บทที่ 12 สืบรัก 12

หลี่เปียวว่าและส่งสัญญาณให้ลูกสมุนใช้มีดสั้นควักลูกตาเต่าน้อย ฉีหยางซิ่วไม่กล้าลืมตาดูภาพตรงหน้าทั้งที่บ่าวของเขาร้องขอให้ช่วยชีวิต ตอนนี้เขาเป็นเพียงคุณชายผู้ไม่เอาไหน ไร้ซึ่งเกียรติและวรยุทธ์

“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านเป็นเยี่ยงนี้ ถึงได้ตกยาก ไม่มีบุญวาสนา”

สิ้นเสียงนั้น สมุนอีกคนจ่อมีดเข้าไปยังเบ้าตาเต่าน้อย แต่ไม่ทันได้ลงมือสำเร็จ ฉีเจียนหลิวก็ก้าวเข้ามาเสียก่อน

“อย่าเอาแต่เล่นสนุก ถ้าจะฆ่าก็ฆ่าให้ตาย” เมื่อเอ่ยจบ ฉีเจียนหลิวจึงซัดฝ่ามือใส่ร่างบ่าวรับใช้ และมันไม่ทันได้ร้องสักแอะก็สิ้นใจตาย

น้ำตาฉีหยางซิ่วไหลออกมาอย่างสุดจะกลั้นไหว ในใจภาวนาขอให้บ่าวผู้จงรักภักดีไปสู่สุขคติ เขามันเป็นคนอ่อนแอ ใครที่อยู่ใกล้ล้วนจบชีวิตอย่างอนาถ

“จับหน้าหยางซิ่วเงยขึ้น มันควรให้เกียรติข้า มิใช่ก้มหน้าร้องไห้เช่นนั้น”

นอกจากถูกบังคับให้เงยหน้า กลุ่มคนชั่วยังสาดน้ำเย็นๆ ใส่ดวงหน้างดงาม จนเขาต้องลืมตามองผู้มาใหม่

“เป็นอย่างไรบ้างน้องรัก เจ้าคงคิดว่าข้าไม่รู้สินะว่า เฟิ่งหวงสีแดงเพลิง คือใคร”

“ข้าไม่ได้คิดปิดบังตั้งแต่แรก และท่านก็ไม่ใช่คนตาบอด เหตุใดจะไม่ล่วงรู้”

“ดี...ตอบได้ดี ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องเสียเวลา ในเมื่อที่นี่ไม่มีรูปวาดเพ่ยเพ่ย ก็เผาเรือนหลังนี้เสียให้สิ้น”

เจียนหลิวต้องการภาพวาดของเพ่ยเพ่ย ด้วยล่วงรู้ว่านางในดวงใจเป็นแบบให้อีกฝ่ายวาดรูปเลอโฉม และภาพวาดนั้นไร้อาภรณ์ปกปิดร่างกาย และเมื่อหาไม่พบ เขาจึงคิดทำลายทุกอย่าง

“ท่านไม่มีสิทธิ์กระทำเช่นนี้”

“ฮ่าๆ ๆ เหตุใดข้าถึงจะไม่มีสิทธ์ ในเมื่อข้าเป็นถึงเจ้าสำนักตะวันไร้พ่าย...”

“เจ้าสำนักอย่างนั้นหรือ ท่านยังกล้าอวดอ้างตนเองได้อย่างไร ช่างน่าหัวร่อ คนอย่างท่านยังมีศักดิ์ศรีให้ผู้อื่นเรียกขาน”

“เจ้าวอนหาเรื่องใส่ตัวเช่นนี้คงคิดว่าข้าไม่กล้าลากลิ้นเจ้าออกมาสับสินะ”

“ข้ารู้ คนอย่างท่านทำได้ทุกอย่าง ยิ่งทำให้ตระกูลฉีย่อยยับได้มากเท่าไร ท่านยิ่งสุขใจ”

“วาจาเจ้าถูกใจข้า หากเป็นไปได้ ข้าก็ไม่อยากเป็นคนของตระกูลฉีแม้แต่วันเดียว! “

เยี่ยนจื่อ มารดาเจียนหลิวเป็นสาวใช้ในบ้าน ติดตามรับใช้ เหม่ยจู ภรรยาของปรมาจารย์ฉีหย่งชางตั้งแต่เป็นเด็ก แต่หลังจากเหม่ยจูป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ นางได้ไปรักษาตัวที่อารามบัวแดง ส่วนเยี่ยนจื่ออยู่ที่สกุลฉีต่อไป กระทั่งเติบใหญ่เป็นสาวสวยและเป็นที่หมายตาของหยางจง ลูกชายคนเล็กของตระกูลฉี

และในเวลาต่อมา นางได้ให้บุตรชายแก่ฉีหยางจง นามว่า เจียนหลิว แต่ด้วยความที่นางเป็นคนสวย และมีมารดาเป็นนางคณิกา เยี่ยนจื่อจึงชอบให้ท่าผู้ชายอยู่เสมอ จนมีคนกล่าวว่าบุตรในท้องของนางอาจมิใช่ลูกชายของฉีหยางจง!!

กระนั้นด้วยความงาม และช่างเจรจา ฉีหยางจงจึงหลงใหลเยี่ยนจื่อเป็นอย่างมาก เป็นเหตุให้กุ้ยเซียน หญิงสาวที่เหม่ยจูวาดหวังให้แต่งงานด้วยช้ำใจหนัก

กระนั้น  นางซึ่งอยู่ในอารามบัวแดงก็มองเห็นความไม่ชอบมาพากล

จึงไหว้วานผู้เฒ่าถาน และลู่เหลียนจัดการแต่งงานระหว่างฉีหยางจงและกุ้ยเซียน ผู้เป็นบุตรบุญธรรมเหม่ยจูอย่างเร่งด่วน

แต่ว่าเรื่องต่างๆ ไม่ได้ง่ายอย่างที่เหม่ยจูวางแผน งานแต่งในคืนนั้นเป็นวิวาห์สีเลือด มีคนตายจากการถูกวางยาพิษ ซึ่งต่างกระอักเลือดพุ่งออกมาเป็นสาย และหลายคนต่างโยนความผิดให้แก่กัน

การตายของหลายสิบชีวิตในคืนนั้น ทำให้เหม่ยจูรู้สึกผิดบาปจนป่วยเรื้อรังต่อมา และตัดสินใจไม่คืนกลับตระกูลฉีอีก ก่อนจะออกบวชที่อารามบัวแดงจนได้ ฉายาว่า ซิ่นซือซือไท่ ผู้ปรุงทิพย์โอสถ

“ฮ่าๆ ในที่สุดข้าก็รู้ว่าท่านไม่ได้มีเลือดของบิดาข้าในร่างกายแม้แต่นิด” ฉีหยางซิ่วหัวเราะอย่างดูแคลนอีกฝ่าย

“ตอนนี้คงไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่าการชำระความให้สำนักตะวันไร้พ่าย เพราะเจ้านำความอัปยศมาสู่สำนักและทำให้พี่น้องในเรือนหมู่เทพเซียนอักษรเสื่อมเสีย เป็นแบบนี้ แม้แต่ศาลบรรพชนเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์จะเหยียบ”

“หากข้าทำสิ่งเลวร้ายอันใด ก็คงไม่ได้เศษเสี้ยวปลายเล็บที่ท่านได้กระทำ ที่สำคัญ ท่านกับมารดาก็เป็นเพียงคนต่ำต้อย เช่นนั้นอย่ามาอวดอ้างถึงศาลบรรพชนของข้า” ดวงตาฉีหยางซิ่ววาวโรจน์

“บัดซบ ถึงอย่างไรข้าก็เป็นพี่ชายของเจ้า คิดหรือว่าข้าไม่มีสิทธิ์อบรมสั่งสอน”

“ฮึ! คนชั่วช้าทำลายตระกูลข้าจนย่อยยับ อย่างท่านกับมารดายังจะมีหน้ามาสั่งสอนข้าอีกหรือ”

หัวใจฉีเจียนหลิวคล้ายมีเพลิงไฟแผดเผา เขาก้าวเข้ามาใกล้ฉีหยาง

ซิ่ว ในมือมีมีดสั้นเล่มหนึ่ง เขาจงใจใช้มันกรีดใบหน้างามของอีกฝ่าย

“เจ้าล่วงรู้ความลับดีเช่นนี้ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าได้ตายสมใจ อยู่อย่างทรมานต่อไปเถอะ และคอยดูข้าเป็นประมุขของขุนเขาไหมงาม”

“ฮึ ท่านอาจะไม่มีวันได้เสวยสุข หากข้ามีชีวิตอยู่ ท่านมิอาจครอบครองสิ่งใดที่เป็นของตระกูลฉี...”

สิ้นคำประกาศนั้น เจียนหลิวก็เตรียมใช้มีดสั้นกรีดใบหน้าฉีหยางซิ่ว

ดวงตาคมของชายหนุ่มจ้องเขม็งอีกฝ่าย แม้จะกลัวอยู่มาก แต่เขาไม่ยอมให้มันเห็นน้ำตา

“ดี! ข้าชอบคนกล้าหาญ ฉะนั้นจงอยู่ในโลกนี้ด้วยใบหน้าสยดสยอง และดูความรุ่งโรจน์ของข้าด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป