บทที่ 17 คนในใจ ใครอีกคน

พยาบาลที่ยังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเตียงคนไข้มองทั้งสองสลับไปมา ก่อนจะตัดสินใจห้ามศึกด้วยการยื่นยาก่อนอาหารมาให้

“ยาก่อนอาหารค่ะ ถ้าไม่รีบทานคงไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแน่นอนค่ะ” เธอวางยาเอาไว้บนโต๊ะข้างเตียงพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป

ช่วงสายเมื่อหมอเข้ามาตรวจอาการ สหัสสะก็รีบขอกลับบ้าน แต่คุณหมอบอกว่าอยากให้นอนพักอีกสักคืน และวีรพัทธ์ก็ออกคำสั่งว่าให้ผู้จัดการส่วนตัวอยู่ต่อ แถมยังฝากฝังพยาบาลคนเดิมว่าให้ช่วยเฝ้าเอาไว้เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีออกไป

“ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเอกชนคงแพงน่าดู” และในที่สุดเหตุผลที่คนป่วยอยากออกจากโรงพยาบาลก็หลุดออกมาจากริมฝีปากสีซีด “ผม… ไม่มีเงินจ่าย”

วีรพัทธ์ได้ยินก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ใครเขาให้นายจ่ายกันล่ะ” เขายัดชายเสื้อยืดตัวเดิมที่ใส่มาเมื่อคืนเข้าไปในขอบกางเกงเพียงด้านหน้าแล้วปล่อยชายเสื้อด้านหลังให้ห้อยลงไปเหมือนที่เคยทำเมื่อตอนเป็นนักศึกษา ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงของสหัสสะ “เลิกกังวลแล้วก็พูดถึงแต่เรื่องเงินสักที น่ารำคาญ” ปากบอกรำคาญ แต่เอื้อมมือไปปรับเตียงให้ แล้วออกคำสั่ง “นอนพักซะ เสร็จงานแล้วฉันจะกลับมานอนเฝ้า”

“คุณวีร์กลับไปนอนที่คอนโดสบาย ๆ เถอะครับ”

“ไม่มีคนให้กอดจะนอนสบายได้ยังไง”

สหัสสะตกใจกับคำพูดประโยคนั้นจึงช้อนตาขึ้นมองคนพูดในทันที แต่วีรพัทธ์กลับมีท่าทีปกติราวกับว่าการนอนกอดเขาเป็นเรื่องเคยชิน ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่เคยเลย

และคนถูกจ้องมองก็ไม่ยอมสบตากลับ เขาทำเพียงยกฝ่ามือขึ้นแตะลงบนกลางอกของคนป่วยแล้วออกแรงบังคับให้ล้มตัวลงนอน นั่นทำให้สหัสสะนึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายไม่สบายและหมอเพิ่งจะให้ยาลดไข้ แต่ก็อนุญาตให้ไปทำงานได้

“ไข้ยังไม่ลดเหรอครับ” สหัสสะคว้ามือนั้นมากุมไว้อย่างลืมตัว พร้อมกับออกแรงบีบเบา ๆ ราวกับอยากช่วยระบายความร้อนจากฝ่ามือนั้นมาที่ตัวเอง

“อืม กินยาไปแล้ว เดี๋ยวก็คงดีขึ้น”

แม้จะอยากสัมผัสมือนุ่มนั้นให้นานกว่านี้ แต่วีรพัทธ์ก็ตัดใจดึงมือออกมา เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นห่วง รวมทั้งไม่อยากให้ได้ใจว่าเขาให้อภัยในเรื่องที่ผ่านมาแม้ว่าจะใจอ่อนลงไปมากแล้วก็ตาม

คนกำลังสับสนรีบหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่บอกลาสักคำ ทิ้งให้สหัสสะมองตามแผ่นหลังกว้างอย่างไม่เข้าใจอารมณ์อีกฝ่ายมากนัก ไม่ได้หวังว่าวีรพัทธ์จะให้อภัย แต่การทำดีต่อกันมันก็ดีกว่า เพราะเมื่อถึงเวลาต้องจากกันอีกครั้งเขาจะได้เก็บมันไว้เป็นแรงใจเพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

สหัสสะนอนมองบานประตูที่วีรพัทธ์ปิดมันลงอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ชายหนุ่มรีบควานหาโทรศัพท์มือถือ แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอจึงคิดว่าเมื่อคืนที่เขาสลบไป วีรพัทธ์คงไม่ได้หยิบมันมาด้วย โชคดีที่เขาได้กดโอนเงินออกไปแล้ว แต่ก็อยากสอบถามให้รู้แน่ว่าทางนั้นได้รับและจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สหัสสะจึงตัดสินใจใช้โทรศัพท์ของโรงพยาบาลโทรออกไปตามเบอร์ที่เขาจำได้ขึ้นใจ

“เป็นไงบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ย?”

[เรียบร้อยดี นายไม่ต้องเป็นห่วง]

“แล้ว… อาการเป็นยังไงบ้าง”

[ตอนนี้หลับอยู่]

ปลายสายตอบแล้วถอนหายใจเสียงดังจนสหัสสะได้ยิน

“มีอะไรเหรอ?”

[ฉันว่า มันอาจถึงเวลาที่เราต้องปล่อยมือ…]

“ไม่!”

ปลายสายยังไม่ทันจะพูดจบ สหัสสะก็ปฏิเสธเสียงแข็ง เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร

[ไมล์ นายเหนื่อยมามากแล้วนะ แล้วก็เสียอะไรหลายอย่างในชีวิตไป เพียงเพื่อจะยื้อชีวิตที่อาจจะไม่มีทางกลับมาเนี่ยนะ]

“ชีวิตที่นายพูดถึงอยู่คือชีวิตของแม่ฉัน”

[ถึงฉันจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของแม่ แต่ฉันก็รักแม่เหมือนกัน]

“ถ้านายรักแม่ก็อย่ามาพูดอะไรแบบนั้นอีก ไม่ว่าจะยังไงฉันก็ไม่ยอมปล่อยให้แม่ตาย ต่อให้ฉันต้องขายวิญญาณฉันก็จะทำเพื่อแลกกับชีวิตของแม่”

[แต่…]

“ช่วงนี้ฉันจะสำรองเงินไว้ให้มาก ๆ ก็แล้วกัน เผื่อต้องใช้ฉุกเฉินแบบวันนี้อีก”

[ช่วงสัปดาห์มานี้เราใช้เงินเยอะมากเลยนะ นายไปเอาที่ไหนมา เงินก้อนค่าจ้างล่วงหน้าเขาก็จ่ายมาให้หมดแล้วไม่ใช่เหรอ]

“ฉันทำงานพิเศษน่ะ”

[งานอะไร]

“งาน… เอ่อ ก็รับจ็อบดูแลศิลปินคนอื่นให้ผู้จัดการที่เขามีศิลปินในความดูแลหลายคนแล้วต้องออกงานพร้อม ๆ กันไง รายได้ดีมาก นายไม่ต้องห่วง”

[อืม พักผ่อนบ้างล่ะ]

“นายก็เหมือนกันนะ นอนบ้าง ไม่ต้องเฝ้าแม่ตลอดเวลาก็ได้ รักนายนะ บาย”

มือเรียวแข็งแรงที่กำคันโยกประตูอยู่บีบเข้าหากันแน่นจนผิวเนื้อบริเวณนั้นขึ้นสีเข้ม ก่อนจะปล่อยมือแล้วหมุนตัวเดินออกไปด้วยใบหน้าเข้มขรึม ทิ้งธนบัตรใบละหนึ่งพันที่มันยับย่นร่วงลงพื้นหน้าห้องพักฟื้นตรงนั้น

วีรพัทธ์กลับเข้าไปที่ห้องพักฟื้นอีกครั้งหลังนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้หยิบของใช้ของสหัสสะมาด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเงินหรือว่าโทรศัพท์มือถือ เขาเป็นห่วงกลัวว่าอีกฝ่ายจะอยากลงไปซื้ออะไรกินที่ห้องอาหาร พวกกาแฟหรือน้ำผลไม้จึงคิดจะเอาเงินสดมาให้ แต่กลับมาได้ยินอะไรที่ไม่อยากได้ยินเสียก่อน

คำว่า ‘รักนายนะ’ ดังก้องอยู่ในหู พาให้อารมณ์หงุดหงิดและขวางหูขวางตากับทุกสิ่งทุกอย่างที่เดินผ่านมา แม้แต่ชานนท์ที่เดินสวนกันแล้วร้องทักวีรพัทธ์ก็ไม่สนใจ เขามุ่งหน้าไปที่รถยนต์ของตัวเองแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว

“เป็นเหี้ยอะไรอีกเนี่ย!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป