บทที่ 1 ปฐมบท
พุทธศักราช ๒๔๘๒
ในยุคที่บ้านเมืองเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระบบการปกครองสมัยใหม่ แม้ความเจริญจะเริ่มเข้าถึง แต่ทว่ากลับยังมีชาวบ้านบางพื้นที่ที่ยังขัดสน ตะเกียกตะกายหาทางเอาชีวิตรอดจากสภาวการณ์เข้าสู่สงคราม สงครามทำให้ชาวบ้านที่โดนลูกหลงล้มตายกันเป็นเบือ คนที่อยู่รอดกลับอยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ
คนที่มีอิทธิพล ทรัพย์สิน และเงินทอง มักเป็นคนที่อยู่รอดอย่างแท้จริง กล่าวถึงผู้มีอิทธิพลแถบภาคใต้ในเวลานี้คงไม่พ้น เสี่ยเพชร กัมปนาท แห่งพรรคมังกรนิล
ชาวบ้านที่พอจะมีเงินอยู่บ้างในเวลานี้ ต่างฝากตัวอยู่ใต้อาณัติของเสี่ยเพชร เพื่อที่พวกมันจะได้มีชีวิตอยู่ต่อโดยมีนายคุ้มกะลาหัว พวกมันจะคอยส่งของกำนัลติดไม้ติดมือให้พรรคมังกรนิลเสมอ ในเวลานี้การเข้าร่วมกับพรรคต่าง ๆ ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับคนไม่มีทางสู้
บ้างก็ส่งของกำนัลเป็นเงินเป็นทอง บ้างก็ส่งตัวลูกสาวลูกชายมาขัดดอก คนที่ไม่มีเงินแต่ยังพอมีไร่มีนาก็เก็บเกี่ยวผลผลิตส่งมาเป็นของกำนัลอยู่เสมอ ไม่ว่าจะชาวบ้านตาดำ ๆ หรือแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้เล็กผู้ใหญ่ก็เข้ามาอยู่ใต้อาณัติของเสี่ยเพชร หวังจะใช้อำนาจและอิทธิพลของเสี่ยเพชรในการไต่เต้า หรือแม้กระทั่งทำธุรกิจ
อิทธิพลและอำนาจของเสี่ยเพชร กัมปนาท เริ่มแผ่ไพศาลไปแทบจะทุกวงการธุรกิจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ฉากหน้าเป็นเจ้าพ่อสัมปทานรังนกที่ประมูลได้ทุกปี ฉากหลังเป็นเจ้าพ่อพรรคมังกรนิล ทำธุรกิจในเงามืด ค้ายา ค้าอาวุธ บ่อนพนัน และโรงโสเภณี ต่างก็มีเสี่ยเพชรคอยหนุนอยู่เบื้องหลัง
ในยามกลางคืนของหอเฟื่องฟ้า
อึกทึกครึกโครมเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา โคมแดงถูกจุดตั้งแต่หน้าทางเข้าหอ จนถึงในตัวโถงขนาดใหญ่ ที่มีแขกเหรื่อและจีนเจ๊กกำลังนั่งเมามายโดยมีสาว ๆ ของหอเฟื่องฟ้าดูแลเอาอกเอาใจอยู่ข้างกาย
บ้างก็เมาแอ๋ บ้างก็พากันขึ้นห้อง บ้างก็ร้องรำทำเพลง
ควันเขม่าสีเทาลอยฟุ้งไปทั่วหอเฟื่องฟ้า จนคนที่เผลอสูดกลิ่นเมามายไปกับมัน ทั้งไม้จันทน์ ไม้แขก แลพวกสารเสพติดอย่างฝิ่น กัญชา ล้วนผสมปรนเปรอจนคนที่ได้กลิ่นตาลอยค้างด้วยสติที่เลื่อนลอย
ทันทีที่รองเท้าหนังคัตชูราคาเหยียบหมื่นก้าวเท้าแตะหอเฟื่องฟ้า แขกเหรื่อทุกคนต่างมองมายังผู้มาใหม่ไม่วางตาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร บ้างก็พูดคุยซุบซิบกัน
‘ตำรวจเข้ามาในนี้ได้ไงวะ’
‘ไอ้ตำรวจหน้าอ่อนนี่ไม่รู้หรือไง ว่าไม่ควรมาเข้ามาในเขตของเสี่ยเพชร’
‘แม่งเข้ามาได้ไงวะ แม่งหาเรื่องตายชัด ๆ’
เจ้าของร่างสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร เดินเข้ามาในหอเฟื่องฟ้าด้วยท่าทีที่องอาจ รูปพรรณสัดส่วนทรวดทรงสมบูรณ์แบบ อกผายไหล่ผึ่ง ดูองอาจสมชายชาตรี รูปเอวเว้าโค้งบางพอดีมือ ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ผิวพรรณขาวดุจหยวกกล้วยทรงผมถูกแต่งทรงปาดเจลเซ็ตไปด้านหลัง เผยใบหน้าหล่อคม ดูสะอาดสะอ้านตามฉบับผู้ดี
แต่งกายเต็มยศด้วยชุดสีกากี ดาวประดับยศติดอยู่บนบ่าแกร่ง พกปืนสั้นคู่กายเหน็บไว้ข้างเอว
‘หึ มีหมาเฝ้าด้วยว่ะ’ มือหนาตั้งท่าจับปืนสั้น คิ้วเรียวกระตุกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มยียวน
‘ลองยั่วตีนพวกแม่งหน่อยดีกว่า’ ดวงตาเฉี่ยวคมมองไปยังเบื้องหน้า กลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบกว่าคนยืนประจันหน้าอยู่กับนายตำรวจหนุ่ม เมื่อเห็นว่านายตำรวจหนุ่มพกปืนมาด้วย เขาแสร้งตบกระบอกปืนกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบก็เข้ามาประชิดตัวทันที
‘หึ กุ๊ยข้างถนนชัด ๆ’
“จุ๊ ๆ กูไม่ได้มาหาเรื่อง”
“ไม่ได้มาหาเรื่องแล้วพกปืนมาทำไมวะ ฮะ ไอ้หน้าอ่อน” กุ๊ยเถื่อนคนหนึ่งตั้งท่าจะมาเข้ามาต่อย แต่กลับโดนขัดขึ้นมาเสียก่อน
“พวกมึงดูนี่” มือหนาตบเข้าที่ไหล่ของกุ๊ยเถื่อนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากสวยกระตุกยิ้ม หรี่ตามองพวกอันธพาลด้วยสายตาที่ยียวน หยิบเอาเอกสารที่ถูกม้วนมาคลี่ออก ยื่นไปตรงหน้าคนนั้นทีคนนี้ที เรียกได้ว่ากวนตีนขั้นสุด
“กวนตีนนักนะมึง” กุ๊ยเถื่อนคนหนึ่งตั้งท่าเข้ามาหวังจะถีบนายตำรวจหนุ่ม ทว่าเขากลับเบี่ยงตัวหลบได้ทัน จนกุ๊ยเถื่อนถลาหน้าทิ่มไปกับพื้น
“หึ กูรู้ว่าพวกมึงไม่กล้าทำหรอก” ตำรวจหนุ่มใช้นิ้วชี้จุปากตัวเองพร้อมกับส่ายหน้า รอยยิ้มยียวนค่อย ๆ หุบลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มตึง ทันทีที่ทุกอย่างอยู่ในความสงบ บรรดาตำรวจชั้นผู้น้อยต่างพากันวิ่งกรูเข้ามายืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ข้างหลังคนเป็นนาย นายตำรวจนับสิบคนยืนมาดมั่นด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่ ไม่ได้เกรงกลัวถึงอำนาจของเจ้าของหอเฟื่องฟ้าเลยแม้แต่น้อย
“กูร้อยตำรวจเอก กัลปพฤกษ์ กัญจน์ชลเนตร กูได้รับรายงานมาว่ามีการซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมายในหอเฟื่องฟ้าแห่งนี้! กูจะค้นทุกซอกทุกมุม หากมีใครรบกวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กูจะจับเข้าซังเตให้หมด!” รองสารวัตรหนุ่มประกาศกร้าวอย่างไม่นึกเกรงกลัว น้ำเสียงทุ้มเข้มราวกับเป็นคนละคนที่เมื่อก่อนหน้ากำลังกวนเบื้องล่างไอ้พวกกุ๊ยอยู่
“จะค้นที่นี่ มีหมายค้นหรือเปล่า” กลุ่มชายฉกรรจ์เบี่ยงตัวหลบออกซ้ายขวาเว้นทางให้นายหญิงของพวกมันได้เดิน
เสียงส้นสูงดังเป็นจังหวะการเดินที่มั่นคง ดวงตาเฉี่ยวคมมองจับจ้องผู้หญิงที่ยืนประจันหน้าอย่างไม่วางตา
ริมฝีปากที่ถูกทาด้วยลิปสีแดงสดเชิดยิ้มมุมปาก ดวงตาคู่สวยถูกแต่งแต้มด้วยอายแชโดว์สีแดง กรีดตาจนคม คันคิ้วโก่ง แก้มชมพูพริ้งทั้งสองข้าง หล่อนก็งามอยู่หรอก แต่แต่งหน้าจัดไปหน่อย
ร่างระหงสวมใส่ชุดกี่เพ้าสีดำปักด้วยลวดลายมังกรทอง รองสารวัตรหนุ่มมองหญิงตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมกับร้องอ๋ออยู่ในใจ
“แม่เล้าสินะ?”
“หึ ลื้อมันหยาบคาย ที่นี่ไม่ใช่ซ่อง และอั๊วก็ไม่ใช่แม่เล้า” หล่อนปฏิเสธเสียงแข็ง ‘หึ จะไม่ใช่ซ่องได้ยังไงวะ’ สายตาคมมองซ้ายทีขวาที แล้วหันมาจ้องหน้าหญิงสาว ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นอยู่ ไม่ว่าจะดูอย่างไร มันก็ซ่องชัด ๆ ไหนจะเสียงครางที่ดังออกมาจากห้องตามมุมต่าง ๆ อีก ไม่ให้เรียกว่าซ่อง แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ป่าช้าหรืออย่างไรกัน
‘โกหกหน้าด้าน ๆ’ นายตำรวจหนุ่มคิดด้วยความไม่พอใจ มือหนาเท้าสะเอวจ้อง คิ้วเรียวย่นเข้าหากันอย่างหงุดหงิด ก่อนพยักหน้าให้ลูกน้องคนสนิทเอาหมายศาลไปให้นายหญิงของหอเฟื่องฟ้า
“หมายค้น พอใจหรือยังเจ้?”
“จิ๊ ไอ้คนปากหมา!” เจ้าหล่อนจิ๊ปากด้วยความไม่พอใจใส่นายตำรวจหนุ่มตรงหน้าที่เรียกเธออย่างไม่สุภาพ เดี๋ยวก็แม่เล้า เดี๋ยวก็เจ้ แค่เห็นหน้าก็รู้สึกไม่ถูกชะตาแล้ว หน้าตาก็ออกจะหล่อเหลา แต่นิสัยนี่สิ กวนเบื้องล่างสุด ๆ
แม่เล้าของหอเฟื่องฟ้าพาพวกตำรวจให้เดินตามมาชั้นสองของหอ และหยุดเดินเมื่อถึงหน้าห้องห้องหนึ่ง ก่อนหันไปคุยพร้อมกับชักสีหน้าใส่
“ให้ลูกน้องลื้อทำงานไป ส่วนลื้อ ตามอั๊วมา” สำหรับกัลปพฤกษ์ นี่ไม่ได้เรียกว่าคุย แม่เล้าคนนี้กำลังสั่งเขาต่างหาก
“เฮ้ย พวกมึงแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ ค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม หากเจออะไรผิดปกติให้รีบมาบอกกู”
“ครับนาย”
“หากใครขัดขวางการทำงาน ให้จับเข้าซังเตให้หมด!” ท่าทีการสั่งงานลูกน้อง ดูป่าเถื่อน ไร้อารยะ ขัดกับบุคลิกท่าทางที่สง่างาม แต่ไม่ว่าจะดูป่าเถื่อนอย่างไร กัลปพฤกษ์ยังคงได้ชื่อว่าเป็นชายที่องอาจและชาตรีมากที่สุดในกองปราบ
ชื่อเสียงของรองสารวัตรหนุ่มนามว่า กัลปพฤกษ์ นั้นย่อมไม่ธรรมดา สมดังฉายาที่ว่า รองเผด็จ เพราะเขานั้นเผด็จการ บุ่มบ่าม แม้จะไม่ใช่นิสัยที่ดีของคนที่จะเป็นตำรวจ แต่เขากลับสร้างชื่อเสียงให้วงการตำรวจมากมาย เพราะนิสัยที่กัดไม่ปล่อย หากรองสารวัตรคนนี้ได้หมายตาใครแล้ว มันไม่มีทางที่จะหลุดรอดไปได้
“ครับนาย!”
“ลื้อจะจับใครเข้าซังเตกัน” เสียงทุ้มหนักแน่น ดูมีอำนาจ ดังออกมาจากอีกฝั่งหนึ่งของห้อง เบื้องหน้าคือประตูไม้บานใหญ่กว่าสี่เมตร ถูกสลักเป็นลวดลายแบบจีน ที่สำคัญ บานประตูถูกลงรักเป็นสีดำ ตรงกลางสลักมังกรตัวใหญ่สีทอง ดวงตาเป็นเพชรแท้ที่ถูกติดประดับไว้โดยไม่กลัวว่าจะถูกขโมย ใต้มังกรตัวใหญ่มีคำว่า ‘หลง’ ที่แปลว่ามังกรติดอยู่
“หลง ที่แปลว่ามังกร”
“ไม่ยักรู้ด้วยว่าอ่านภาษาจีนออก”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“จิ๊!” เจ้าหล่อนถามด้วยน้ำเสียงที่แปลกใจ ไม่นานพอได้ยินประโยคต่อหน้าก็ทำเธอจิ๊ปากด้วยความไม่พอใจ ไอ้ตำรวจนี่ จะคุยดี ๆ กับเธอไม่ได้หรืออย่างไรกัน
ร่างหนาจ้องมองไปยังประตูบานนั้นก่อนจะค่อย ๆ ผลักมันให้เปิดออกอย่างช้า ๆ ภายในห้องถูกประดับตกแต่งด้วยข้าวของสไตล์จีนทั้งห้อง ไม่เว้นแม้แต่โคมไฟดวงเล็ก ๆ ทั้งห้องเหมือนยกมาจากเมืองจีน ควันเขม่าคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง ทำให้มองเห็นใบหน้าเจ้าของเสียงที่เอ่ยทักได้ไม่ชัด
“อาหยก ลื้อออกไปก่อน ให้อีอยู่กับอั๊ว”
“แต่อีเป็นตำรวจนะเฮีย”
“ไม่เป็นไร”
“ค่ะ” ทันทีที่เจ้าหล่อนเดินออกจากห้องไป บานประตูก็ถูกปิดตายอีกครั้ง
“เชิญ”
“ใคร?” กัลปพฤกษ์สาวเท้าไปยืนประจันหน้าเจ้าของเสียงทุ้ม พอลองมายืนอยู่ใกล้ ๆ ก็ทำให้เห็นรูปร่างของอีกฝ่าย แต่ทว่าควันที่ลอยออกมาจากไปป์ ยังคงบดบังใบหน้าอีกฝ่ายไว้ เห็นแต่เพียงเลือนรางก็เท่านั้น แม้จะถูกเชิญให้นั่ง แต่ทว่ารองสารวัตรหนุ่มยังคงยืนจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไร้มารยาท
“เชิญนั่งก่อน”
อีกครั้งที่เชิญชวนแขกที่ไม่ได้รับเชิญให้นั่งลง สารวัตรหนุ่มนั่งลงอย่างว่าง่าย กัลปพฤกษ์เองก็ไม่ใช่คนหัวดื้อหรือไร้มารยาทขนาดนั้น จึงยอมนั่งลงที่โซฟาแต่โดยดี
ทันทีที่นั่งลง เป็นจังหวะเดียวกันที่ชายคนนั้นได้วางไปป์ลง เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลา คมคาย ดวงตาคมรับกับจมูกโด่งรั้น ไว้หนวดทรง Handlebar
เสี่ยหนุ่มย่นจมูก ริมฝีปากค่อย ๆ ฉีกยิ้มอย่างเลือดเย็น หนวดของเจ้าพ่อกระตุกยามที่ยิ้ม ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดูเจ้าเล่ห์มากขึ้น
“จะไม่แนะนำตัวหน่อยหรือไงคุณตำรวจ”
“คนถามไม่ใช่หรือไงที่ต้องแนะนำก่อน”
“หึ” กัลปพฤกษ์จ้องมองสำรวจใบหน้าอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า คาดการณ์จากภายนอกตามประสาคนเป็นตำรวจที่ช่างสังเกต อีกฝ่ายน่าจะมีอายุมากกว่าเขาสองถึงสามปี แถมยังมีหุ่นและเค้าโครงที่ดูดีกว่าเขามาก
เสี่ยหนุ่มสวมใส่เสื้อคอจีนสีดำ ลวดลายมีลายมังกรทองเหมือนหญิงแม่เล้าคนนั้น หรือจะเป็นผัวเมียกัน กัลปพฤกษ์เอียงคอมองด้วยความสงสัย ฉับพลันก็สลัดความคิดนั้นทิ้ง เพราะมันไม่เกี่ยวกับเขา
ดวงตาคมจ้องมองแขกไม่ได้รับเชิญอย่างไม่วางตา ใบหน้าคมคายแต่กลับดูอ่อนเยาว์ นั่งไขว่ห้าง เอนหลังพิงโซฟาอย่างสบายใจ คนเป็นเจ้าพ่อยกยิ้มอย่างชอบใจ เขาไม่ได้พบคนที่มันบ้าบิ่นไม่เกรงกลัวเขาแบบนี้มานานแล้วสิ
“เพชร กัมปนาท”
“?”
“นั่นชื่ออั๊ว”
“หึ ที่แท้ก็เจ้าพ่อคนดัง” กัลปพฤกษ์หัวเราะในลำคอ ที่แท้อีกฝ่ายก็เป็นเจ้าพ่อคนดังนี่เอง ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานานแล้วก่อนจะย้ายมา ไม่คิดว่าพอมาเจอตัวจริง จะไม่ใช่พวกเสี่ยแก่ ๆ พุงพลุ้ย
“ลื้อล่ะ ชื่ออะไร?”
“ดูปากกูนะ” กัลปพฤกษ์เปลี่ยนจากท่านั่งไขว่ห้าง วางเท้าตัวเองบนโต๊ะรับแขกอย่างไม่เกรงกลัว หลังจากได้รู้จักเจ้าพ่อคนดังแล้ว ก็อยากจะรู้นัก ว่าจะแน่สักแค่ไหน จะล้มตำรวจพระนครแบบเขาลงหรือเปล่า
“กู ไม่ บอก” กัลปพฤกษ์ตั้งใจพูดทีละคำแบบไม่มีเสียงหลุดออกมา จงใจกวนเบื้องล่างเจ้าพ่อ พริบตาเดียวเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลก็ถึงตัวของตำรวจหนุ่ม มือหนาบีบสันกรามคนกวนบาทาเอาไว้แน่น
“อั๊วไม่ใช่เพื่อนเล่นลื้อ” ริมฝีปากหนากระซิบลงข้างหู มือหนายังคงบีบกรามอีกฝ่ายเอาไว้แน่น เขาชักจะหมดความอดทนกับไอ้เด็กนี่เสียแล้วสิ
“กัลปพฤกษ์ กัญจน์ชลเนตร ลูกชายของท่านพนิจที่ตายไปแล้ว บ้านอยู่ที่...”
“มึง!” กัลปพฤกษ์ผลักอีกฝ่ายออก เสี่ยหนุ่มหัวเราะในลำคอ ทว่าใบหน้ากลับเรียบตึงยิ่งกว่าเดิม ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากัน สายตาจ้องมองกันและกันอย่างไม่มีใครยอมแพ้
นายตำรวจหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกหยาม ที่บ้านและประวัติพ่อของเขาถูกรื้อค้น เขามั่นใจว่าเขาลบประวัตินั่นทิ้งไปแล้ว และได้สร้างประวัติตัวเองใหม่ ไม่คิดว่าจะมีใครล่วงรู้อดีตนั้นได้ แล้วมันรู้ได้อย่างไรกัน
“มึงรู้ได้ยังไง!” เขาคว้าหมับที่เสื้อของเสี่ยหนุ่ม มือหนาอีกข้างที่ว่างล้วงปืนข้างเอวขึ้นจี้ขมับฝ่ายตรงข้าม
“กู ไม่ บอก”
เสี่ยเพชรจงใจพูดทีละคำแบบไม่มีเสียงหลุดออกมา จงใจกวนอีกฝ่ายคืน ไม่ได้เกรงกลัวปืนที่จ่อเข้าที่ขมับตัวเองอยู่
“กวนตีนนักนะมึง” มือหนาปัดปืนนั้นออกอย่างง่ายดาย ต่างจากกัลปพฤกษ์ในเวลานี้ที่ดวงหน้าขาวแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ขบกรามตัวเองเอาไว้แน่น เพื่อสะกดอารมณ์ที่คุกรุ่น
“น้องสาวลื้อน่ะ ดูแลให้ดีล่ะ” เสี่ยหนุ่มตั้งใจพูดแหย่อีกฝ่าย เขารู้ดีว่านายตำรวจหนุ่มตรงหน้ารักและหวงแหนน้องสาวขนาดไหน กัลปพฤกษ์กำหมัดตัวเองเอาไว้แน่น จนสุดท้ายเขาทนไม่ไหว
“ได้ยินมาว่างามสมชื่อ”
ผลัวะ! กัลปพฤกษ์ประเคนหมัดหนัก ๆ ประทับบนใบหน้าหล่อเหลาของเสี่ยหนุ่มทันที แล้วตามมาด้วยอีกหลายหมัด เสี่ยเพชร กัมปนาท หัวเราะในลำคอ แม้จะรู้สึกแสบที่มุมปาก แต่ก็รู้สึกดี เขาจี้มันได้ถูกจุดจริง ๆ สินะ
“กุหลาบน่ะ อีก็ยิ่งสวย ๆ อยู่ด้วย”
“มึงจะทำอะไรน้องกู!”
“หึ ทำอะไรดีนะ ให้น้องสาวลื้อมาเป็นนายหญิงของพรรคมังกรนิลดีไหมนะ หรือจะเรียกง่าย ๆ ให้มาเป็นเมียอั๊ว คอยรับใช้อั๊ว ลื้อว่าดีหรือเปล่า หื้ม”
