บทที่ 2 บท 1.2

“น้องเช พี่กำลังคิดถึงอยู่พอดีเลย” พี่เฟิร์นสายเอ็นเตอร์เทนตัวแม่ ตัวสร้างบรรยากาศของโต๊ะวี้ดว้ายกับการปรากฏตัวของเช ก่อนที่เธอจะตบเก้าอี้ตัวว่าง ๆ ให้เขานั่งด้วยกัน

            “เป็นยังไงบ้าง พี่คิดถึงจังเลย”

            “ก็ดีครับ….ใกล้สอบแล้ว ตอนแรกก็ว่าจะไม่มา”

            “เนี่ย พี่เฟิร์นตอนแรกไอ้เชมันไม่ยอมมาด้วยเว้ย บอกจะอ่านหนังสือ ผมกล่อมตั้งนานกว่ามันจะยอมใจอ่อน” ไอ้ซันได้ทีรีบฟ้องใหญ่ ทำเอาคนที่ถูกกล่าวถึงถึงกับส่ายหน้ากับอาการขี้ฟ้องของเพื่อนตัวดี

            “จริงเหรอคะ น้องเช” พี่เฟิร์นหันมาถามเชเสียงอ่อน ก่อนจะหันไปชี้หน้าไอ้ซันและพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไป “อีซัน หล่อนนั่นแหละบาป! เพื่อนเขาจะอ่านหนังสือ หล่อนจะลากมาทำไม”

            “อ้าว พี่เฟิร์นเองไม่ใช่เหรอที่เป็นคนสั่งผมอะ”

            “ฉันเหรอวะ” พี่เฟิร์นถามเสียงสูง

            “หลักฐานยังอยู่ในไลน์ จะเอาไหมล่ะ”

            “แหม่….ฉันก็แค่หยอกเล่นย่ะ น้องเชอย่าโกรธพี่น้า พี่ก็แค่อยากให้เรามากันครบทีมเฉย ๆ” พี่เฟิร์นไม่ว่าเปล่า แต่ยังหันมากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อจะขอความเห็นใจ ทำเอาเชถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

            “ฮ่า ๆ ไม่เป็นไรหรอกครับ แล้วนี่มากันเท่านี้เหรอ ผมก็นึกว่าจะมาเยอะกว่านี้ซะอีก”

            “จริง ๆ มันแค่จะถามหาพี่โปรดพี่ แต่สงวนท่าทีไว้เฉย ๆ”

            “ไอ้ซัน อย่ากวนตีน” เชมองค้อนเพื่อน อยู่ดีไม่ว่าดี ชอบหาเรื่องให้โดนด่า

            “ยังมีอีก ๆ  แต่ยังมาไม่ถึงกัน โปรดก็เหมือนกัน แต่เห็นบอกว่าใกล้ถึงแล้วนะ อ้อ! วันนี้พวกแกก็เพิ่งอย่ารีบเมานะ ยาว ๆ ไปค่ะ เดี๋ยวเสร็จจากนี่ เดี๋ยวเราไปต่อ”

            “โห สุดจริง” ซันว่า

            “เถอะน่า เอาหน่อย ๆ เดี๋ยวพวกแกก็จะสอบไฟนอลแล้ว คงไม่ได้เจอกันยาว ๆ ส่วนพวกฉันก็เครียดเรื่องงานเนี่ย  ปลดปล่อยกันหน่อย อุตส่าห์ว่างตรงกันทั้งที” พี่เฟิร์นมาพร้อมถอนหายใจออกมา ดูเหมือนชีวิตใกล้จบของพวกพี่ปีสี่จะหนักหนากันเหลือเกิน

            “ชีวิตการทำงานมันเหนื่อยขนาดนั้นเลยเหรอพี่” เชถาม

            “ใช่ เหนื่อยมากกกก” พี่เฟิร์นลากเสียงยาว ก่อนจะพูดต่อ “ถ้าพวกแกว่าเรียนก็เหนื่อยแล้ว ชีวิตในวัยทำงานมันยิ่งกว่าเสียอีก มันไม่ใช่แค่ทำงานแลกเงินเดือนไง แต่มีภาระหลาย ๆ อย่างที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ตอนนี้พวกแกมีเวลาเที่ยวก็เที่ยวไปเถอะ ขอแค่อย่าให้เสียการเรียนเป็นพอ”

            “โห ได้ยินแบบนี้ ผมรู้สึกไม่อยากทำงานเลยอะ ” ซันพูดต่อ

            “งั้นแกก็จบพร้อมหมอสิ ยังพอยืดเวลาออกไปได้นิดนึงหรือว่าจะเรียนครบแปดปีตามโควตาก็ไม่มีใครว่าหรอกค่ะคุณน้อง”

            “ถ้าแบบนั้น ผมคงโดนแม่ฆ่าก่อนอะ” ไอ้ซันพูดพร้อมทำท่าขนลุก

            เชรู้จักนิสัยแม่เพื่อนดี แม่ของซันจะโหดก็ว่าจะโหด จะมองว่าเป็นคนใจดีก็ได้ เรื่องอื่นเธอมักจะยอมไอ้ซันเสมอ ไม่เคยเห็นบ่นลูกชายสักคำ แต่ถ้าเป็นเรื่องเรียนแม่มันจะซีเรียสมาก ประมาณว่าเที่ยวได้ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ แต่อย่าให้เสียการเรียนเชียว ไม่งั้นมีตัดค่าขนม มีตัดออกจากกองมรดกแน่

            “ชีวิตวัยทำงานพวกแกอย่าไปกลัวเลย หนียังไงก็ไม่พ้นหรอก” พี่เฟิร์นว่าพร้อมกับเบียร์ให้เช

            “ถ้าพวกฉันผ่านไปได้ พวกแกก็คงผ่านไปได้เหมือนกันแหละน่า นั่งลงก่อน ๆ” ช่วงท้ายประโยคพี่เฟิร์นก็หันไปพูดกับพวกรุ่นพี่ปีสี่ที่เพิ่งเดินทางมาถึง

            ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ เมื่อรุ่นพี่และกลุ่มเพื่อนของเชเริ่มทยอยมาถึงกันทีละคนสองคน จนในที่สุดโต๊ะของพวกเขาก็ว่างแค่ที่เดียว….

            ….ที่ของพี่โปรด

            “น้องเชอย่าเพิ่งเมานะ จิบเบียร์เบา ๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยไปเมาร้านที่สอง” พี่เฟิร์นกระซิบบอก ในขณะที่มือของเธอก็กำลังรินเบียร์แก้วที่สองให้เช

            “ผมจะเมาเบียร์ เพราะพี่รินให้ไม่หยุดนี่แหละ”

            “อ้าวเหรอ โทษ ๆ”

            เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืน จวนจะตีหนึ่งแล้วก็ยังไร้เงาพี่โปรด มีเป็นไปได้ว่าค่ำคืนนี้พี่โปรดจะไม่มา จากที่คนนั่งกันเต็มโต๊ะ ก็เหลือเพียงแค่เชที่นั่งอยู่เพียงลำพัง เชไม่ได้รอพี่เขา….แต่โดยปกติแล้ว เขามักจะได้เฝ้าโต๊ะกับพี่โปรดเสมอ เราเป็นสายนั่งเฝ้าโต๊ะเหมือนกัน เรามักจะนั่งคุยกัน ในขณะที่คนอื่นบ้างก็ออกไปเต้น บ้างก็เดินไปนั่งโต๊ะอื่น ทำความรู้จักไปทั่วร้าน

            พอต้องนั่งเฝ้าโต๊ะคนเดียว เชก็รู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก เขานั่งเท้าคาง จิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมกับมองการกระทำต่าง ๆ ของคนในร้านไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งพี่เฟิร์นจะเดินกลับมาหาที่โต๊ะ

            “นั่งเหงาอะไรคนเดียวคะคุณน้อง ออกไปเต้นกับพวกพี่เร็ว! พวกไอ้ไอซ์ก็ถามหาเราเนี่ย”

            “ถ้าผมไปแล้วใครจะเฝ้าโต๊ะ”

            “ก็ทิ้งไว้นี่แหละ โต๊ะมันไม่หายไปไหนหรอก”

            “……”

            “มาเร็ว! ไปหาพวกเพื่อนทางนั้นกัน เขาถามหาแกด้วย” คราวนี้พี่เฟิร์นไม่ว่าเปล่า แต่ยังดึงมือเชให้ลุกขึ้น ก่อนจะเริ่มออกแรงลาก จนในที่สุดเชก็ยอมแพ้ เขายอมทิ้งโต๊ะแล้วเดินไปทางหากลุ่มเพื่อนที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของร้าน

            หากการเที่ยวกลางคืนคือการปลดปล่อยความเครียด งั้นการเต้นคือการพักผ่อน เชปล่อยให้ร่างกายของเขาขยับไปตามจังหวะเพลง เขาอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน เต้นเบาที่สุดเพราะไม่ได้อยากเป็นดาวเด่นและไม่ชอบหากถูกใครจับตามอง เขาแค่ขยับเบา ๆ โดยที่มือข้างหนึ่งก็ถือเครื่องดื่มเอาไว้

            สติของเชเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ขณะปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างเขากำลังเพิ่มมากขึ้น เชพยายามยั้งปากตัวเองแล้ว แต่ดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะเวลาใครเดินผ่านมาก็ชนแก้วกันตลอด

            ยิ่งดึกยิ่งสนุกจะมาหมดสนุกอีกทีก็ตอนร้านปิด ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีการต่อร้านสองตามที่วางแผนเอาไว้แล้ว เพราะทุกคนกำลังได้ที่ สภาพบางคนเริ่มไปต่อไม่ไหว รวมถึงเชด้วย….สติเขากำลังเลือนหายไปอย่างช้า ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป