บทที่ 9 หมดกันความเท่!

“ไม่มีทาง” เขาตอบทันควัน แค่กลิ่นก็แทบจะมึนหัวตายอยู่แล้ว

ปั้นแป้งไม่ยอมแพ้ ใช้ช้อนตักส้มตำที่มีเส้นมะละกอชุ่มน้ำปลาร้าคำเล็กๆยื่นไปจ่อที่ปากเขา

“โธ่...ลองสักคำสิคะ เราเป็นแฟนกันนะ อย่างน้อยก็ต้องป้อนกันให้ดูสมจริงหน่อยสิ!”

คินน์ชะงักไปนิด

มันก็จริงของยัยเด็กนี่ ถ้าจะหลอกให้เนียนก็ต้องเล่นให้ถึงบท

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยอมอ้าปากงับส้มตำจากส้อมที่เธอยื่นให้อย่างจำใจ

สามวินาทีต่อมา...

รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อมจางหายไป พลันถูกแทนที่ด้วยความแสบร้อนระดับสิบ!

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันฉับ ใบหน้าหล่อเหลาเห่อร้อนจนแดงก่ำลามไปถึงใบหู มาดหนุ่มหล่อเย็นชาที่สร้างไว้แตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี เมื่อความเผ็ดร้อนพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองจนลิ้นชาดิก

บ้าฉิบ! นี่มันของกินหรือยาพิษวะเนี่ย!?

“แค่ก!” เขาสำลักจนตัวโยน “นี่เธอยกมาทั้งสวนพริกหรือไง!?”

เสียงทุ้มแหบพร่า นัยน์ตาที่เคยดุดันตอนนี้กลับฉ่ำรื้นแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์พริกที่เล่นงานจนพูดแทบไม่เป็นภาษา

“หนูขอโทษค่ะพี่คินน์ หนูไม่คิดว่าพี่จะกินเผ็ดไม่ได้ขนาดนี้!”

ปั้นแป้งรีบคว้าแก้วน้ำเย็นไปจ่อปากเขาด้วยความตกใจปนขำ มือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก

ภาพเสือคินน์ที่ปกตินั่งเก๊กหน้าขรึมหล่อเหลาทุกองศา ตอนนี้กลับหน้าแดงก่ำ น้ำหูน้ำตาเล็ด พ่นลมหายใจฟืดฟาดเหมือนมังกรพ่นไฟเพราะส้มตำคำเดียว...

หมดกันความเท่!

ปั้นแป้งเม้มปากแน่นจนแก้มป่อง พยายามกลั้นขำสุดชีวิตจนตัวสั่นกึกๆ

คินน์กระดกน้ำรวดเดียวจนหมดแก้วก่อนจะกระแทกก้นแก้วลงกับโต๊ะอย่างแรง แล้วหันขวับมาถลึงตาใส่ยัยตัวต้นเหตุที่กำลังนั่งก้มหน้าไหล่สั่น

หนอย! ยัยเด็กแสบ เห็นนะว่าแอบขำ!

ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาผสมกับความอาย

ปกติถ้าเป็นคนอื่นเขาคงลุกหนีไปแล้ว แต่พอเห็นท่าทางกลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดงของคนตรงหน้า แทนที่จะโกรธมันกลับน่าหมั่นไส้จนคันไม้คันมือแปลกๆ

นิ้วเรียวยาวจึงยื่นออกไป...

เปรี๊ยะ!

ดีดเข้ากลางหน้าผากมนเน้นๆจนเกิดเสียงดังฟังชัด

“โอ๊ย! เจ็บนะคะ!” ปั้นแป้งร้องเสียงหลง รีบยกมือลูบหน้าผากป้อยๆ เงยหน้ามองเขาตาแป๋วอย่างตัดพ้อ “พี่ดีดหนูทำไมเนี่ย!”

“โทษฐานที่แกล้งฉัน”

คินน์ตอบหน้าตายทั้งที่ขอบตายังแดงระเรื่อ มุมปากยกยิ้มร้ายเมื่อเห็นรอยจ้ำแดงๆบนหน้าผากเธอ

“จำไว้...ถ้าคราวหน้าแกล้งฉันอีก จะดีดให้กะโหลกร้าวเลย”

“โหดร้าย! หนูแค่ป้อนด้วยความหวังดีแท้ๆ” เธอเถียงงุ้งงิ้ง ย่นจมูกใส่เขาอย่างลืมตัวไปสนิทว่าคนตรงหน้าคือเจ้าหนี้ผู้ทรงอิทธิพล

“หุบปากแล้วกินไปเลย”

เมื่อมื้ออาหารจบลง

“คิดเงินด้วยครับ”

คินน์ยกมือเรียกพนักงาน พลางล้วงมือหยิบแบงก์พันวางลงบนบิลอย่างไม่ยี่หระ โดยไม่แม้แต่จะเสียเวลาปรายตามองตัวเลข หรือรอรับเงินทอน

ปั้นแป้งลูกตาแทบถลน มองแบงก์พันสลับกับซากจานส้มตำ

โห...กินข้าวร้านในมอ แต่จ่ายแบงก์เทาใจป้ำไม่เอาทอน?

ใช้เงินเหมือนกระดาษทิชชูเลยนะคุณพี่!

แต่เดี๋ยวก่อน...ค่าข้าวมันแค่สองร้อยกว่าบาท เงินทอนตั้งเจ็ดร้อยเลยนะ!

“พี่คินน์! เดี๋ยวสิคะ!”

ปั้นแป้งรีบเบรกตัวโก่ง รอรับเงินทอนจากพนักงานแล้วคว้าหมับมายัดใส่มือคนตัวโตทันที

“ทิปบ้าบออะไรตั้งเจ็ดร้อย! พี่จะใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไม่ได้นะคะ เงินเจ็ดร้อยนี่หนูซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งกินได้เป็นอาทิตย์เลยนะ!”

คินน์จิ๊ปากอย่างขัดใจ ก้มมองเศษแบงก์ร้อยที่ถูกยัดใส่มือด้วยความรำคาญ

“ก็บอกว่าไม่ต้องทอนไง เงินแค่นี้ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งฉันร่วงหรอกน่า”

เขากำลังจะวางเงินทอนคืนลงบนโต๊ะเพื่อรักษามาดคุณชายสายเปย์ แต่ก็นึกถึงความจริงอันโหดร้ายบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน

เชี่ย...เขาลืมไปเลยว่าโดนแม่จำกัดวงเงินแล้ว...

มือหนาที่กำลังจะวางเงินลงชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนที่เจ้าตัวจะกระแอมไอในลำคอเบาๆแก้เก้อ แล้วตวัดมือเนียนยัดเงินทอนเจ็ดร้อยบาทนั้นลงกระเป๋ากางเกงตัวเองหน้าตาเฉย

เก็บไว้ก็ได้วะ ไม่ได้เสียดายหรอกนะ แค่ขี้เกียจฟังยัยเด็กขี้งกนี่บ่นต่างหาก!

“ไปได้แล้ว พูดมากชะมัด”

ยังไม่ทันที่ปั้นแป้งจะหายอึ้งกับการกระทำกลืนน้ำลายตัวเองของเขา คินน์ก็ตัดบทหน้าตาย คว้าข้อมือเธอมากระชับแน่น แล้วกึ่งจูงกึ่งลากให้ออกเดินตามเขาไปทันที

พอก้าวเท้าพ้นประตูร้านปุ๊บ...ปั้นแป้งก็เห็นอนาคตอันมืดมนของตัวเองทันที

ป่านนี้รูปคู่เสือคินน์กับยัยจืดคงว่อนกรุ๊ปไลน์คณะ ทะลุไปยันเพจเมาท์มหา’ ลัยเรียบร้อยแล้วแหงๆ เตรียมตัวรับแรงกระแทกจากทัวร์ลงได้เลยปั้นแป้งเอ๊ย!

ร่างเล็กได้แต่เดินห่อไหล่ สับเท้าสั้นๆซอยยิกตามช่วงขายาวของคนเผด็จการข้างกายอย่างทุลักทุเล

จนกระทั่งฝีเท้าของร่างสูงหยุดลง...

ตรงหน้าคือรถสปอร์ตคันยักษ์สีดำด้าน แผ่ออร่าความแพงหูฉี่ จอดแยกโซนประหนึ่งลูกรักวีไอพีของลานจอดรถ

Lamborghini Lanzador รถสปอร์ตครอสโอเวอร์ไฟฟ้าดีไซน์โฉบเฉี่ยวบาดตา จอดสงบนิ่งแผ่ออร่าความรวยกระแทกหน้า จนปั้นแป้งแทบหงายหลัง ยืนขาแข็งทื่ออ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปทำรัง

เอื๊อก...

เสียงกลืนน้ำลายลงคอดังอึกใหญ่

เมื่อเช้ายังโหนสองแถว เบียดเสียดสูดดมกลิ่นเต่าชาวบ้านอยู่เลย ตกบ่ายมาได้นั่งแลมโบฯ!?

ชีวิตมันจะก้าวกระโดดเกินไปไหมเนี่ย! ยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีก!

แต่ประเด็นคือเธอกลัว...กลัวเผลอทำรองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนไปโดนพรมรถเขา แล้วจะโดนคิดหนี้เพิ่มจนล้มละลายน่ะสิ!

มือเล็กในอุ้งมือเขาชื้นเหงื่อจนรู้สึกได้ ความประหม่าพุ่งปรี๊ดจนตัวแข็งเป็นหิน

คินน์เหลือบมองอาการบ้านนอกเข้ากรุงของคนตัวเล็กแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นอย่างนึกขัน

ทำหน้าอย่างกับเห็นยานอวกาศ...เด็กนี่มันตลกธรรมชาติจริงๆ

เขาจัดการกดรีโมตปลดล็อก ก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดประตูรถให้เธออย่างเงียบๆ ทิ้งระเบิดความฟินให้พวกไทยมุงแถวนั้นหวีดร้องจนอกแตกตายกันไปข้าง

ท่าทางของเขานิ่งเรียบราวกับทำไปตามหน้าที่แฟนหนุ่มที่ดี แต่ดวงตาคมที่เคยเย็นชากลับมีประกาย เหมือนกำลังรอดูว่าเด็กสาวตรงหน้าจะทำยังไงต่อ

แต่พอปั้นแป้งก้าวเท้าสั่นๆมาหยุดข้างประตูรถ เธอกลับชะงัก หันไปมองหน้าเขาตาปริบๆก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อย

“เอ่อ...หนูยังไม่กลับบ้านนะคะพี่คินน์...”

คินน์เลิกคิ้วอย่างสงสัย “แล้วจะไปไหน?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป