บทที่ 20 ทำไมถึงได้ร้ายนัก
“ทำไมถึงได้ร้ายนัก”
น้ำเสียงนั้นทั้งต่อว่าทั้งตัดพ้อ และสหัสสะรับรู้ได้ถึงความสับสนที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของอีกฝ่าย หากไม่มีเรื่องโทรศัพท์นั่น สถานการณ์ของเขากับวีรพัทธ์คงดีกว่านี้ไปแล้ว
ท่าทีที่อ่อนลงของวีรพัทธ์ทำให้สหัสสะอ่อนลงด้วย “เมื่อเช้า คุณทำเงินตกไว้ที่หน้าห้องน่ะครับ” บอกเพื่อให้อีกฝ่ายถามต่อ ถ้าวีรพัทธ์ถามว่าเขาคุยกับใคร สหัสสะก็จะบอกตามความจริง
“งั้นเหรอ? คงร่วงตอนเดินออกไปน่ะ” แต่วีรพัทธ์กลับเลือกที่จะเก็บเอาไว้ เขาพลิกตัวลงไปนอนข้าง ๆ โดยที่ไม่พูดอะไรอีก ทำราวกับเมื่อสักครู่ไม่ได้คิดจะลักหลับคนป่วย
ทั้งสองนอนหงายทอดสายตามองไปบนเพดานห้อง โดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ทั้ง ๆ ที่ต่างก็มีเรื่องราวมากมายอยู่ในใจ เรื่องที่ต่างฝ่ายต่างคิดกันไปเอง
เมื่อเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ก็ดูเหมือนว่าคนป่วยที่ได้นอนมาทั้งวันจะอดทนได้มากกว่า เพราะสหัสสะยังนอนไม่หลับ ในขณะที่ลมหายใจของวีรพัทธ์กำลังเข้าออกสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเจ้าของร่างได้เข้าสู่นิทราไปเรียบร้อยแล้ว
สหัสสะค่อย ๆ หยัดกายขึ้นมา เขาขยับชายผ้าห่มไปคลุมร่างใหญ่ที่นอนหลับใหลอยู่ข้าง ๆ แล้วจ้องมองใบหน้าคมภายใต้แสงสลัวนั้นด้วยแววตาแสนรัก ตอนนี้วีรพัทธ์ดูไร้พิษภัย น่าอยู่ใกล้และน่าแอบอิงยิ่งนัก แขนเรียวที่พาชายผ้าห่มไปโอบร่างจึงวางพาดอยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย กอดกลาย ๆ ให้ไออุ่น หลุบสายตาลงแล้วซบใบหน้าลงกับต้นแขนอีกฝ่าย สูดกลิ่นที่โหยหาจนชื่นใจแล้วชายตาขึ้นมองใบหน้าของคนที่เคยรัก ยังรัก และจะรักตลอดไปอีกครั้ง ไม่ว่าวีรพัทธ์จะทำให้กายช้ำสักแค่ไหน แต่หัวใจของน้องไมล์ก็เป็นของพี่วีร์คนเดียว
ไม่ใช่แค่สหัสสะเท่านั้นหรอกที่ทำมารยาแกล้งหลับได้ วีรพัทธ์ก็ทำได้เช่นกัน แถมยังแนบเนียนกว่าจนคนที่ฉวยโอกาสมากอดกันไม่รู้เลย ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาหลังจากแน่ใจว่าเจ้าของอ้อมกอดหลับไปแล้วจริง ๆ ไออุ่นที่ได้รับนั้นทำให้ชุ่มชื่นหัวใจนัก หากมันมีความรักความซื่อสัตย์หลงเหลืออยู่บ้างก็คงดี
วีรพัทธ์หลุบตาลงมองกลุ่มผมนุ่มสลวยที่มันปรกอยู่บนหน้าผากของคนหลับที่แหงนใบหน้ามาหากัน ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อสูดดมความหอม เขายกแขนขึ้นโอบกอดร่างเล็กกว่าไว้อย่างหลวม ๆ อย่างที่เคยทำทุกครั้งหลังจากที่อีกฝ่ายหลับไปเพราะความอ่อนเพลียหลังร่วมรัก โดยที่สหัสสะไม่เคยรู้ตัวเลย
“ไมล์ ทำไมเราถึงตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ทำไม”
คำถามที่ไม่ได้หวังคำตอบถูกเอ่ยออกมาเสียงเครือ มันเจือไปด้วยความสงสัย ตัดพ้อ เสียใจ และหมดหวัง เปลือกตาอันหนักอึ้งของวีรพัทธ์ปิดลงพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหลลงตรงหางตา
เจ็บแสนเจ็บ แค้นแสนแค้น แต่ก็ทำร้ายไม่ลง เพราะยังรักแสนรัก… เหลือเกิน
รุ่งเช้า
เสียงดังกุกกักภายในห้องปลุกให้คนป่วยลืมตาขึ้นมามอง ก่อนจะพบพยาบาลคนเมื่อวานยืนยิ้มหวานอยู่ข้างเตียง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ วันนี้ตื่นสายนะคะเนี่ย” พี่พยาบาลแซวยิ้ม ๆ อย่างคนที่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว สหัสสะจึงยิ้มเขิน ๆ ให้ เพราะเมื่อมองนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาเกือบแปดโมงแล้ว “ทานยาก่อนอาหารสักยี่สิบนาทีแล้วค่อยทานข้าวเช้านะคะ แล้วเดี๋ยวสาย ๆ คุณหมอจะเข้ามาดูอาการค่ะ วันนี้น่าจะกลับบ้านได้แล้วละค่ะ”
“ขอบคุณครับ” สหัสสะรับยาก่อนอาหารมาใส่ปากแล้วดื่มน้ำตาม พลางสายตาก็มองหาคนที่นอนข้าง ๆ กันทั้งคืน
“ลงไปที่ห้องอาหารค่ะ เห็นว่าอยากดื่มกาแฟ”
พยาบาลบอกอย่างรู้ใจ ก่อนจะยิ้มให้แล้วเดินออกไปจากห้อง สวนกับคนที่ลงไปซื้อกาแฟกลับมาพอดี
“ตื่นมาก็มองหาเลยค่ะ” ก่อนปิดประตูให้ยังกระซิบบอกเบา ๆ ทำคนฟังใจฟู แต่แค่ยังพยายามทำหน้าเรียบขรึมอยู่เท่านั้น
วีรพัทธ์เดินเข้ามายืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ พร้อมกับยื่นอเมริกาโนร้อนหอมกรุ่นมาให้ “ถามพยาบาลแล้วเขาบอกว่ากินได้”
“ขอบคุณครับ” สหัสสะรับมาด้วยท่าทางเคอะเขิน เพราะตื่นทีหลังจึงกังวลว่าวีรพัทธ์จะรู้หรือไม่ว่าตัวเองแอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้เมื่อคืน
“บ่ายนี้มีซ้อมคอนเสิร์ต จะไปด้วยกันมั้ย”
นี่คงเป็นคำพูดดี ๆ ประโยคแรกในระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา จึงทำให้สหัสสะเกิดอาการประหลาดใจ ดวงตากลมจึงเบิกกว้างขึ้นมาเป็นเชิงถาม “ผมต้องไปดูแลคุณอยู่แล้วนี่ครับ” ที่พูดอย่างนั้นเพราะปกติวีรพัทธ์ไม่เคยเอ่ยปากชวน มีแต่ไล่ให้ไปไกล ๆ มากกว่า บอกว่าไม่ต้องมาเฝ้า รำคาญลูกกะตา
“ก็เผื่ออยากจะกลับไปนอนพัก”
“ผมหายดีแล้วครับ”
น้ำเสียงที่ใช้ต่อกันช่างนุ่มนวลและดูเอื้ออาทรจนทั้งสองต่างก็รู้สึกดี วีรพัทธ์ยกแก้ว Dirty Coffee ขึ้นดื่มกลบเกลื่อน ในขณะที่สหัสสะก็ยก Americano ขึ้นจ่อที่ริมฝีปากเช่นกัน
“แค่ก ๆ ๆ ๆ”
แต่เพราะมันร้อนและลืมเป่าจึงตกใจจนสำลัก ทำให้คนที่ถือแก้ว Dirty Coffee อยู่ต้องรีบวาง แล้วดึงกระดาษทิชชูมาช่วยซับรอบปากที่เลอะให้
