าไร มันก็ยิ่งเผยพิรุธออกมามากขึ้นเท่านั้น วูบหนึ่งเขาในความคิดก็อยากสั่งแอลกอฮอล์มากิน ให้อาการแบบนี้หายไปสักครู่หนึ่งก็ยังดี

            เชโดนพี่โปรดแซวเรื่องไม่กล้าสบตากันซ้ำแล้วซ้ำเล่า กว่าเราจะกินอาหารมื้อเย็นกันเสร็จ เขาก็โดนพี่โปรดแซวจนพรุนแล้ว

            “เชครับ….” ระหว่างที่พี่โปรดกำลังขับรถไปส่งเชที่หอพัก เรากำลังขับรถผ่านร้านสะดวกซื้อด้วยกัน จู่ ๆ อีกฝ่ายก็เรียกชื่อเชออกมา

            “ครับ?”

            “เรารีบกลับห้องปะ”

            “ไม่ครับ”

            “งั้นกินเบียร์เป็นเพื่อนหน่อยดิสักกระป๋อง เครียดว่ะ”

            “อา…ก็ได้ครับ”

            เมื่อเชตกลงเช่นนั้น พี่โปรดก็รับหน้าที่เป็นคนเดินเข้าไปซื้อเบียร์ในร้านสะดวกซื้อมาสองกระป๋อง ส่วนเขาก็นั่งรออยู่หน้าร้าน ใช้เวลาเพียงไม่นานพี่โปรดก็เดินกลับออกมา อีกฝ่ายทิ้งตัวลง นั่งข้างกัน พี่โปรดเปิดกระป๋องเบียร์ให้เสร็จสรรพ ก่อนจะยื่นมาให้

            ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นระหว่างเรา ต่างฝ่ายต่างดื่มเบียร์ของตัวเองอย่างเงียบ ๆ เรามองรถจักรยานยนต์ขับผ่าน นั่งมองหมากัดกันไปเรื่อย เชอยากจะถามพี่โปรดเหมือนกันว่าอีกฝ่ายเครียดเรื่องอะไร แต่เขาก็ไม่กล้าพอจึงต้องรอให้พี่โปรดเป็นฝ่ายพูดมันออกมาเอง

            “เชเคยมีแฟนไหม” จู่ ๆ พี่โปรดก็เปิดประเด็นขึ้น นั่นทำให้เชเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะให้คำตอบ

            “เคยมีคนคุยครับ เกือบจะได้เป็นแฟนแล้ว แต่เขาต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ก็เลยไม่ได้คบกัน”

            “…..”

            “พี่โปรดมีเรื่องเครียดอะไร ระบายกับเชได้นะครับ” พอสบโอกาส เชก็รีบพูดทันที

            “แฟนเก่าพี่มาขอคืนดีว่ะ พี่ควรทำยังไงดี?” คำถามของพี่โปรด ทำเอาเชถึงกับอึ้ง เขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องความรัก เพราะตอนแรกเชคิดว่าอีกฝ่ายเครียดเรื่องงาน ในขณะเดียวกันนั้นพี่โปรดก็มองไปข้างหน้า สายตาของอีกฝ่ายเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป