บทที่ 7 บท 2.4
เผลอหลับไปตอนไหน เชก็จำไม่ได้เหมือนกัน มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ในโทรศัพท์แผดเสียงร้องแล้ว นั่นทำให้เชต้องจำใจลุกขึ้น ทั้ง ๆ ใจจริงเขายังอยากนอนต่อ เพราะเพิ่งหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเช้านี่เอง
เชมาถึงมหา’ลัยด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ตามประสาคนนอนไม่พอ เขาทิ้งตัวลงที่นั่งประจำของตัวเอง ตอนนี้อาจารย์ยังไม่เข้าสอน จึงพอมีเวลาได้คุยกับเพื่อนบ้าง นี่ถ้าไม่ใช่วิชาสำคัญ มีสอบท้ายคาบ บางทีตอนนี้เชก็อาจยังนอนอยู่บนเตียงก็ได้
“ไหวปะเนี่ย” หลังเขาทิ้งตัวลงเก้าอี้ ไอ้ซันที่มาถึงก่อนก็เอ่ยถามด้วยอาการสดชื่น ไม่มีอาการว่าจะแฮงค์แต่อย่างใด
“คนเมาแล้วให้คนอื่นแบกกลับห้อง ไม่มีสิทธิ์พูด” เชเอ่ยเสียงแข็ง ตวัดสายตามองไอ้เพื่อนตัวดีอย่างคาดโทษ ทำเอาซันถึงกับสะดุ้ง
เมื่อคืนเชก็บอกแล้วว่าจะอ่านหนังสืออยู่ที่ห้อง ไอ้เพื่อนตัวดีก็ยังจะลากไปเที่ยวด้วยกันให้ได้ สุดท้ายกลายเป็นเชที่นอนไม่พอ ทั้ง ๆ ที่วันนี้ต้องเป็นเขาต่างหากที่ได้นอนเต็มอิ่ม
“เพื่อนรักกกอย่าโกรธกู เมื่อคืนพี่เขาแม่งมอมกูอะ กูบอกแล้วว่าไม่เอาครับ ๆ จะกลับห้องแล้ว แต่พี่เขาก็ต่อรองให้กูดื่มแก้วสุดท้าย แล้วชงเข้มฉิบหาย กูนึกว่าตัวเองจะได้นอนข้างถังขยะแล้วอะ”
“ถ้าเมื่อคืนกูไม่ได้ไปด้วย มันก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ”
“ซึ้งในพระคุณของมึงมาก เดี๋ยวเลี้ยงข้าวเที่ยงขอบคุณ ไม่โกรธกูน้าเพื่อนเช” ซันไม่ว่าเปล่า แต่ยังลุกจากเก้าอี้เดินมานวดไหล่ให้เชอย่างประจบ
“มึงไปขอบคุณพี่โปรดเถอะ เขาเป็นคนแบกมึงขึ้นห้องแล้วจับมึงโยนลงเตียง”
“ถามจริง!” ซันว่าด้วยน้ำเสียงตกใจ
“แล้วจะโกหกทำไม เมื่อคืนพี่โปรดเขาเห็นสภาพกูแบกมึงจะไปเรียกแท็กซี่ แล้วเขากลัวไม่ถึงห้องเลยอาสามาส่ง นี่ถ้าเมื่อคืนมึงอ้วกใส่รถเขานะ กูคงได้เอาเลือดหัวมึงออกทั้ง ๆ ที่มึงยังเมาอะ” เชว่า พอย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก็โมโหอีกรอบ
“แง พี่โปรดหน้าตาดีแล้วยังจิตใจเทวดาอีก”
“แน่ดิ แบกหมาขึ้นห้อง!”
“แงงงงง เชจ๋า! อย่าโกรธกู”
“มึงไม่ต้องมาอ้อนกูเลยไอ้ซัน อาจารย์เข้าสอนแล้วกลับที่มึงด่วน”
“ฮืออ เชจ๋า…”
“ไป๊!”
ตลอดการเรียนเชนั่งสัปหงกอยู่หลายครั้งหลายครา จนเขาถูกอาจารย์ประจำวิชาเพ่งเล็ง การที่ต้องนั่งเรียนทั้งที่กำลังง่วงเต็มขั้น มันคือหายนะที่แท้จริง แต่พออาจารย์บอกว่าเลิกคลาส เชก็ตื่นเต็มตาทันที มันยิ่งกว่าเสียงสวรรค์ เพราะเขาจะได้กลับไปนอนสักที
“ไอ้เช มึงจะกินข้าวก่อนหรือกลับเลย” ซันเอ่ยถาม หลังเพื่อนเริ่มทยอยลุกออกจากห้องไปแล้ว
“ว่าจะกินข้าวก่อน จะได้กลับไปนอนยาว ๆ มึงเลี้ยงข้าวไถ่โทษตัวเองเลยนะไอ้ซัน”
“ได้จ้ะ เพื่อน”
เมื่อตกลงกันแล้วว่าเราจะกินข้าวกันก่อนแยกย้าย เชและซันก็เดินมาโรงอาหารในคณะ มื้อเช้าที่รวมกับมื้อเที่ยงของเชคือข้าวขาหมูเจ้าอร่อย เมนูนี้เป็นของโปรดเขา หลายคนกินบ่อย ๆ ก็กลัวอ้วน แต่สำหรับเชกินแล้ว เขาก็แห้งเหมือนเดิม
“เหี้ย!!” ขณะที่กำลังเล่นโทรศัพท์ระหว่างกินข้าวไปด้วย เชก็เผลออุทานคำหยาบคายออกมาอัตโนมัติ เมื่อเห็นว่าใครส่งคำขอเป็นเพื่อนเข้ามาในเฟซบุ๊ก
“ไอ้เช มึงเป็นไรวะ” ซันที่นั่งกินสุกี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน เอ่ยถามอย่างงุนงง
“มึง!! พี่โปรดเขาแอดกูมา” เชพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ ก่อนจะเริ่มแสดงอาการลนลาน“ทำไงดีวะ”
“อะไรวะเช แค่พี่โปรดแอดมาเอง”
“สำหรับกู มันไม่ใช่แค่นั้นไงมึง ไม่ได้การล่ะ ต้องลบ ๆ” เชพึมพำ ว่าจบรีบกดเข้าหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว กดลบโพสต์หลาย ๆ อันที่เคยสื่อถึงอีกคนอย่างไม่นึกเสียดาย
“เช….”
“ว่า?” เชขานรับ ในขณะที่มือก็ยังกดลบโพสต์ไม่หยุด
“มึง….ชอบพี่โปรดเหรอวะ” ซันเอ่ยถามเสียงแผ่ว ตั้งใจให้เราได้ยินกันแค่สองคน
“…..”
“กูเพิ่งได้สังเกตว่าสายตามึงตอนมองพี่เขา มันไม่เหมือนตอนที่มึงมองคนอื่น” ซันเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ไหนจะเรื่องนี้อีก ที่มึงลบโพสต์เพ้อ ๆ ของตัวเอง เพราะมันเป็นโพสต์ที่สื่อถึงพี่โปรดใช่ไหม”
คำพูดของซัน ทำเอาเชถึงกับนิ่งไปพร้อม ๆ กับมือที่หยุดชะงัก ถ้าไอ้ซันพูดด้วยน้ำเสียงตลกขบขันตามธรรมชาติของมัน เขาคงจะยอมรับอย่างไม่คิดอะไร แต่ทว่าไอ้เพื่อนตัวดีกับถามเชด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำเอาเชถึงกับเครียดตาม
“ถ้ากูชอบพี่เขา….” ยังไม่ทันได้เอ่ยจบประโยค ไอ้ซันก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน นั่นยิ่งทำให้เชใจเสียเข้าไปใหญ่
“พี่โปรดเลยนะเว้ย! มึงคิดดีแล้วเหรอ”
“……”
“ถึงเขาจะเที่ยวกับเรา ถึงเราสนิทกับเพื่อนพี่เขา ถึงจะเรียนคณะเดียวกัน….แต่มึงคิดดีแล้วเหรอวะ” ซันถามย้ำอีกครั้ง
“ก็รู้ว่ากูอาจต้องเจ็บ แต่จะให้ทำไง ในเมื่อคนมันชอบไปแล้ว” ในเมื่อหลักฐานมันแน่นเสียขนาดนี้ เขาก็ยอมรับตามตรง
หัวใจของเชเต้นช้าลง เมื่อไม่คิดว่าต้องคุยเรื่องนี้กับเพื่อนสนิท มันเป็นความลับที่เชเก็บไว้มานาน คนอื่นอาจคิดว่าตอนเที่ยวกลางคืนระหว่างเขาและพี่โปรด เราแค่เล่น ๆ กัน ขำขัน ไม่มีอะไร แต่ในความจริง….บางครั้งเชก็แอบคิดจริง พูดจริงแต่ทำติดตลกไปอย่างนั้น
“ถ้าคนอื่นเขารู้….” ซันยังพูดไม่ทันจบประโยค เชก็พูดขึ้นมาก่อน เขาไม่ว่าเปล่าแต่ยังยื่นมือไปจับมือซันไว้อีกด้วย
“มึงช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับได้ไหม ห้ามบอกใคร แม้กระทั่งรุ่นพี่ที่สนิทอย่างพี่เฟิร์น” คราวนี้เป็นซันที่เป็นฝ่ายเงียบไปบ้าง อีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดอีกครั้ง
“ก่อนที่จะบอกให้กูเก็บทุกอย่างเป็นความลับ มึงบอกตัวเองให้เก็บสายตา เก็บอาการตัวเองก่อนเถอะ”
